15,270
VIEWS

พราวพุธ ลิปตพัลลภ “อนาคต วานา นาวา จะขยับขึ้นเป็น Regional Brand”

Jul 17, 2018 S.Vutikorn

หัวหินเป็นเมืองตากอากาศที่ได้รับความนิยมมานานหลายสิบปีแล้ว ทั้งจากนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศในฐานะเมืองติดทะเลชายหาดที่สวยงาม ที่ผ่านมาเมืองหัวหินมีการพัฒนามาตลอดตามครรลอง กระทั่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา หัวหินถูกเติมเต็มด้วย Man Made Attraction เพื่อมาตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่

ถือเป็นโอกาสอันดีที่ BrandAgeได้มีโอกาสสัมภาษณ์ คุณพราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พราว เรียลเอสเตท จำกัด นักธุรกิจรุ่นใหม่ที่เข้ามาลงทุนในพื้นที่หัวหินอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ถึงความท้าทายในการสร้างแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่ต้องทำไปพร้อมๆ กับการอนุรักษ์เสน่ห์ของความเป็นหัวหินดั้งเดิมเอาไว้      

คุณพราวพุธ เริ่มต้นบทสนทนาด้วยการเล่าจุดเริ่มต้นของการมาลงทุนในหัวหินให้ฟังว่า พราว เรียลเอสเตท ก่อตั้งบริษัทมากว่า 7 ปี และขยายธุรกิจเข้ามาที่หัวหินเมื่อประมาณ 6 ปีก่อน เริ่มจากการทำโรงแรม Inter Continental Hua Hin Resort เป็นที่แรก

“ธุรกิจในหัวหินเราเริ่มจากธุรกิจครอบครัว คือกลุ่มบริษัทประยูรวิศว์ที่ทำก่อสร้างมาก่อน พอทำก่อสร้างก็ซื้อที่ทำไซต์ก่อสร้างเก็บไว้แล้วเราก็เอามาพัฒนา ตอนนี้โครงการเราอยู่หัวหินเยอะหน่อย สวนน้ำวานา นาวา, โรงแรมอินเตอร์คอนฯ, ทรู อารีน่า, ศูนย์การค้าบลูพอร์ต, โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์

ถามว่าทำไมต้องหัวหิน ครั้งแรกเราตั้งใจที่จะทำคือโรงแรมอินเตอร์คอนฯ ก็ยังไม่ได้คิดว่าจะมีขนาดนี้ ตอนนั้นมองว่าหัวหินเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ยังเติบโตได้อีกมาก เมื่อ 7-8 ปีก่อน มีแต่คนไทย ต่างชาติน้อยมาก มีคนมาเที่ยวประมาณปีละ 2 ล้านกว่าคน เรามองว่าสามารถดันหัวหินให้ติด Top 5 ได้ พอเราทำรร.อินเตอร์คอนฯ ได้เจอคนมากมาย เราก็เสาะหาที่ดินที่ราคาเราสู้ได้มาเก็บไว้เรื่อยๆ พอมีที่ก็เริ่มพัฒนา ทำไปพักนึงเราก็รู้สึกว่าหัวหินเป็นเมืองที่มีขนาดกำลังดี”

หัวหินในตอนนี้ จึงเปรียบเสมือนเป็นฐานบัญชาการหลักของพราว เรียลเอสเตท ซึ่งคุณพราวพุธ เองก็ยอมรับว่าได้ใช้หัวหินเป็นพื้นที่วิจัยและพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆ มาตลอด

 “โมเดล Playcation เราก็ทดลองใช้ที่นี่เป็นที่แรก ถ้าทำสำเร็จเราก็จะเอาไปทำที่อื่น ที่ต่อไปเราคงลงไปภูเก็ต ในหัวหินเราเป็นเหมือนปลาใหญ่ในบ่อเล็กๆ เพราะว่าเรารู้การเปลี่ยนแปลงของหัวหิน จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่ม เรารู้ Demograhpic ทั้งหมด เราเลยโฟกัสที่นี่ ถือเป็นเฟส 1 ของเราก็ได้”

 

