16,009
VIEWS

ถอดบทเรียน หมูป่าอะคาเดมี สื่อต้องกำหนดกรอบการทำงานสถานการณ์ฉุกเฉิน

Jul 10, 2018 M.Pussapol

Focus Point

  • ทุกหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ สื่อ  ต้องกำหนดกรอบการทำงานในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทำ Code of Conduct  Do & Don’t  และต้องไม่กระทบกระเทือนการทำงานของหน่วยงานช่วยเหลือหลัก
  • ผู้รับสารต้องปรับให้รู้เท่าทันการทำงานของสื่อ  ต้องคิดให้ได้ว่าอะไรควรรู้ อะไรไม่ควรรู้

 

จากเหตุการณ์ นักฟุตบอลเยาวชนและโค้ช ทีมหมูป่าอะคาเดมีแม่สาย รวม 13 คน หายไป ขณะเข้าไปเที่ยวในถ้ำหลวง -ขุนน้ำนางนอน เขตวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน จนกระทั่งพบเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม  มีการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานอย่างหนักต่อสื่อกระแสหลัก สื่อออนไลน์ รวมถึงนักข่าวพลเมืองที่ส่งข่าวจากพื้นที่

ในฐานะอาจารย์ ผู้รับผิดชอบโดยตรงกับการผลิตบุคลากรสื่อ ให้มีทั้งความรู้ความสามารถ และจริยธรรมในการทำงาน ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดี คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ความเห็นว่า ภาพการทำข่าวที่เห็น เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในภาวะฉุกเฉินสับสนอยู่แล้ว  เพราะไม่มีการเตรียม หรือซักซ้อมกันมาก่อน  เพียงสถานการณ์วันนี้ รุนแรงมากกว่าเดิม มากกว่าช่วงเกิดสึนามิ เพราะสื่อไม่ได้มีแค่สื่อหลักอย่างทีวี หรือหนังสือพิมพ์ แต่วันนี้มีโซเชียลมีเดีย มีคนที่ทำหน้าที่เป็นเพจ แอดมินโดยเฉพาะต่างจังหวัด จำนวนมาก

Q : ถ้าจะใช้คำว่า เป็นการถอดบทเรียน เราเรียนรู้สิ่งใดบ้างจากเหตุการณ์ข้างต้น ?

A : ความสับสนบริเวณเกิดเหตุฉุกเฉินต่างๆ ในวันนี้ เกือบจะบอกว่า นอกจากสื่อมวลชนกระแสหลักแล้ว คนทั่วไปก็เป็นสื่อมวลชนได้ แม้กระทั่งหน่วยงานของราชการเอง หรือหน่วยกู้ภัยต่างๆ เขาก็ส่งข้อมูลข่าวสารได้ หรือเข้าไปซักถามข้อมูลข่าวสารได้ ประชาชนทั่วไปก็จะแยกไม่ออกว่า คนไหนคือสื่อมวลชนที่แท้จริง 

เวลาตั้งคำถามที่ซักถามแหล่งข่าว โดยปกติถ้าไม่มีการถ่ายทอดสด บางคำถามที่ดูไม่เหมาะสม หรือไร้สาระ เวลาที่นำเสนอก็จะถูกตัดออกโดยกองบรรณาธิการ ทั้งช่วงของการ Edit หรือช่วงอะไรก็ตาม แต่ระยะหลังเนื่องจาก Live สด เทคโนโลยีในการ Live สด สามารถเห็นทุกกระบวนการแม้กระทั่ง คำถามที่นักข่าวถามแหล่งข่าวได้ เพราะฉะนั้นหลายๆ คำถาม ซึ่งเป็นคำถามที่ไม่ควรถาม จึงหลุดออกมาในสายของประชาชนที่จับตามอง กรณีถ้ำหลวงจะเห็นหลายเคสของผู้สื่อข่าว ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรคิดให้ดีก่อนถาม อันนั้นทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา ในภาคสนามอาจไม่เจตนามากในการถามคำถามบางอย่าง อาจเป็นเพราะว่าเรารู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือไม่มีความละเอียดอ่อนพอที่จะคำนึงถึงความรู้สึกของแหล่งข่าว หรือในสถานการณ์ต่างๆ

