3,722
VIEWS

“ซีอาร์จี” ปรับกลยุทธ์อย่างไร เพื่อรับกับเทรนด์ร้านอาหาร ที่ต้องมีช่องทางขายแบบ Multi Channel

Jun 12, 2022 R.Somboon

ภาพสะท้อนของการรุกตลาดของบริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด หรือซีอาร์จี ที่บอกถึงนัยสำคัญของการเปลี่ยนแปลงของตลาดร้านอาหารในบ้านเราที่วันนี้บรรดาผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของการมีช่องทางขายที่หลากหลายก็คือ การผลักดันแบรนด์สินค้าของตัวเองเข้าไปในช่องทางการขายใหม่ๆ อย่างช่องทางผ่านซูเปอร์มาร์เก็ต เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบ Grab & Go ของคนรุ่นใหม่ ซึ่ง ณัฐ วงศ์พานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ เคยบอกเอาไว้เมื่อครั้งการแถลงข่าวใหญ่ของบริษัทว่า การทำร้านเชนร้านอาหารในปัจจุบัน ต้องมองถึงการมีแบรนด์ที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์การบริโภคแบบครบกระบวนความตั้งแต่ของทานเล่น เมนูหลัก ไปจนถึงขนมหวาน ขณะเดียวกันก็ต้องมีช่องทางขายที่หลากหลายทั้งการนั่งทานในร้าน เดลิเวอรี่ รวมไปถึง Grab & Go เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป จึงต้องมีช่องทางที่หลากหลายเพื่อเข้าถึงความต้องการของพวกเขาได้แบบทุกทุก ทุกเวลา

 

ซีอาร์จี มีการนำแบรนด์สลัดแฟคทอรี่ เข้าไปลุยทำตลาดตลาดโมเดิร์นเทรด เพื่อขยายช่องทางการจำหน่ายที่มากกว่าการขายแค่หน้าร้าน โดยเปิดโมเดลใหม่ “สลัด แฟคทอรี่ เฟรช แอนด์ อีซี่” เพิ่มช่องทางในการจัดจำหน่าย ในเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ สาขาเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ ชั้น 1 อีกทั้งยังเป็นการขานรับเทรนด์สุขภาพ เพิ่มทางเลือกให้ลูกค้า ด้วยร้านอาหารสุขภาพที่ตอบโจทย์กลุ่มเน้นความสะดวก แต่ยังเสิร์ฟความสดอร่อย เน้นคุณภาพ กับหลากหลายเมนูใหม่ ทั้งสลัดแบบ A La Carte และ DIY ที่มีท๊อปปิ้งให้เลือกได้ตามใจ มากกว่า 50 ชนิด ในราคาเริ่มต้นเพียง 95 บาท โดยนอกจากเมนูสลัดแล้ว ยังพร้อมเสิร์ฟเมนูสเต็กที่ปรุงสดใหม่ทุกจาน, เมนูข้าวเพื่อสุขภาพเครื่องแน่น ๆ  และแซนวิชหลากหลายรสชาติในสไตล์ Asian Twist

ไม่เพียงเท่านั้นยังมีการเปิดตัว “สลัดแฟคทอรี่ Ready to Eat” เมนูสลัดพร้อมทาน สไตล์โฮมเมด 6 เมนูซิกเนเจอร์ อาทิ สลัดมังสวิรัติ สลัดหมูย่างงาญี่ปุ่น สลัดไก่ย่างอบน้ำผึ้ง สลัดซีซาร์ สลัดร็อกเก็ตผักรวมย่าง และ สลัดควินัวร์อกไก่ จัดจำหน่ายในราคาเริ่มต้นที่ 99 บาท ที่ท็อปส์ มาร์เก็ต และ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ นำร่องที่ 6 สาขา อาทิ เซ็นทรัล ชิดลม, เซ็นทรัล อีสต์วิลล์, เซ็นทรัล บางนา, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เมกา บางนา และ เซ็นทรัล พระราม 3 ที่จัดจำหน่ายเฉพาะในช่องทางออนไลน์ โดยสินค้าที่วางจำหน่ายใน ท็อปส์ มาร์เก็ต เป็นสินค้าที่ผลิตจากโรงงานของทางแบรนด์เอง ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของทางแบรนด์สลัดแฟคทอรี่ ที่ช่วยให้แบรนด์สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ และต่อยอดโมเดลใหม่ ๆ ได้มากขึ้น

ล่าสุด โคล สโตน ครีมเมอรี่ ไอศกรีมมิกซ์-อินระดับซูเปอร์พรีเมียมจากอเมริกา ที่บริหารงานโดย บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) ปรับกลยุทธ์ใหม่ ก็มีการขยายช่องทางการจำหน่ายที่มากกว่าการขายแค่หน้าร้าน ในรูปแบบ Grab & Go โดยประเดิมนำร่องแล้วกว่า 50 สาขา ในท็อปส์ ซุปเปอร์มาเก็ต ทั้งสาขาที่อยู่ในกรุงเทพ และต่างจังหวัด พร้อมมีแผนที่จะขยายจุดจำหน่ายให้ครอบคลุมทุกสาขาใน ท็อปส์ ซุปเปอร์มาเก็ต ที่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพทั้งหมด โดยคาดว่าสามารถสร้างการเติบโตของยอดขายได้กว่า 70%