ถึงตรงนี้เราอยากรู้แล้วว่า เมื่อพูดถึงหัวหิน คนส่วนใหญ่จะคิดถึงอะไร

กับคำถามนี้ คุณพราวพุธ ตอบข้อสงสัยว่า ถ้าเป็นคนไทยก็จะนึกถึงทะเล และอาหารทะเลสด สมัยก่อนก็ไปนอนคอนโดเพื่อน เพื่อเที่ยวทะเล กินอาหาร และเข้านอน

 “เรามองว่าน่าจะมีอะไรที่ทำเป็นกิจกรรมได้มากกว่านั้น หัวหินเรามองว่าเป็น Family Destination ไม่เหมือนกับพัทยาที่สามารถมีเอนเตอร์เทนเม้นต์ มีแสงสีได้ แต่แสงสีจะไม่เหมาะกับหัวหิน เราเลยคิดอะไรที่ยังมีกลิ่นอายของ Adventure และจับกลุ่มครอบครัว

หัวหินมี Culture นะ เพราะหัวหินเป็นเมืองติดทะเลที่คล้ายกับว่าเป็นชนชั้นสูงมาอยู่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 หัวหินมีเสน่ห์ที่พัทยา ระยอง สัตหีบไม่มี ทุกวันนี้ก็ยังมีบรรยากาศของหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ที่เราไปเที่ยวหรือว่าไปเดินตลาดได้ ถือว่ายังไม่พัฒนาจนเกินไป”

คุณพราวพุธ ย้ำว่าสิ่งที่ทำในตอนนี้ คือการเข้ามาเติมเต็มเมืองหัวหินตามพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วผ่านสิ่งที่เรียกว่า Man-made Attraction

 “1.นักท่องเที่ยวหลายคนมีความต้องการเปลี่ยนไป 2.คนไทยไปหัวหินมาหลายรอบแล้ว เขาต้องหาเหตุผลว่าทำไมต้องกลับมาหัวหิน 3. สมัยก่อนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาหัวหินคือกลุ่มคนยุโรปอายุ 60 กว่าๆ มาที 2-3 เดือน ไม่ทำอะไร แต่ตอนนี้เป็นนักท่องเที่ยวจีน และเอเชียรุ่นใหม่ที่มาอยู่น้อยลงแต่ว่ามีกิจกรรมทำมากขึ้น เขาไม่นอนเฉยๆ หาทำอะไรตลอดเวลาเราเลยเห็นโอกาสตรงนี้

เรามองว่า สำหรับเรามันต้องมาคู่กัน ตัวอย่าง คือสิงคโปร์ ประเทศใหม่แทบจะไม่มีวัฒนธรรมเลย ทุกอย่างสร้างใหม่หมดจริงๆ ส่วนอีกด้านนึง พม่า ลาว นี่ก็เน้นวัฒนธรรมล้วนๆ งาน Man-made Attraction แทบจะไม่มีเลย แต่ว่าไทยเรานี้มีศักยภาพที่ดีกว่า เพราะว่าเรามีวัฒนธรรม มีโครงสร้างพื้นฐาน มี Service Mind ที่ดี มีโครงสร้างรองรับที่จะทำ Man-made Attraction มีความพร้อมที่จะสร้างทั้งคู่เลย แต่ว่าเราต้องรักษากลิ่นอายความเป็นหัวหินให้คงอยู่”

ทุกวันนี้ผู้ประกอบการโรงแรมในหัวหินเองก็มีการพูดคุยกันตลอดเวลาว่า สิ่งที่จะต้องรักษาไว้ ก็คือ ความเป็น Family Destination

 “ทุกวันนี้แทบจะไม่มีหาดไหนในเมืองไทยที่แบบว่า พ่อแม่ไปแล้วปล่อยให้ลูก 10 ขวบ ไปเล่นทะเลคนเดียวได้ ตรงนี้คือหัวใจจริงๆ คือเรื่องความปลอดภัย

ส่วนเรื่องของหน้าตาตึก ที่หัวหินเราเห็นส่วนใหญ่จะเป็นสไตล์โคโลเนียลอยู่แล้ว โดยเฉพาะเมืองนี้เป็นสถานที่ที่เป็นที่ประทับของราชวงศ์ด้วย เรื่องแสงสีเสียงเลยดูเหมือนกับว่าจะไม่เหมาะกับที่นี่”

