Lalamove เปิดเกมรุกตลาด B2B ใครเร็วกว่า .. คนนั้นเป็นต่อ!

Jun 25, 2022 S.Kawintip

ท่ามกลางการเติบโตของธุรกิจขนส่ง หัวใจที่จะเข้ามาสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ไม่ได้มีแค่ “ความรวดเร็วในการขนส่ง” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมี “ความรวดเร็วในการปรับกลยุทธ์” ให้เข้ากับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาด้วย ถ้าใครปรับตัวไม่ทัน สนองความต้องการของตลาดไม่เร็วพอ จะใหญ่มาจากไหนก็ต้องพ่ายแพ้ไป จึงถือว่าหมดยุคปลาใหญ่กินปลาเล็ก เข้าสู่ยุคของปลาเร็วกินปลาช้าอย่างเต็มตัว

หากนึกถึงธุรกิจขนส่งที่เหมาะกับพัสดุที่ต้องการความเร่งด่วน ณ เวลานี้คงต้องเป็น Lalamove บริษัทขนส่งในรูปแบบ On-demand หรือการเรียกงานขนส่งตามสั่ง พร้อมมอบบริการขนส่งตลอด 24 ชั่วโมง แบบ Door to Door สามารถส่งสินค้าถึงปลายทางได้ภายใน 1 ชั่วโมง ปัจจุบัน Lalamove ได้เปิดบริการทั่วเอเชียและมีพนักงานขับรถมากกว่า 2 ล้านคน

 

เมื่อเร็ว ๆ นี้ Lalamove ได้เปิดตัว CEO คนใหม่ คือ คุณเบน ลิน 

คุณเบน ลิน มีประสบการณ์ทำงานที่บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด แน่นอนว่าการเปลี่ยนสายจากธุรกิจเครื่องดื่มมาสู่ธุรกิจขนส่งถือว่าแปลกใหม่ไม่น้อย จากบริการความสดชื่นเป็นบริการความรวดเร็วในการส่งพัสดุ คุณเบนจึงมองว่า ความท้าทายในการเข้ามาบริหารธุรกิจขนส่งคือ “ความเร็ว” อย่างที่เราได้กล่าวไปข้างต้น ซึ่งความเร็วที่ว่า คือความเร็วใน “การปรับกลยุทธ์แบบ real-time” และความเร็วของ “การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค” นั่นเอง

 

อะไรคือการปรับกลยุทธ์แบบ real-time?

อย่างที่ทุกคนรู้ว่า Lalamove เป็นผู้ให้บริการขนส่งที่มีรูปแบบพาหนะให้เลือกใช้หลากหลายที่สุดในตลาด โดยใช้แอปพลิเคชันเป็นตัวเชื่อมระหว่างคนขับกับผู้ใช้บริการ ซึ่งสามารถนำข้อมูลต่าง ๆ ภายในแอปฯ มาปรับปรุงการบริการให้ดีขึ้นได้ ทั้งข้อมูลคนขับที่ได้รับความนิยม ยอดออเดอร์ ปัญหาที่พบระหว่างการใช้บริการ รวมถึง feedback จากลูกค้า ยิ่งรับรู้ข้อมูลเหล่านี้ได้เร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งแก้ไขได้เร็วเท่านั้น

ดังนั้น การรับมือกับปัญหาใหม่ ๆ ที่เข้ามาตลอด 24 ชั่วโมง จึงท้าทายมากสำหรับ CEO ใหม่

“ถ้าย้อนกลับไป 7 ปีที่แล้ว คงไม่มีใครมีออเดอร์รถหกล้อแบบ real-time เพราะมันเป็นไปไม่ได้ และคงไม่มี feedback จาก Social Media แบบ real-time เช่นกัน แต่ตอนนี้เรามีแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นของตัวเอง ทางเราจึงพยายามวิเคราะห์ข้อมูลจากทั้งคนขับและผู้บริโภค เพื่อแก้ปัญหาให้ทันท่วงที” คุณเบน กล่าว