แต่ในเวทีซึ่งเป็นผู้ประกาศข่าว ในการถามคำถามบางอย่างหลายครั้งเน้นเรื่องเรตติ้ง รู้ว่า จะต้องดึงเรตติ้งด้วยเรื่องของดราม่าเรื่องของไสยศาสตร์ ก็พยายามจะโยงกรณีนี้เกิดขึ้นมา 

การพูดถึงเรื่องถอดบทเรียน ก็คือ หลังจากเกิดเคสถ้ำหลวง  ถ้าพูดถึงฮีโร่ คือ หนึ่ง ทีม SEAL พวกหน่วยกู้ภัย ผู้ร้าย ที่คนมักจะมองคือสื่อ คือถ้ามองคนติดตาม  มันเหมือนเป็นละครซีรี่ส์ หรือเป็น Live ละครที่ชัดเจน เป็น Reality ที่มีคนเป็นๆ อยู่ โชคดีที่จบแบบ Happy Ending แต่ก็เหมือนสูตรละครทั่วไป ต้องมีพระเอก มีผู้ร้ายอยู่

สื่อกลายเป็นผู้ร้ายอันดับ 1 ที่สังคมจำนวนไม่น้อยวิพากษ์วิจารณ์ถึง เพราะฉะนั้นถามว่าแฟร์ไหม   บางเรื่องต้องทำความเข้าใจ แต่บางเรื่อง สื่อเองก็ควรจะกลับมาทบทวนในการทำหน้าที่ของตัวเอง เห็นว่าเหมาะสมมากน้อยเพียงไหน

ต้องมองว่า การทำงานของสื่อโดยจับตามองจากกลุ่มคนได้ง่ายขึ้น มากขึ้น และมีพลังมากขึ้น ผ่านโซเชียลมีเดีย ผ่านสื่อต่างๆ ผมคิดว่า มีไม่กี่ครั้งที่กระทั่งสื่อหลัก โดนแอดมินเพจอย่างอีเจี๊ยบ สอนคนทำงานสื่อ

เมื่อก่อนเราวิพากษ์วิจารณ์แอดมินเพจ หรือสื่อที่ไม่เป็นมืออาชีพว่า คุณเป็นนักข่าวพลเมืองคุณไม่ได้

เทรนนิ่งมา ทักษะในการนำเสนอการเล่าเรื่องอะไรคุณก็ไม่เท่าเรา เราเป็นมืออาชีพมากกว่า แต่วันนี้ กลายเป็นคนที่สื่อมวลชนมืออาชีพ เคยดูแคลนกลับมาตั้งคำถาม สื่อกระแสหลัก ที่ต้องกลับมาทบทวนการทำงานของสื่อที่มีการแข่งขันกันสูง ทั้งในเชิงธุรกิจเอง หรือในเชิงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ว่าจะปรับตัวอย่างไร

Q : ทางออกควรเป็นอย่างไร เพราะจบเคสนี้ไป มีเคสหน้าก็ไม่เคยมีการคุยกัน  ?

A :   มีการคุยประชุมในส่วนของสภาวิชาชีพต่างๆ ทั้งหมด ทั้งหนังสือพิมพ์วิทยุ โทรทัศน์ และออนไลน์ มาถอดบทเรียนในวันที่ 11 กรกฎาคม

ถอดบทเรียน คือ ฟังความเห็นก่อน ว่าเกิดอะไรขึ้น มีอะไรควรปรับไหม หลังจากนั้นก็คงต้องมีการลองร่างตัวกรอบจริยธรรม ในการทำข่าว หรือรายงานข่าว ในภาวะฉุกเฉิน หรือภาวะ Life Saving Situation ขึ้นมาว่า อะไรที่ควรทำ  อะไรไม่ควรทำ

เช่นไม่ควรกีดขวาง หรือการยับยั้งการช่วยเหลือกู้ภัย อย่างเช่น ฉุดมือไปซักถาม ขณะที่เขาจะช่วยเหลือคน  ไปรุมสัมภาษณ์ทั้งๆ ที่เขาจะไปช่วยคน มันควรหรือไม่ควรอะไรต่างๆ เป็นต้น ทำเป็น Do หรือ Don’t เป็นกรอบระเบียบออกมา