ในช่วงที่พราว เรียลเอสเตท มีความคิดที่จะทำสวนน้ำในเมืองที่ติดทะเล คุณพราวพุธ เล่าย้อนหลังว่ามีหลายคนที่ทักท้วงเพราะกังวลเรื่องความเสี่ยง ซึ่งคุณพราวพุธ กล่าวว่า ก่อนที่จะเริ่มโครงการทีมงานก็ได้มีการเดินทางไปสำรวจสวนน้ำหลายแห่งและพบว่า มีสวนน้ำในเมืองตากอากาศติดทะเลหลายแห่งที่ประสบความสำเร็จ มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยือนปีละหลายแสนคน ซึ่งทำให้มีความมั่นใจว่าสิ่งที่วาดฝันไว้นั้นน่าจะเกิดขึ้นได้

 “บางคนบอกว่า สวนน้ำปลอดภัยกว่า ไม่ต้องห่วงเรื่องแมงกะพรุน จมน้ำ และพอมากันหลายคน เขาไม่ต้องห่วงว่าลูกจะหาย ประกอบกับความสะดวกสบาย บางทีเราไปหาดจะนอนหาดก็ต้องจ่าย กลัวของหายอีก สวนน้ำที่นี่มีทุกอย่าง มันเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยและเขาก็ยังได้เล่นน้ำ เล่นทราย

 

ปีแรกที่เปิดเห็นชัดว่า คนตั้งใจมาที่เรา บางคนมาจากเชียงใหม่ มารอซื้อตั๋ว 9 โมงเช้าเลย พวกนี้เขาตั้งใจมาสวนน้ำ พอเข้าปีที่ 2-3 คนมาแล้ว ถ้าให้ประมาณ คือ 1. คือ 60% เขาจะไปหัวหินอยู่แล้ว เขาเลยปักหมุดเราไว้เป็นสถานที่จะไป 2.คือ 40% เขาเลือกจะไปเที่ยวสวนน้ำและเปรียบเทียบระหว่างหัวหินกับพัทยาว่าจะไปไหน”

ถึงตรงนี้ทีมงานอยากรู้ถึงผลดีผลเสียของการเปิดตลาดไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน

เกี่ยวกับเรื่องนี้ คุณพราวพุธ อธิบายให้ฟังว่า เนื่องด้วยราคาเฉลี่ยของห้องพักต่อคืนในหัวหินที่สูงกว่าเมืองตากอากาศที่ใกล้กรุงเทพฯ คือเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 2,000 บาทขึ้นไป ซึ่งในที่พักระดับราคานี้สามารถช่วยคัดกรองนักท่องเที่ยวไปในตัว

 “พวกทัวร์ศูนย์เหรียญนี่ไม่มานอนโรงแรมราคานี้แน่ๆ เราดึงตลาดคนจีนแต่เน้นกลุ่มพวกที่ไม่ใช้รถทัวร์ เราเน้นครอบครัวแบบที่มา 3 Gen พร้อมกัน กลุ่มนี้จองห้องพักบุ๊คผ่าน Online Travel Agency เอหมด ไม่ได้ผ่านเอเย่นต์ทัวร์ เป็นคนจีนที่ใช้กระเป๋า Louis Vuitton เที่ยวมารอบโลก เขารู้วิธีปฏิบัติในเรื่องของการท่องเที่ยวเป็นอย่างดี ถามว่าหนักใจไหม ไม่หนักใจเลย และเชื่อว่า 3-5 ปี ถ้ากลับไปดูนักท่องเที่ยวจีนเขามีการปรับตัวเยอะแล้ว”

นักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่กับนักท่องเที่ยวยุโรปมีการใช้เงินต่างกันไหม?

ทีมงานอดสงสัยไม่ได้...