และสิ่งที่ท้าทายไม่แพ้ไปกว่าการปรับกลยุทธ์แบบ real-time คือ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การบริการที่รวดเร็วเป็นสิ่งที่สำคัญมากในยุคที่ผู้บริโภคไม่ชอบการรอคอย โดยเฉพาะสถานการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19 ที่เห็นได้ชัดว่าผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าผ่าน E-commerce มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไม้จิ้มฟันยันเรือรบ ก็สั่งซื้อผ่านออนไลน์ทั้งนั้น ที่เหลือก็แค่นอนรอพัสดุมาส่งบ้าน ยิ่งร้านไหนส่งของเร็ว ร้านนั้นก็จะเป็นที่นิยม ร้านค้าจึงมองหาบริษัทขนส่งที่สะดวกและรวดเร็ว เหล่าธุรกิจขนส่งจึงสรรหาบริการที่ตอบโจทย์ร้านค้าที่ต้องการให้สินค้าถึงมือลูกค้าโดยเร็วที่สุด จนเกิดเป็นบริการขนส่งตามความต้องการ (On-demand logistics) ซึ่งมี Lalamove เป็นผู้บุกเบิก

จากรายงาน Digital Stat 2022 พบว่าคนไทยมีพฤติกรรมการซื้อของออนไลน์รายสัปดาห์สูงเป็นอันดับหนึ่งของโลก คือ 68.3% เมื่อ demand เพิ่มขึ้น supply ก็เพิ่มตาม ผู้คนมากมายหันมาทำธุรกิจบน E-commerce ส่งผลให้ร้านค้าออนไลน์ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ประกอบกับเทรนด์ไมล์สุดท้ายของการขนส่ง (Last-mile logistics) ที่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่ร้านค้า เพราะการส่งแบบ Last-mile คือการส่งสินค้าจากร้านค้าถึงที่อยู่ปลายทางของลูกค้า ช่วยแก้ pain point ของการขนส่งพัสดุ ที่บางทีลูกค้าไม่อยู่บ้าน ทำให้ทางบริษัทขนส่งจำต้องเลื่อนไปส่งในวันถัดไป จนมียอดการจัดส่งสินค้าตกค้างจำนวนมาก

การขนส่งแบบ Last-mile ไม่เพียงแต่อำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการ แต่ยังช่วยลดต้นทุนของบริษัทขนส่งอีกด้วย Lalamove เล็งเห็นข้อดีที่จะเกิดกับทั้งฝั่งบริษัทเองและฝั่งผู้ใช้บริการ จึงเร่งขยายการให้บริการจากกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไป (B2C) ไปสู่กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยและกลุ่มองค์กร (B2B) เพื่อช่วงชิงฐานลูกค้ากลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยมาครอบครอง

“เราตั้งใจขยายธุรกิจให้ครอบคลุมจาก Last-mile logistics ไปจนถึง Mid-mile logistics เพื่อตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าทุกกลุ่ม ตั้งแต่กลุ่มผู้ใช้งานทั่วไป กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย ไปจนถึงกลุ่มองค์กร โดยลาลามูฟ ประเทศไทย เน้นให้ความสำคัญกับการเติบโตของการขนส่งในกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่เราเชื่อว่าเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนตามพันธกิจของเรา” คุณเบน กล่าว

 

Lalamove ตอบโจทย์ทุกบริการด้านการขนส่ง ตั้งแต่การจัดส่งเอกสาร อาหาร ต้นไม้ หรือตู้เสื้อผ้าก็สามารถส่งได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพราะ Lalamove ให้บริการในรูปแบบ On-demand ที่พัสดุจะถึงที่อยู่ปลายทางภายใน 1 ชั่วโมง มีประเภทรถให้ลูกค้าเลือกใช้ได้ตามต้องการ ตั้งแต่รถขนาดใหญ่ไปจนถึงเล็ก อีกทั้งสามารถกำหนดจุดส่งสินค้าปลายทางได้หลายจุด ทำให้สะดวกต่อการวางแผนการขนส่ง

คุณเบนเชื่อว่า การให้บริการที่ครอบคลุมดังที่กล่าวไว้ข้างต้น จะเป็นปัจจัยที่นำ Lalamove ไปสู่ความสำเร็จ โดยตั้งเป้าว่าจะเริ่มมีผลกำไรภายในปี 2567 ด้วยอัตราการเติบโต 50% ต่อปี และมุ่งมอบบริการให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศไทยภายใน 2 ปี

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการเสริมความเร็วในแง่ใด จุดหมายปลายทางของการพัฒนาธุรกิจคือความพึงพอใจของลูกค้าทั้งสิ้น โดยเฉพาะในยุคที่ความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา พ่วงกับภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ผู้เล่นคนไหนที่ปรับตัวได้ ก็จะเป็นฝ่ายชนะไป เส้นทางต่อจากนี้จึงถือว่าท้าทายเป็นอย่างมากสำหรับ CEO ใหม่ของ Lalamove อย่างคุณเบน

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.