อีกส่วนหนึ่ง คือ ควร ทำ Workshop ให้กับนักข่าว โดยเฉพาะนักข่าวใหม่ๆ ที่อาจยังไม่เคยเจอสถานการณ์ภาวะฉุกเฉินอย่างนี้ ว่าการทำข่าวควรจะทำยังไง การ Live สดอะไรต่างๆ อะไรควรพูดอะไรไม่ควรพูด  มารยาท จรรยาบรรณพื้นฐาน อยู่ตรงไหนอย่างไร มันควรมีเทรนนิ่งกันด้วย 

Q:  นั่นเป็นการแก้ไขสื่อหลัก ในส่วนของนักข่าวพลเมือง ควรทำอย่างไร ?

A : ในส่วนของเพจหรือนักข่าวพลเมือง  เนื่องจากไม่มีเจ้าภาพ ถ้ามีเจ้าภาพอย่างกองทุนสื่อสร้างสรรค์ หรือกลุ่มไหนที่คิดว่ามีงบประมาณ ก็น่าจะมีการเข้ามาพูดคุยกันเพื่อวาง Code of Conduct ของตัวเองกว้างๆ

ความจริงไม่ใช่แค่เรื่องนี้ แต่เป็นหลายเรื่อง เรื่องรีวิวสินค้าและบริการ ว่าจริงเท็จแค่ไหน พวกนี้ก็น่าจะมีกรอบบางอย่างเหมือนกัน สร้างความน่าเชื่อถือให้ประชาชน เพราะในระยะยาว ถ้าเขาไม่มีตรงนี้ ประชาชนก็ไม่ให้ความน่าเชื่อถือ พลังของเขาในเรื่องความน่าเชื่อถือก็จะลดน้อยลง

เรื่องเหล่านี้ทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมได้ ตอนนี้รีวิว หรือบล็อกเกอร์ มีบทบาทมากกว่าหรือสูสีกับโฆษณา แต่ถ้าในอนาคตบล็อกเกอร์ หรือ Reviewer หรือ YouTuber ไม่มีกรอบจรรยาบรรณบางอย่าง มันก็ดร็อปได้อย่างเร็วเหมือนกัน

Q :  จริงๆแล้ว นักข่าวพลเมือง หมายถึงใครก็ได้ ที่อยู่ในพื้นที่นั้น เหตุการณ์หนึ่งจะเป็นคนจำนวนหนึ่ง พอเปลี่ยนสถานที่ คนที่เข้ามางานก็จะแตกต่างเหตุการณ์แรก  จะให้มีความรู้เรื่องข้างต้นเหมือนกันอย่างไร ?

A :  สำหรับคนธรรมดาทั่วไปที่ทั้งเป็นผู้รับสาร และส่งสารในตัว กลุ่มนี้ควรมีการสอนและ Educate การเท่าทันสื่อ เพราะการรู้เท่าทัน ไม่ใช่การเสพอย่างเดียว แต่เป็นการส่งสารด้วย เช่น ข่าวลือ ข่าวลวง อะไรควรเชื่อ อะไรไม่ควรเชื่อ อันนี้ก็ควรทำ

อีกกลุ่มหนึ่ง เป็นกลุ่มที่เป็น  Influencer มีพลังมากกว่ากลุ่มชาวบ้านทั่วๆ ไป ที่ส่งสาร เช่น แอดมินเพจ พวกบล็อกเกอร์ พวก  Reviewer กลุ่มที่เป็นสำนักข่าว ตั้งเป็นสำนักข่าวเพจ เป็น Stringer  ทำเป็นเพจจังหวัด การเริ่มต้น อาจเป็นกลุ่มหนึ่ง ที่คิดว่าควรมี จากนั้นทำเป็นกรอบกว้างๆ  คุยกันเองและวางกรอบกันเอง มี Pilot Project บางอย่าง เป็นบางส่วนของ YouTuber Reviewer หรือสำนักข่าว  อะไรคุยกันเอง แล้ววางเป็น Code of Conduct  จากนั้น ก็จะมีการ  Approve เรื่องจริยธรรมตรงนี้ เช่น  บล็อกนี้แคร์เรื่องนี้ เว็บนี้แคร์เรื่องนี้ หรือ YouTube นี้สนใจเรื่องนี้ มันก็จะเป็นการ Classify หรือแบ่งแยกให้เห็นชัดเจนว่า อะไรคือเกรดพรีเมียม คล้ายๆ กับว่า Premium Content Premium Publisher Premium YouTuber มันเป็นการให้เกรด ซึ่งเขาเองก็จะได้