 “ที่โรงแรมของเรากลุ่มยุโรปนิยมจองผ่านเอเย่นต์ ซึ่งราคาไม่สูงมากเพราะว่าเขามีอำนาจต่อรองสูง กลุ่มนี้เราได้เฉลี่ย 4,000 กว่าบาท เพราะมีส่วนต่าง แต่กลุ่มนักท่องเที่ยวจีนนี่เขาจองเองเราได้ 5,000-6,000 นิดๆ เรตห้องพักได้สูงกว่า แต่กลุ่มยุโรปการใช้เงินในโรงแรมจะมากกว่า เพราะว่าเขาไม่ออกไปไหนอยู่ในโรงแรมกินทุกอย่างในโรงแรม ในห้องพัก ที่สระว่ายน้ำ ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนจะออกไปกินนอกโรงแรมเหมือนคนไทย แต่จะได้ห้องราคาดีกว่า

เปรียบเทียบต่อหัว ถ้าดูด้วยอายุกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่มาหัวหินจะเป็นกลุ่มที่ High-End บวกลบแล้วกลุ่มคนจีนใช้เงินมากกว่า”

ถึงตรงนี้ ทีมงานอดเป็นห่วงไม่ได้จึงอยากทราบว่า ความเปลี่ยนแปลงดังกลาวนี้ ร้านค้าแบบชาวบ้านรับรู้หรือยัง

“โรงแรมส่วนใหญ่น่าจะเห็นแล้ว ส่วนผู้ประกอบการทั่วไปก็น่าจะรู้ เพราะอย่างเดินตลาดฉัตรชัย ตอนนี้ก็เริ่มมีป้ายจีนปักไว้ มีการปรับตัวในการขายของ มีข้าวเหนียวมะม่วงทุเรียน การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เฉพาะหัวหินนะ  แต่เป็นทั้งประเทศ”

เพื่อให้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ ล่าสุดทางพราว เรียลเอสเตท เองก็ได้ขยายการลงทุนในหัวหินด้วยการทุ่มงบประมาณกว่า 1,800 ล้านบาท เพื่อพัฒนาวานา นาวา หัวหินให้เป็นโครงการมิกซ์ยูสในรูปแบบ Resort Destination ภายใต้แนวคิด Playcation

โดยสิ่งที่จะมาเติมเต็มโครงการในเฟสนี้จะประกอบไปด้วยโรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ วานา นาวา หัวหิน, วานา นาวา สกาย บาร์ ห้องอาหาร และจุดชมวิวลอยฟ้า, โซนใหม่วานา วันเดอร์แลนด์ ซึ่งเป็นโซนสำหรับเด็กเล็ก ขนาด 600 ตารางเมตร, Vana Cave Cafe ร้านอาหารคอนเซ็ปต์ใหม่ ซึ่งอยู่ภายในถ้ำ รวมไปถึง Vana Learning Center ห้องเรียนและศูนย์การเรียนรู้สำหรับกลุ่มนักเรียนที่จะมาทัศนศึกษาที่ วานา นาวา หัวหิน

“Playcation เป็นมากกว่าโรงแรมที่อยู่ติดกับสวนน้ำ คือ การสร้างประสบการณ์ที่ผสมผสานความสนุก กับความสะดวกสบายให้ลูกค้าได้อย่างไม่มีที่ติ  ซึ่งทางเราได้นำเอาเทคโนโลยี RFID เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้เข้าพักในโรงแรม โดยลูกค้าจะได้รับสายรัดข้อมือ RFID ซึ่งสามารถใช้เข้าสู่สวนน้ำ เปิดประตูห้องพักโรงแรม และจ่ายค่าอาหาร ค่าบริการทั้งหมด อีกทั้งยังสามารถเลือกชำระเงินภายในครั้งเดียวแบบ Pre-paid หรือ Post-paid ก็ได้ ช่วยให้พ่อแม่สามารถเติมเงินสำหรับเด็กๆ ในจำนวนที่ต้องการ หรือกลุ่มสัมมนาสามารถควบคุมการใช้จ่ายได้อีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาการใช้เทคโนโลยีกับบริการอื่นๆ ในอนาคต เช่น บริการ E-Commerce ภายในห้องพัก เป็นต้น”

คุณพราวพุธ ยังได้อธิบายเพิ่มเติมว่าการนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาประยุกต์ใช้จะทำให้สามารถเก็บข้อมูลของลูกค้า เพื่อนำมาพัฒนาสินค้าแล้วบริการให้ดียิ่งขึ้นไปได้