สำหรับเมนูที่วางจำหน่ายที่ ท็อปส์ ซุปเปอร์มาเก็ต มีทั้งหมด 2 รสชาติยอดนิยม ได้แก่ Chocolate Devotion และ Coffee Lover Only ขนาด 290 กรัม ในราคาถ้วยละ 349 บาท

นอกจากนี้ ยังมีการนำแบรนด์ไอศกรีมอีกแบรนด์คือ เฟซท์ ไอศครีม (Fezt Ice Cream) ไอศกรีมพรีเมียม ที่ผลิตโดยซีอาร์จี แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด (CRGM) ซึ่งเป็นไอศกรีมที่ทำจาดครีมสดจากนมสดแท้ 100% ผ่านการรับรองคุณภาพมาตรฐานสากล และใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติระดับพรีเมี่ยม มีประสบการณ์มากกว่า 20 ปี ที่พร้อมจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามมาตรฐานที่ลูกค้าต้องการ ปัจจุบัน วางจำหน่ายที่ท็อปส์ มาร์เก็ต 20 สาขา ทั้งใน กทม.  และต่างจังหวัด

การเดินหน้าขยายช่องทางขายเข้าสู่โมเดิร์นเทรดนั้น นอกจากจะเป็นการสร้างโอกาสในการขายใหม่ๆ ที่จะผลักดันแบรนด์ทั้ง 3 แบรนด์ เข้าไปถึงตัวผู้บริโภค ซึ่งแน่นอนว่า นอกจากยอดขายแล้ว ยังมีเรื่องของ Brand Visibility ที่จะทำให้ลูกค้าเห็นแบรนด์ในช่องทางขายผ่านซูเปอร์มาร์เก็ตในเครือของท็อปส์ ซึ่งจะทำให้แบรนด์เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของลูกค้า

จุดแข็งของซีอาร์จี นอกจากการมีแบรนด์ร้านอาหารในเครือมากถึง17 แบรนด์ ได้แก่ มิสเตอร์ โดนัท, เคเอฟซี, อานตี้ แอนส์, เปปเปอร์ ลันช์, ชาบูตง ราเมน, โคล สโตน ครีมเมอรี่, ไทยเทอเรส, โยชิโนยะ, โอโตยะ, เทนยะ, คัตสึยะ, อร่อยดี, เกาลูน, สลัดแฟคทอรี่, บราวน์ , อาริกาโตะ และส้มตำนัว  มีสาขาให้บริการจำนวน 1,380 สาขา ทั่วประเทศ (ข้อมูล ณ ธ.ค. 2564) ที่พร้อมจะพัฒนาสินค้าให้เหมาะกับช่องทางขายใหม่ๆ อย่างโมเดิร์นเทรดแล้ว ยังมีเรื่องของการ Synergy กันทั้งที่เป็นแบรนด์ในเครือของซีอาร์จีเอง และธุรกิจอื่นๆ ของกลุ่มเซ็นทรัล ที่พร้อมจะเข้ามาสนับสนุนในเรื่องของการสร้างช่องทางขายใหม่ๆ นอกเหนือจากการขายผ่านหน้าร้านของตัวเอง

 

สิ่งที่น่าสนใจซีอาร์จีได้ปรับเปลี่ยนมุมมองการทำธุรกิจใหม่ ด้วยการสร้างโมเดลร้านแบบใหม่ ทั้ง Shop in Shop การซีนเนอร์ยีแบรนด์ในเครือมาอยู่ในร้านเดียว โดยเฉพาะกรณีศึกษาแบรนด์ “มิสเตอร์ โดนัท” ที่มีการปรับตัวหลายด้าน เช่น ผนึกเครื่องดื่มอาริกาโตะให้บริการลูกค้า การเปิดร้าน Stand Alone ขยายสาขาเจาะปั๊มน้ำมัน รวมไปถึงร้านรูปแบบใหม่ ได้แก่ คอนเทนเนอร์ สโตร์ (Container store) ซึ่งเพิ่มโอกาสเติบโตได้อย่างมาก และปรับขนาดพื้นที่ภายในร้านลง 30% ใช้ที่นั่งน้อยลง เพิ่มพื้นที่บริเวณครัวเพื่อเน้นบริการแบบซื้อกลับ (take away) และเดลิเวอรี่แทน รวมถึงการขยายช่องทางขายผ่านโมเดิร์นเทรดเพื่อรับกับเทรนด์ของ Grab & Go

นอกจากนี้ ซีอาร์จี ยังมีการผนึกกับแพลตฟอร์มเดอะวัน (The1) ของกลุ่มเซ็นทรัล ที่จะเข้ามาเป็นจิ๊กซอว์ทำให้ ซีอาร์จี ได้เก็บข้อมูลลูกค้า (Big Data) ได้รู้จัก เรียนรู้ ทำความเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าเชิงลึกทั้งความชื่นชอบแบรนด์ การรับประทานอาหารแต่ละสัปดาห์เป็นอย่างไร เพื่อนำไปต่อยอดการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า และทำลอยัลตี้ โปรแกรมต่าง ๆ ให้โดนใจกลุ่มเป้าหมายแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Marketing) กระตุ้นการบริโภคแบรนด์ร้านอาหารในเครือทั้ง 17 แบรนด์มากขึ้น

ทั้งหลายทั้งปวง จะเข้ามาเป็นอีกตัวช่วยเสริมให้กับการทำตลาดของซีอาร์จีได้เป็นอย่างดี.....

เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.