ถ้าคนจะลงโฆษณาสินค้าหรือบริการ นั่นหมายความว่า ยินดีที่จะให้กับ Premium Blogger มากกว่า เพราะมีอิทธิพลในเรื่องความน่าเชื่อถือได้มากกว่า คือ เขาเองก็ได้ มองเชิง Win-Win Situationว่า ถ้าวางกรอบแล้วรู้สึกอึดอัด เขาก็คงไม่อยากทำอะไร แต่ถ้าวางกรอบว่า ถ้าทำตรงนี้แล้วเขาได้นะ  ได้สปอนเซอร์ง่ายขึ้น ได้อะไรง่ายขึ้น ตรงนี้ ผมคิดว่า มันเป็นการผลักดันเชิงบวก ให้เขาคุยกันเองเพื่อวางกรอบ ไม่ใช่ว่าคนอื่นมาวางให้  แต่เขาต้องวางกรอบ คิดตระหนักเองว่า ตรงนี้สำคัญขณะเดียวกัน ในส่วนของภาคประชาชนทั่วไป ก็ต้องทำด้วย

Q : พอมีบทเรียนแล้ว  เป็นไปได้ไหม ที่จะทำแบบทีวีพูล มีคนรับผิดชอบจำนวนจำกัด แล้วกระจายไปให้คนอื่น ?

A :  จะทำไม่ได้เลย ถ้าหน่วยงานรัฐไม่เอาด้วย หรือแข่งกันในเชิงธุรกิจเกินไป มันก็จะแย่งกัน และบอกว่าใครคือพูลที่เข้าไป ทำไมไม่เป็นฉัน  ผมคิดว่า หลังจากเหตุการณ์นี้ หน่วยงานรัฐเอง หลังจากนี้ต้องมีการทบทวนด้วย มีการจัดระเบียบการสื่อสาร ต้องยอมรับว่า เพิ่งมาจัดระเบียบกันตอนท้าย ในช่วงต้น ค่อนข้างโกลาหลด้วยอาจไม่เคยมีประสบการณ์   มันไม่ได้มีการจัดระเบียบตรงนี้เท่าไหร่

แต่พอผู้ว่าเชียงรายลงมา มีการจัดระเบียบดีขึ้นบ้าง แต่จริงๆ ส่วนนี้ หน่วยงานภาครัฐเอง ควรจะมี Workshop หรือมีการเตรียมตัวเรื่องการสื่อสารในภาวะวิกฤตด้วยเหมือนกัน ภาวะวิกฤตออนไลน์ยุคนี้ หรือเกิดเวลาอื่น มันมีผลกระทบได้อย่างเร็ว เพราะฉะนั้น มันต้องฝึกฝนคน ในภาครัฐเอง ที่ต้องรับมือพวกนี้ด้วยเช่นกัน

พอคุยกันเสร็จ รัฐเองหรือหน่วยงาน ขอพูลแค่หนึ่งเดียว อันนั้นแหละโอเค  ตัวของสื่อเองก็คิดว่า มีกรอบตรงนี้อยู่แล้ว มันจะไม่ได้แข่งกัน 

Q :  รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล เสนอในช่วงสัมภาษณ์ ไทยพีบีเอส ประเด็น การฟื้นฟูสภาพจิตใจ โค้ชและนักฟุตบอลทีมหมูป่าอะคาเดมี   หากมีการนำตัวออกมาจากถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน คือ ตอนออกมาแล้ว สื่อควรถอยออกมา ไม่สัมภาษณ์ใดๆเลย ให้เขากลับไปอยู่กับครอบครัวเลย ?