“Disneyland นี่เขารู้ก่อนนะว่า ลูกค้าที่กำลังจะมาถึงชื่ออะไร สั่งอาหารอะไรไว้ อย่างของเรานี่ก็ใช้ RFID มา 3 ปี เราสามารถรู้พฤติกรรม เช่น ผู้หญิงชอบซื้อกระเป๋า ผู้ชายชอบซื้อเสื้อยืดมากกว่า Data พวกนี้ถ้าเก็บไปเยอะๆ ถ้ารวมกับการใช้จ่ายในโรงแรมจะเป็น Big Data ซึ่งเทรนด์มันมาอยู่แล้ว เราจะเอามาทำการตลาดได้มากเลย ในการสร้างโอกาสการขาย ถ้าเทคโนโลยีมีองค์ประกอบในคอมเพล็กซ์ที่ใหญ่พอ

ปัจจุบันนี้ในเอเชียยังไม่มีใครใช้ตรงนี้จริงๆ สวนน้ำก็มีใช้ RFID บ้าง แต่ว่ายังไม่มีใครผูกเข้ากับโรงแรม และอย่างที่บอกว่า ระบบสามารถทำ E-Wallet การคุมการใช้งานของเด็ก เราทำ Post E-Commerce เช่น ส่งภาพไปถามว่าจะทำหมวกไหม หรือว่าส่งข้อความในวันเกิดเพื่อให้สิทธิพิเศษ”

ความตั้งใจของคุณพราวพุธนั้น ต้องการที่จะให้วานา นาวา ขยับจาก Local Brand ขึ้นไปเป็น Regional Brand ซึ่งหมายถึงเป็น Destination ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติตั้งใจที่จะมาเที่ยวเหมือนกับ Disneyland หรือ Universal Studios ในต่างประเทศ

เพื่อบรรลุเป้าหมายทางพราว เรียลเอสเตท ก็ได้มีการร่วมทุนกับบริษัท White Water West Canada ซึ่งเป็น Water Park Operator ชื่อดังจากแคนาดาเพื่อจัดตั้งบริษัท White Water South East Asia ขึ้นมาเพื่อรับจ้างออกแบบและบริหารสวนน้ำทั่วเอเชีย

 “เราแยกบริษัทออกมาเป็น White Water South East Asia วัตถุประสงค์หลัก ก็คือ ในเอเชียความรู้เรื่องสวนน้ำยังมีไม่มาก หลายผู้ประกอบการเติบโตมาจากธุรกิจโรงแรม, อสังหา, ค้าปลีก ไม่มีสายตรง ตอนที่เราทำ วานา นาวา สิ่งที่ยากคือ ออกแบบอย่างไรให้ลงตัวที่สุด เรื่องความปลอดภัย เรื่องการบริหารน้ำ ซึ่งไม่ง่ายเหมือนการทำโรงแรม มันเลยเป็นช่องว่างทางการตลาด เพราะ Developer หลายคนที่ต้องการสร้างความแตกต่างทางการแข่งขัน เขารู้ว่าสวนน้ำคือคำตอบ แต่ว่าเขาไม่รู้จะเริ่มยังไง

เพราะฉะนั้น เราจึงสร้างบริษัทนี้ขึ้นมา เพื่อมารับจ้างบริหาร ออกแบบ เราใช้คำว่า  Turnkey Solutions เดินมาบอกว่ามีที่ดินตรงนี้ มีโรงแรมเป็นส่วนประกอบ เราช่วยออกแบบได้เลยว่า Master Plan จะเป็นอย่างไร Interaction ระหว่างโรงแรมกับสวนน้ำควรจะเป็นอย่างไร Capacity ควรจะเป็นเท่าไหร่เพื่อที่การลงทุนถึงจะคุ้มค่า เครื่องเล่นเราก็ดีไซน์มาให้ ก่อนเปิดก็ทำ Pre-opening รวมไปถึงเปิดไปแล้วเราก็ดูแลให้ ดังนั้นในภาพใหญ่ก็อาจจะมีการ Diversified จากการที่เป็น Operator ไปเป็น Developer ให้กับคนอื่นด้วย”

 

