3,669
VIEWS

“ยันฮี – วิตอะเดย์” ทำอย่างไร เมื่อตลาดวิตามิน วอร์เตอร์ เป็น “เรด โอเชียน”

May 02, 2022 R.Somboon

2 – 3 ตลาดน้ำดื่มวิตามิน หรือวิตามิน วอเตอร์แล้ว การเติบโตอย่างรวดเร็ว จากตลาดที่มีมูลค่า 1,203 ล้านบาท ในปี 2562 เติบโตถึง 75.1% จนมูลค่าตลาดขยับขึ้นไปแตะที่ 2,000 ล้านบาท ส่วนในปีที่ผ่านมาคาดว่าจะเพิ่มเป็น 3,500 ล้าน

แต่นั่นแค่การประเมินตลาด เพราะเมื่อเอาเข้าจริง ตลาดในปีที่ผ่านมา จากข้อมูลของ Nielsen พบว่า ตลาดนี้ มีมูลค่าขยับขึ้นมาอยู่ที่  2,412 ล้านบาท อาจจะเป็นเพราะได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ลดลงของผู้บริโภค จึงทำให้ตลาดมีการเติบโตในตัวเลขที่ไม่มากนัก

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ตลาดวิตามิน วอร์เตอร์ มีการแข่งขันค่อนข้างจะรุนแรงจากแบรนด์ใหม่ๆ ที่เข้าตลาดนี้อย่างง่ายดาย ทำให้ตลาดที่เคยเป็น “น่านน้ำสีน้ำเงิน” หรือ “บลูโอเชียน” ต้องเปลี่ยนมาเป็น เรดโอเชี่ยน ที่แข่งกันอย่างรุนแรง จากแบรนด์ใหม่ๆ ที่ดาหน้าเข้ามา รวมถึงแบรนด์ที่ยึดพื้นที่อยู่เดิม

ว่าไปแล้ว การเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของตลาดวิตามิน วอร์เตอร์นั้น ส่วนหนึ่งมาจากไลฟ์สไตล์การใส่ใจสุขภาพของคนไทยที่มีแรงเร่งจากการแพร่ระบาดของโควิด –19 ทำให้น้ำดื่มวิตามินได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ซึ่งว่าไปแล้ว ต้องยกความดีความชอบให้กับแบรนด์แรกๆ ที่เข้ามาเปิดตลาดนี้อย่างยันฮี วิตามิน วอเตอร์ ที่เข้ามาสร้างตลาดด้วยการหาช่องว่างใหม่ของตลาดจนสามารถครีเอทเซ็กเม้นต์ใหม่ที่อยู่ตรงกลางระหว่างน้ำดื่มกับตัวฟังก์ชั่นนัลดริงค์จนกลายมาเป็นตลาดวิตามิน วอเตอร์

การครีเอทเพื่อสร้างเครื่องดื่มเซ็กเม้นต์ใหม่ๆ ในบ้านเรามีมาตลอด อยู่ที่ว่าเซ็กเม้นต์หรือตลาดไหนจะไปได้ดี และมีการเติบโตแบบยั่งยืนในระยะยาว เพราะเมื่อมองเข้ามาที่ตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ของบ้านเราที่มีมูลค่ารวมประมาณ 1.97 - 1.99 แสนล้านบาท ตามข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทยแล้วจะพบว่า เซ็กเม้นต์ของเครื่องดื่มที่เป็น “ขาใหญ่” ยึดครองตลาดนี้อย่างเหนียวแน่นยังคงประกอบไปด้วยน้ำอัดลมที่มีมูลค่าตลาดสูงถึงกว่า 5 หมื่นล้านบาท ตามมาด้วยน้ำดื่มบรรจุขวด มีมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท รวมถึงตลาดเครื่องดื่มชูกำลังที่มีมูลค่าเกือบ 2 หมื่นล้านบาท และตลาดชาเขียวพร้อมดื่มที่มีมูลค่ากว่าหมื่นล้านบาท

เมื่อมองเข้ามาที่ในภาพรวมของตลาดวิตามิน วอเตอร์เอง จะพบว่า ตลาดก้าวข้ามจากการเป็น “บลูโอเชี่ยน” มาสู่ “เรด โอเชี่ยน” อย่างสมบูรณ์แบบ โดยตลาดนี้ไม่มีกำแพงที่แข็งแกร่งในการปิดกั้นไม่ให้คู่แข่งขันหน้าใหม่ๆ ที่อาจจะเข้ามาเป็นภัยคุกคามกับแบรนด์เดิมที่อยู่ในตลาด ทำให้ในช่วงไม่กี่เดือนมานี้ มีแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาในตลาดมากมาย

ไม่ว่าจะเป็น แบรนด์อควาวิทซ์ บาย เจเล่ จากกลุ่มศรีนานาพรที่เป็นเจ้าของเจเล่บิวตี้ เบนโตะ ส่งน้ำดื่มผสมวิตามินบี 200% ชูวิตามินบี 7 ชนิด และแร่ธาตุ 7 ชนิด ในราคา 15 บาท หรือค่ายสิงห์ที่ส่งแบรนด์ “เพอร์ร่า” ลงเล่นในตลาดน้ำผสมวิตามิน ด้วยการเปิดตัว ‘เพอร์ร่า วิตามิน วอเตอร์’ ที่มีทั้งวิตามินซีและบีอยู่ในขวดในราคา 17 บาท รวมถึงน้องใหม่ที่เป็นผู้ผลิตอาหารเสริม ส่ง ดี.อาร์. ดริ้งค์ วิตามิน วอเตอร์ ชูจุดเด่นด้วยสีขวดไม่เหมือนใคร และฝาด้านบนเป็นห่วงหูหิ้วเหมือนเจ้าตลาด และเป็นแบรนด์แรกที่เข้ามาทำตลาดน้ำดื่มผสมวิตามินอย่าง “ยันฮี”

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีค่ายทีซีพี ที่ส่งแมนซัม เข้ามาร่วมแจม แต่ที่เหนือความคาดหมายก็คือ การเข้าตลาดนี้ของคิง เพาเวอร์ ที่เปิดตัว VITMORES+ 2 รสชาติ สีแดง  Peach Flavor โคเอนไซม์ Q10 และวิตามินดี และเค ส่วนขวดสีเหลือง Lemonade Flavor วิตามินซี โดยให้อิชิตันเป็นผู้ผลิตให้

รวมถึงยังมีบริษัท ทรู ไลฟ์สไตล์ รีเทล จำกัด และบริษัท เบคเฮาส์ จำกัด ผู้บริหารร้าน “ทรู คอฟฟี่” ที่ต่อยอดธุรกิจ FMCG ในกลุ่มเครื่องดื่ม ด้วยการเปิดตัว True Vitamin Water น้ำผสมวิตามินและแร่ธาตุ 2 รสชาติ โดยอาศัยเครือข่ายช่องทางขายที่แข็งแกร่งอย่างร้านเซเว่น อีเลฟเว่น และร้านทรู คอฟฟี่ เข้ามาเป็นตัวช่วยในการผลักดันสินค้า

ว่าไปแล้ว สินค้าประเภทนี้ การสร้างความต่างของตัวสินค้าทำได้ค่อนข้างลำบาก ทำให้ทุกแบรนด์ที่เข้ามาในตลาดนี้ต่างมีจุดขายเดียวกันนั่นคือการนำวิตามิน C และ B เข้ามาเป็นจุดขาย ผลที่ตามมา ทำให้เกิดการหั่นราคาของผู้เข้ามาใหม่ที่แบรนด์ยังไม่เป็นที่รู้จัก หรือแข็งแกร่งเท่าแบรนด์เดิมที่อยู่ในตลาด จากเดิมที่สินค้าในตลาดนี้ยุคแรกๆ จะขายขวดละ 20 บาท ปัจจุบัน จะมีทั้งที่ขาย 17 บาท หรือ 15 บาท บางแบรนด์เล่นราคาโปรโมชั่นแบบซื้อ 1 แถม 1 ในช่องทางขายผ่านร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ซึ่งทำให้แม้ตลาดจะมีการเติบโต แต่ก็ไม่ได้เติบโตบนพื้นฐานแห่งความเป็นจริง

เป็นการเติบโตด้วยการถูกผลักดันโดย “ราคา” และ “โปรโมชั่น” เหมือนในอดีตที่ย้อนไปในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ที่ตลาดชาเขียวของบ้านเราเคยประสบมาแล้ว ในช่วงเวลานั้น มีแบรนด์อยู่ในตลาดไม่ต่ำกว่า 40 – 50 แบรนด์ ซึ่งแบรนด์ใหญ่ที่เป็นลีดเดอร์และแบรนด์เบอร์ 2 ต่างอัดกลยุทธ์โปรโมชั่น จนสามารถกวาดแชร์เข้ามาถือครองได้เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้แบรนด์เล็กๆ ที่มีสายป่านไม่ยาวพอ ต้องล้มหายไปจากตลาด

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นนี้ วิตอะเดย์ สามารถเบียดแซงยันฮี วิตามิน วอร์เตอร์ ขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ในตลาดได้ โดยข้อมูลจาก Nielsen ระบุส่วนแบ่งตลาดในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า วิตอะเดย์ เป็นผู้นำตลาดครองส่วนแบ่งการตลาดที่ 35% รองลงมาคือ ยันฮี 32% และ บลู 9.0%

แน่นอนว่า การแข่งขันที่รุนแรงของตลาด ทำให้ผู้เล่นหลักอย่างวิตอะเดย์ ต้องมีการขยับตัวเพื่อรุกตลาดอย่างเข้มข้นมากขึ้น ไล่ตั้งแต่ การเปิดตัวสินค้าใหม่ วิตอะเดย์ วิตามินบีรวม 7 ชนิด กลิ่นชานมไต้หวัน และวิตอะเดย์ เฮอร์เบิล วอเตอร์ น้ำสมุนไพรสกัดผสมวิตามินซีสูง 200%  ที่ให้ความสดชื่น ได้ประโยชน์จากวิตามิน ปราศจากน้ำตาล ไม่มีแคลอรี ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ

 

สำหรับแผนการสื่อสารการตลาด วิตอะเดย์ วิตามิน วอเตอร์ ได้มีการจัดทำโฆษณาตัวใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปต์  “VITADAY for EVERY DAY” เพื่อบอกให้ผู้บริโภคอย่าลืมดูแลสุขภาพตัวเองด้วยการดื่มวิตอะเดย์ วิตามิน วอเตอร์ ทุกวัน โดยจะสื่อสารผ่านทั้งทางช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อให้ครอบคลุมและเกิดการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง โดยได้ให้ความสำคัญกับช่องทางออนไลน์ และการนำเสนอคอนเทนต์ที่มีลักษณะเจาะจงในแต่ละกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการรับสื่อของผู้บริโภคที่มีความแตกต่างกันอีกด้วย เราหวังว่าหนังโฆษณาชุดนี้ จะทำให้ วิตอะเดย์ วิตามิน วอเตอร์ เป็นน้ำดื่มวิตามินที่ทุกคนนึกถึงและมีติดตู้เย็นไว้บริโภคทั้งที่บ้านหรือที่ทำงานเพื่อการดูแลสุขภาพของทุกคนให้แข็งแรงในทุกวัน

ขณะที่ยันฮี วิตามิน วอร์เตอร์ มีการเปิดตัวยันฮี วิตามิน C กระชายขาว กลิ่นน้ำผึ้งมะนาว เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพทางเลือกใหม่ เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ในช่วงนี้จากปัจจุบันมีวางจำหน่าย 4 รสชาติ เครื่องดื่มผสมวิตามิน B รสเก๊กฮวยและเครื่องดื่มวิตามิน C  รสเฉาก๊วย รสสตรอเบอร์รี่ และรสลิ้นจี่

เรียกได้ว่า เป็นการเสริมคุณค่าใหม่ๆ เข้าไปในตัวสินค้า นอกเหนือจากเรื่องของวิตามินซึ่งเป็นจุดขายเดิมๆ ของสินค้าประเภทนี้ เป็นการขยับตัวที่บ่งบอกทิศทางของตลาดได้ดีว่าจะมีการเพิ่มคุณค่าใหม่ๆ เข้าไป เพราะทั้งวิตอะเดย์ และยันฮี ต่างก็มีการพัฒนาสินค้าในแนวทางที่ว่านี้ออกมาให้เห็นในการทำตลาดในสเตปนี้

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การทำตลาดในสเตปนี้ของยันฮี วิตามิน วอเตอร์ จะมีการขยายช่องทางขายเพิ่มขึ้น โดยเริ่มขยับเพิ่มช่องทางขายผ่านร้านค้าที่เป็นโอเพ่นเทรด หรือร้านโชวห่วยเพิ่มขึ้น เพื่อขยายโอกาสในการขายเข้าสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ผ่านทางบริษัทจัดจำหน่ายอย่างโอสถสภา

นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มช่องทางการสั่งซื้อและจัดจำหน่ายมาทางออนไลน์มากขึ้นผ่านช่องทางออนไลน์บนแพลตฟอร์มต่างๆ  และจัดส่งน้ำดื่มวิตามินถึงบ้าน เพียงสั่งซื้อผ่านทาง LINE Official @yanheevitaminwater เพื่อตอบสนองการซื้อของลูกค้าให้สะดวกสบายยิ่งขึ้น

ถือเป็นการขยายช่องทางขายให้ครอบคลุมได้มากที่สุด เพื่อรองรับกับความต้องการที่มีเพิ่มมากขึ้น เป็นการขยับตัวของผู้นำตลาดที่ต้องการจะผลักดันให้ตลาดยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

จากปัจจัยสนับสนุนในเรื่องของการตื่นตัวในการมองหาเครื่องดื่มที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในภาวะที่คนไทยต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า ทำให้เครื่องดื่มวิตามิน วอเตอร์ เข้ามาเป็นทางเลือกหนึ่ง แต่ด้วยการที่ตลาดไม่มี Barrier of Entry ทำให้มีแบรนด์ใหม่ๆ เข้าตลาดอย่างต่อเนื่อง

ทำให้มีการมองกันว่า วิตามิน วอเตอร์ กำลังเดินตามรอยของตลาดชาเขียวในอดีตที่มีสินค้าอยู่ในตลาดทีเดียว 30 – 40 แบรนด์

การขยับตัวของเบอร์ 1 และเบอร์ 2 ในตลาด จึงเป็นอีกการรับมือกับการแข่งขันที่ทะเลของวิตามิน วอร์เตอร์ เริ่มเปลี่ยนจากสีน้ำเงินคราม มาเป็น สีแดงเดือดมากขึ้นนั่นเอง.....

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.