4,373
VIEWS

7 ดัชนีการตลาดดิจิทัล ที่ SMEs ควรนำมาใช้

Jun 07, 2022 P.Patikom

กลยุทธ์การตลาดดิจิทัลจะไม่สมบูรณ์ถ้าไม่มีตัววัดความสำเร็จ เพราะหากไม่มีสิ่งเหล่านี้จะไม่มีข้อมูลตัวเลขที่ชัดเจนเกี่ยวกับประสิทธิภาพการทำการตลาดดิจิทัล ไม่รู้ว่าเข้าใกล้การบรรลุเป้าหมายทางการตลาดมากขึ้นหรือไม่

ดัชนีการตลาดดิจิทัลทั้ง 7 นี้จะช่วยวัดความสำเร็จของแคมเปญการตลาดดิจิทัล และปรับแต่งได้เมื่อเวลาผ่านไป

 

1. Customer Acquisition Cost – CAC (ต้นทุนการได้มาซึ่งลูกค้า)

ต้นทุนการได้มาซึ่งลูกค้า (CAC) วัดจำนวนเงินที่ต้องจ่ายสำหรับลูกค้าหนึ่งราย ก่อนที่เขาจะซื้อครั้งแรก ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่า การใช้งบประมาณสูงสุดมีประสิทธิภาพดีเพียงใด

การลดต้นทุน CAC ควรเป็นเป้าหมายของทุกธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ยิ่ง CAC น้อยลงก็ยิ่งต้องจ่ายน้อยลง เพื่อให้ได้ลูกค้าใหม่ ทำให้มีเงินเหลือที่สามารถนำไปใช้ลงทุนในด้านอื่นๆ ของบริษัทได้

ดังนั้น ตอนท้ายของแต่ละแคมเปญการตลาด ต้องวัด CAC ของแต่ละช่องทางการตลาดที่ใช้ และพิจารณาเปรียบเทียบว่าช่องทางใดมี CAC ต่ำที่สุด เพื่อให้รู้ว่าจะลงทุนเพิ่มที่ใดในอนาคต

 

วิธีการคำนวณ CAC ให้ใช้สูตรต่อไปนี้ :

CAC = งบประมาณการตลาดทั้งหมดที่ใช้ตามช่องทางต่างๆ หารด้วยจำนวนลูกค้าใหม่ที่ได้รับในช่วงเวลาที่กำหนด

 

2. Customer Lifetime Value – CLV (มูลค่าตลอดช่วงชีวิตของลูกค้า)

มูลค่าตลอดช่วงชีวิตของลูกค้า (CLV) คือรายได้ที่ได้รับจากลูกค้าแต่ละราย ตลอดช่วงชีวิตความ สัมพันธ์กับบริษัทของเรา

CLV ยิ่งสูงเท่าไรก็จะได้รายได้จากการขายให้ลูกค้าแต่ละรายมากขึ้นเท่านั้น CLV ยังเป็นตัวบ่งชี้ที่ยอดเยี่ยมว่า ลูกค้ามีความภักดีเพียงใด และคุณภาพของแบรนด์ของเราป็นอย่างไร หากลูกค้าซื้อผลิตภัณฑ์บ่อยๆ ก็มีแนวโน้มว่าพวกเขาจะพึงพอใจ

 

วิธีการคำนวณ CLV ให้คำนวนดังต่อไปนี้:

รายได้เฉลี่ยต่อลูกค้าหนึ่งราย: หารรายได้แบรนด์ทั้งหมดในช่วงเวลาที่กำหนด (โดยทั่วไปในเวลาหนึ่งปี) ด้วยจำนวนคำสั่งซื้อที่ทำในช่วงเวลานั้น

อัตราความถี่ในการซื้อเฉลี่ย: หารจำนวนคำสั่งซื้อทั้งหมด ด้วยจำนวนลูกค้าที่ซื้อ

มูลค่าลูกค้า (CV): คูณรายได้เฉลี่ยต่อลูกค้าหนึ่งราย ด้วยอัตราความถี่ในการซื้อเฉลี่ย

ช่วงเวลาที่ลูกค้าเป็นลูกค้าของเราโดยเฉลี่ย: คำนวณจากระยะเวลาที่ลูกค้ายังคงซื้อสินค้าจากเรา

CLV = มูลค่าลูกค้า คูณด้วยช่วงเวลาเฉลี่ยที่ลูกค้าเป็นลูกค้าของเรา

 

3. Website Traffic (ปริมาณการเข้าชมเว็บไซต์)

Website Traffic คือจำนวนผู้เข้าชมทั้งหมดที่เข้าสู่เว็บไซต์ของธุรกิจของเรา เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของประสิทธิภาพของเว็บไซต์ ยิ่งมีผู้เข้าชมมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งแสดงว่า มีความสนใจผลิตภัณฑ์หรือบริการของเรามากขึ้นเท่านั้น การวัดปริมาณการเข้าชมเว็บไซต์ ยังช่วยให้สามารถระบุได้ว่า เนื้อหาประเภทใดมีประสิทธิภาพดีที่สุด และหน้าใดที่กระตุ้นให้เกิดการเข้าชมมากที่สุด