ภายในปีแรก ทาง White Water South East Asia ได้มีการดำเนินการแล้ว 6 โครงการ ใน 4 ประเทศ

สำหรับแผนงานต่อไปของพราว เรียลเอสเตทนั้น ก็เตรียมที่จะขยายการลงทุนไปเมืองท่องเที่ยวชื่อดังอย่างภูเก็ต ซึ่งจะเป็นการขยับเข้าไปลงทุนร่วมกับค่ายเดอะมอลล์ในรูปแบบมิกซ์ยูสเหมือนกับที่หัวหิน คือมีสวนน้ำขนาดใหญ่ และโรงแรม อยู่ด้วยกัน

“ภูเก็ตปราบเซียนไหม เราใช้คำว่ายากกว่าดีกว่า เพราะค่าก่อสร้างมันสูงกว่า ส่วนเรื่องพฤติกรรมคนต่างกันไหม ต้องบอกว่า กลับข้างกับที่หัวหินเลย ที่หัวหิน 80% คนไทย ที่เหลือต่างชาติ ที่ภูเก็ตนี่น่าจะกลับข้างกันเลย ต่างชาติ 90% คนไทย 10%

ในแง่ของฤดูการท่องเที่ยวน่าจะได้ทั้งปี เพราะหัวหินนี่คนไทยมากกว่า เราจะได้ Weekend แต่ Weekday เงียบจันทร์ถึงพฤหัส ซึ่งยังเป็นความท้าทายอยู่ แต่ถ้าเป็นภูเก็ต ด้วยความที่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาตินี่ได้ทุกวัน”

ทุกวันนี้ ประเทศไทยมีสวนน้ำขนาดใหญ่ที่ใช้เงินลงทุนระดับ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป อยู่หลายแห่งด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นสวนสยาม, วานา นาวา, Santorini Park, Cartoon Network, Ramayana กระนั้นก็ดี คุณพราวพุธ ก็ยังมั่นใจว่าประเทศไทยยังสามารถมีสวนน้ำได้มากกว่าที่เป็นอยู่

“ยังมีได้อีกเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ก่อนที่เรามานี่มีแต่สวนน้ำในห้างกับสวนสยาม แต่ในต่างประเทศนี่ ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดทุกเมืองมีสวนน้ำหมด ขนาดเมืองเล็กๆ ก็มี บางเมืองมีสวนน้ำประมาณ 20 แห่ง คนไปเที่ยวปีนึงเป็นล้านๆ เมืองไทยเราเชื่อว่าถ้าพัฒนาไปได้ในระดับนึงเราสามารถมีสวนน้ำได้อีก และตอนนี้ก็เริ่มขึ้นมาตามมุมเมืองแล้ว พวกตั๋ว 50-200 บาท ในสเกลเล็กกว่า และมีเครื่องเล่นนิดหน่อย เชื่อว่าในอนาคตยังมีได้อีก เช่น ที่สมุยก็ยังไม่มีสวนน้ำ

ส่วนที่เราจะทำเอง อาจจะมีได้อีก 1-2 ที่ เราบอกแบบนี้ไม่ได้ว่าตลาดจะอิ่มตัว แต่เพราะว่าเราเปิดที่หนึ่งใช้เวลา 2-3 ปี เราเปิด 2 ที่ ก็ 6 ปีแล้ว หากเลยกว่านั้นไปก็ยังมีอยู่ แต่อาจจะไม่ใช่รูปแบบวันนี้ อาจจะเป็นการผสมระหว่างสวนน้ำกับเอนเตอร์เทนเม้นต์อื่นๆ มากขึ้น”

แต่อย่างไรก็ตาม คุณพราวพุธ กล่าวว่า การขยายธุรกิจของพราว เรียลเอสเตท จะยังคงเน้นแนวคิดการสร้างสินค้าและบริการที่อิงไปกับนักท่องเที่ยวเป็นหลัก ส่วนธุรกิจอสิงหาริมทรัพย์ก็จะทำต่อเมื่อได้ทำเลและคอนเซ็ปต์ที่ลงตัวจริงๆ