A :  เป็นข้อเสนอที่ดี แต่ทำยาก สำหรับสื่อไทย เป็นมุมมองของการที่เราเคยทำสื่อมา  จะรู้เลยว่า เราไม่ทำคนอื่นทำ มันจะไม่ยอมกัน จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพ่อแม่ ครอบครัว หรือตัวเด็กแข็งพอที่จะบอกว่าไม่

ผมคิดว่า ครั้งนี้ดี คือกระตุกกันหลายคน พอกระตุกกันหลายคน สื่อเองก็เกร็งพอสมควร เท่าที่ผมรู้ คือเมื่อก่อน ทำไปโดยอัตโนมัติ ตอนนี้มีสายตาจับจ้อง ต้องระวังมากขึ้น ขณะเดียวกันจะเกิดขึ้นได้ ต้องเกิดจากแหล่งข่าวเองด้วย ตัวสื่อเองด้วยธุรกิจแข่งกันเยอะ ข้างในสั่งว่าต้องเอาให้ได้ ภาคสนามก็ต้องทำ มองลึกๆ เขาก็จะบอกว่าเกี่ยวกับเรตติ้ง  มีคนติดตาม  เรตติ้งก็ขึ้นมากตามไปด้วย  ยิ่งคนพูดถึงเรื่องอะไรบางอย่าง ตอนนี้ คนอยากรู้เรื่องของไสยศาสตร์เรื่องของครูบา  อย่างที่บอก มันไม่ได้แก้ที่สื่ออย่างเดียว ผู้บริโภคต้องแก้ด้วย ต้องปรับในการรู้เท่าทัน ต้อง Educate ด้วย ในการที่ว่าอะไรควรรู้ อะไรไม่ควรรู้

ผมคิดว่า ตัวผู้รับสาร ก็ต้องเรียนรู้ด้วยเหมือนกัน ไม่ใช่แค่สื่อที่ต้องปรับ ให้แค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งปรับไม่ได้ ต้องปรับทั้งคู่

Q :  ไม่ได้เฉพาะกรณีนี้  เราจะลดข่าวลือ หรือข่าวไม่เป็นจริง ที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียอย่างไร ?

A  : ส่วนที่เป็นข่าวลือ หรือข้อมูลไม่เป็นความจริงใดๆ สมาคมผู้สื่อข่าวออนไลน์ เขาทำแพลตฟอร์มหนึ่ง เรียกว่า เช็คก่อนแชร์ เมื่อได้ข่าวแล้วก็โยนลงไปพูลตรงกลาง หรือสำนักข่าวไปเช็คก่อน แล้วประกาศว่า อันนี้ชัวร์เหมือนกรณีภาพแรก ภาพเด็กที่ออกมา อันนี้มั่ว รีบบอกเลยมั่ว เพื่อระงับข่าวลือได้ทันท่วงที อันนี้คือ ตัวหนึ่งที่เกิดขึ้นปะทะกับ Fake News

กระบวนการนี้เกิดขึ้นแล้ว ประสิทธิภาพไม่ได้มากเท่าไหร่ คือ คุยกันว่า ต้องเป็นความร่วมมือของสำนักข่าวทุกแห่งช่วยกันมากขึ้น ตอนนี้แต่ละสำนักข่าวก็เหมือนกับว่า ฉันทำของฉันเอง  บอกคนอื่นไม่ได้  การโยนเข้าไปส่วนกลาง เมื่อเช็คแล้ว คนอื่นก็เอาไปใช้ได้ แต่ต้องอ้างอิงถึงว่า สำนักข่าว A  เป็นผู้เช็ค ให้เครดิตและลิงค์กลับด้วย  คุณก็จะได้ Traffic ด้วย

 

รู้จัก ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์

ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ จบปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เคยทำงานที่หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน  จากนั้นไปเรียนต่อปริญญาโท และปริญญาเอก สาขา International Communication ที่ Macquarie University ประเทศออสเตรเลีย

เรียนจบกลับมาประเทศไทย ทำงานที่คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ปัจจุบัน เป็นคณบดี คณะนิเทศศาสตร์

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.