วิธีการวัด: Google Analytics เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดที่ใช้เพื่อวัดและวิเคราะห์การเข้าชมเว็บไซต์ ใช้งานได้ฟรี และสามารถเข้าถึงข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับประสิทธิภาพรายสัปดาห์ หรือรายเดือนของเว็บไซต์ด้วย

Google Analytics ยังช่วยให้สามารถระบุแหล่งที่มาหลักของการเข้าชมได้

 

4. Website Conversion Rate (อัตราการแปลงเว็บไซต์)

อัตราการแปลง คือการกระทำใดๆ ที่เรามุ่งหวังให้ผู้เยี่ยมชมต้องทำเมื่อเข้าสู่เว็บไซต์ อาจเป็นผู้เข้าชมแจ้งความจำนงให้ติดต่อกลับเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการของเรา หรือสมัครรับจดหมายข่าวไปจนถึงการซื้อผลิตภัณฑ์

หากมีการเข้าชมเว็บไซต์จำนวนมาก แต่อัตราการแปลง (Conversion) ต่ำ อาจเป็นสัญญาณว่ามีอะไรผิดปกติกับประสบการณ์ผู้ใช้ เช่น การออกแบบเว็บ หรือเรื่องของเนื้อหา

วิธีการวัดอัตราการแปลง: ให้กำหนดสิ่งที่พิจารณาว่าเป็นการแปลง (Conversion) เช่น สมมติว่าเป็นตอนที่ลูกค้าทำการซื้อ แล้วใช้สูตร : อัตราการแปลง (Conversion Rate) = การแปลง (Conversions) หารด้วยผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรา X 100

 

5. SEO rankings (การจัดอันดับ SEO)

การจัดอันดับคำ Keywords หลักที่เกี่ยวข้อง เป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ทางการตลาด ช่วยเพิ่มปริมาณการเข้าชมจากข้อความค้นหาที่ลูกค้าพิมพ์ลงใน Google ยิ่งจัดอันดับคำ Keywords ที่เกี่ยวข้องมากเท่าใด ผู้คนก็จะยิ่งรับรู้ถึงสิ่งที่นำเสนอผ่านการค้นหามากขึ้นเท่านั้น

หากรู้ว่าอันดับ SEO อยู่ในระดับต่ำ หมายความว่า ต้องการกลยุทธ์เนื้อหาที่ดีขึ้น สำหรับธุรกิจขนาดเล็กของเรา เราต้องอัพเดทบล็อกของบริษัทด้วยเนื้อหาที่เชื่อถือได้ ซึ่งกำหนดเป้าหมายคำ Keywords ที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับรับลิงค์กลับจากเว็บไซต์อื่น ๆ

วิธีที่ดีที่สุดในการวัดการจัดอันดับ คือใช้เครื่องมือ SEO เช่น Google Search Console

 

6. Customer Churn (การเสียลูกค้า)

Churn คือการสูญเสียลูกค้า หมายถึงจำนวนลูกค้าที่ยกเลิกการสมัคร หรือหยุดซื้อสินค้า

อัตราการเสียลูกค้าที่สูงเกินไป เป็นสัญญาณว่า มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับประสบการณ์ของลูกค้าของเรา การที่ต้องเสียลูกค้าจำนวนมากเกินไป ส่งผลกระทบในทางลบต่อผลกำไร เพราะต้องลงทุนมากขึ้นในการหาลูกค้าใหม่ จึงต้องคำนวณอัตราการเสียลูกค้า เพื่อเข้าใจสาเหตุที่ลูกค้าเลิกใช้งาน

วิธีการคำนวณอัตราการเสียลูกค้า : จำนวนลูกค้าเมื่อเริ่มต้นช่วงเวลา - จำนวนลูกค้าเมื่อสิ้นสุดช่วงเวลา หารจำนวนลูกค้าทั้งหมดเมื่อเริ่มต้นช่วงเวลา

 

7. Lead Attribution (แสดงที่มาของ “ว่าที่ลูกค้า”)

การแสดงที่มา ของ Lead หรือ ว่าที่ลูกค้า (ผู้ที่มีแนวโน้มอาจจะเป็นลูกค้า) เกี่ยวข้องกับการระบุช่อง ทางการตลาดที่รับผิดชอบในการดึงดูดลูกค้าใหม่ ช่วยให้มองเห็นได้ชัดเจนว่าโฆษณา แคมเปญ หรือในการดึงลูกค้าเข้ามาข้อความค้นหาใดดีที่สุด

วิธีการวัดผล : อาจใช้วิธี Outsource เช่น ใช้ระบบ Call Tracking ของ Call Rail เพื่อดูว่าลูกค้าเป้าหมายมาจากไหน เป็นต้น

 

Cr : Call Rail

source

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.