“การขยายธุรกิจส่วนใหญ่ยังคงเน้นกลุ่มนักท่องเที่ยว คือโรงแรม แล้วก็มีเอนเตอร์เทนเม้นต์ สัดส่วนโรงแรมประมาณ 60% เอนเตอร์เทนเม้นต์ 40% ส่วนที่พักอาศัยไม่ใช่แกนหลักเท่าไหร่ จะทำก็ต่อเมื่อมีจังหวะหรือโอกาสที่เข้ามา ไม่ใช่กลยุทธ์หลัก เพราะว่ามันเป็นธุรกิจครอบครัวด้วย เราเลยอยากที่จะครอบครองไว้มากกว่าที่จะขาย” คุณพราวพุธ กล่าว

เมื่อเทียบกับจังหวัดท่องเที่ยวที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ คนส่วนใหญ่มักจะเปรียบเทียบหัวหินกับพัทยา ซึ่งพัทยาเองก็มีจุดแข็งในเรื่องของการมีศูนย์ประชุมขนาดใหญ่ และมีกิจกรรมที่จัดอย่างต่อเนื่องทุกเดือน

เกี่ยวกับเรื่องนี้คุณพราวพุธ  มองว่า ทุกวันนี้ผู้ประกอบการในหิวหินต่างก็พยายามจัดกิจกรรมที่เป็นงานอีเวนท์ประจำปีขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นงาน Beach Polo แห่งเดียวของเอเชีย หรือการจัดกิจกรรม World Tennis ซึ่งเป็นการเชิญนักเทนนิสระดับโลกมาแข่งขันที่หัวหินซึ่งทำต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 7 แล้ว

 “เมื่อก่อนมี Jazz Festival ที่แรกๆ ที่จัดริมหาด แต่ก็เจอปัญหาน้ำขึ้นน้ำลง มีคนพยายามจัดหลายคน เราพยายามย้ายไปที่อารีน่า ปัญหาของหัวหิน คือ ไม่มีสถานที่ที่สามารถจุคนได้เป็นพันๆ พอไปจัดที่หาดมันก็เจอเรื่องพื้นที่ไม่พอ น้ำขึ้นลง ตอนนี้ทรู อารีน่า จุได้เป็นหมื่นคน  เราน่าจะเห็นกิจกรรมดีๆ ในหัวหินที่คนกรุงเทพฯต้องบรรจุเข้าไปในปฏิทินมากขึ้น ว่าเดือนนี้ต้องไปหัวหิน”

ทุกวันนี้ หัวหินมีพื้นที่ที่สามารถรองรับการจัดงานประเภท MICE ขนาดใหญ่ คือ ถ้าเป็นงานจังหวัดจะมีลานเฉลิมพระเกียรติพระราชินีพื้นที่ 19 ไร่ สำหรับเอาไว้จัดงานแบบประเภทงานกาชาด แต่ถ้าเป็นการจัดงานแบบรวมห้องพักก็จะมีโรงแรมดุสิตที่ชะอำ ซึ่งมีขนาดใหญ่พอสมควร ส่วนที่หัวหินก็มีทรู อารีน่า พื้นที่ในอาคารขนาด 2,500 ตารางเมตร แล้วมีพื้นที่กลางแจ้งจุคนได้ประมาณ 10,000 คน

 “เราก็ศึกษาอยู่ว่าหัวหินยังขาดอะไร ตลาด MICE ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่มองว่ายังขาดอยู่ แต่ความเป็นไปได้ก็มี แต่ต้องรอดูเรื่องการคมนาคมก่อน ตรงนี้พัทยาจะได้เปรียบกว่า ซึ่งหัวหินก็กำลังจะมีมอเตอร์เวย์ ประมูลไปแล้ว อีก 2-3 ปี สร้างเสร็จจะเดินทางสะดวกต่อทางจากด่วนเลย ไม่ต้องลงดาวคะนอง แต่ไปถึงวังมะนาว และต่อทางมอเตอร์เวย์ไปลงชะอำเลย ตรงนี้จะช่วยได้มาก เพราะจะร่นเวลาให้เหลือไม่ถึง 2 ชั่วโมง

2. คือรถไฟความเร็วสูงแต่อาจจะหลายปีหน่อย แต่ระหว่างนี้ก็จะมีรถไฟรางคู่มาก่อน ทำให้การเดินทางจาก 4 ชั่วโมงเหลือ 2 ชั่วโมงนิดๆ ซึ่งเท่ากับรถแล้ว ถ้าตรงนี้พร้อมจริงก็เป็นไปได้ที่จะมีสถานที่ขนาดใหญ่เพื่อรับรอง MICE ที่ใหญ่จริงๆ ส่วนสนามบินตอนนี้ได้แค่เครื่องขนาดกลาง เป็นอะไรที่หาทางออกหรือปรับ อย่างแอร์เอเชียก็มีข่าวว่าพยายามหาเที่ยวบินมาลง คือเครื่องร้อยกว่าที่ก็ลงได้ที่ผ่านมามีแค่กานต์แอร์ ซึ่งเล็กมาก”

ช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ ทีมงานอดสงสัยไม่ได้ว่าคุณพราวพุธ  มี Role Model ในการทำงานหรือไม่               

“ส่วนตัว Role Model คือคุณย่า ต้องเล่าตั้งแต่คุณย่าเริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 14 ปี และแต่งงานตอนอายุ 14 ปี ส่วนคุณปู่ก็อายุ 16 ปี แต่งงานเร็ววัยรุ่นมาก เรียนจบป.4 ตอนแต่งคุณทวดให้เรือมา 1 ลำ ก็มาทำงานรับจ้างขนส่งพวกวัสดุก่อสร้าง เล็กๆ คุณปู่ดำลงไปตักหินคุณย่าเอาไปขายต่อ จากตรงนั้นต่อมาก็เริ่มมีเรือที่ใหญ่ขึ้นคุณพ่อกับคุณลุงนี่เรียกว่าแทบจะเกิดบนเรือ ทำมาพักนึงก็ขยายขึ้นบกมาตั้งบริษัทประยูรวิทย์ ซึ่งก็เจอปัญหาใหญ่ถึง 2 รอบ จนเกือบล้ม คุณย่าเหมือนว่าจะเป็นช้างเท้าหลังที่คอยซัพพอร์ตปู่ แต่เอาจริงเวลามีปัญหา คุณย่ามีส่วนสำคัญในการแก้ปัญหาให้

สมัยก่อนเวลาไปทำไซต์ก่อสร้าง คุณปู่จะไปดูแลไซต์งาน คุณย่าก็จะเก็บเศษเหล็กตะปูที่เหลือจากการก่อสร้างไปขาย ได้กำไรมาเพิ่ม แล้วก็แอบเอาเงินไปซื้อที่ดินเก็บ เลยมีที่ดินมาถึงตรงนี้

ย่าสอนว่า แม้ว่าเราจะเป็นเจ้าของธุรกิจ เราไม่ได้หมายความว่าเราจะสั่งๆ หรือให้ลูกน้องทำหมด มันจะไม่ได้ความเคารพ และเราจะไม่รู้ว่าใครที่จะทำได้ถูกใจเรา 100% เพราะฉะนั้นวิธีที่ดีที่สุด ก็คือ เราต้องลงไปทำงานกับเขา ลงไปคลุกคลีกับเขาจริงๆ”

คุณพราวพุธ  กล่าวว่า ตนเองโชคดีที่มีครอบครัวคอยให้ความช่วยเหลือ ตั้งแต่การส่งเรียนจนจบต่างประเทศ รวมไปถึงการให้คำแนะนำในการเริ่มต้นธุรกิจ

“ระหว่างทางถามว่า พ่อมาช่วยไหม พราวเชื่อว่า ก็ต้องบอกว่าไม่มีครอบครัวไหนที่พ่อจะไม่มาช่วยลูก พอเรากลับไปถึงบ้านก็ต้องคุยกัน มีการขอคำปรึกษาอยู่แล้ว

ทุกวันนี้ เป็นเหมือนที่ปรึกษาห่างๆ พ่อเคยเป็น รมต.ที่ดูแลเรื่องการท่องเที่ยวมาก่อนก็จะมีประสบการณ์ในภาพใหญ่เกี่ยวกับเรื่องการท่องเที่ยว จะเห็นภาพใหญ่เรื่องกลยุทธ์ของประเทศ”

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.