โตโยต้า ขับเคลื่อนสู่ทศวรรษที่ 7 พร้อมรุกตลาดยานยนต์ไฟฟ้า และยกระดับสังคมไทยแบบ SDGs

May 01, 2022 P.Narata

โตโยต้าประกาศเจตนารมณ์ในวาระ “ครบรอบ 60 ปี โตโยต้า...ร่วมขับเคลื่อนอนาคต” มุ่งเป็นผู้นำการขับเคลื่อนยุคใหม่รับการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ในการตอบสนองความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของโตโยต้าในการเป็นองค์กรแห่งการขับเคลื่อนที่ยังคงมุ่งมั่นสร้างความสุขของผู้คน และความยั่งยืนของสังคมด้วยการรุกคืบเข้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมทั้งเสริมสร้างสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมที่ดี ภายใต้กรอบของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs (Sustainable Development Goals)

สร้าง 5 พันธกิจ สู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า

ตลอดระยะเวลา 60 ปี ที่ผ่านมา โตโยต้าขับเคลื่อนสังคมไทยด้วยการมีส่วนร่วมในการพัฒนาอุตสาหกรรมยาน ยนต์ในประเทศไทยมาโดยตลอด ปัจจุบันมีโรงงานประกอบรถยนต์หลัก 3 แห่ง มีกำลังการผลิตรวมมากกว่า 770,000 คัน ต่อปี ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ในประเทศสะสมไปแล้วกว่า 7 ล้านคัน ยกระดับสู่การเป็นฐานการผลิตรถยนต์หลักในระดับ ภูมิภาคเพื่อส่งออกสู่ตลาดโลกกว่า 5 ล้านคัน รวมเป็นยอดผลิตสะสมทั้งสิ้นกว่า 11 ล้านคัน

ถือเป็นผู้นำยานยนต์ในด้านการปฏิวัติเทคโนโลยีเพื่อสร้างปรากฏการณ์ใหม่สำหรับตลาดเมืองไทย และเป็น ผู้ริเริ่มแนะนำเทคโนโลยียานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสู่ตลาดในประเทศไทย ต่อยอดไปสู่การยกระดับผลิตภัณฑ์ และการบริการในหลากหลายรูปแบบ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการและวิถีชีวิตของลูกค้าในปัจจุบัน        

โนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ในวาระ โอกาสครบรอบ 60 ปี ถือเป็นการเริ่มก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของโตโยต้า ในการเป็นองค์กรแห่งการขับเคลื่อนที่ยังคงมุ่งมั่นที่จะ ส่งมอบความสุขให้กับคนไทยและเติบโตเคียงคู่ไปกับสังคมไทย ด้วยวิสัยทัศน์ใหม่กับการเป็น "ผู้นำพาการขับเคลื่อนยุค ใหม่ เพื่อเสริมสร้างความสุขของผู้คน และความยั่งยืนของสังคม” ภายใต้พันธกิจใหม่ ได้แก่

                1) ส่งมอบการขับเคลื่อนที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย และพร้อมในการเป็นผู้นำด้าน ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย

                2) นำเสนอประสบการณ์การขับเคลื่อนยุคใหม่แบบไร้รอยต่อ โดยร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อให้บริการด้าน การขับเคลื่อนในทุกรูปแบบ

                3) เสริมสร้างสมดุลแห่งความเป็นกลางทางคาร์บอน ผ่านการดำเนินงานในทุกกระบวนการตลอดวงจรชีวิตของ ผลิตภัณฑ์

                4) ดำเนินธุรกิจควบคู่กับการขับเคลื่อนความสุขสู่ผู้คน รวมถึงนำพาสังคมให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

                5) ส่งเสริมการพัฒนาบุคคลากรเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันขององค์กรในยุคหน้า ตลอดจนยึดมั่นใน การดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรมตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี

                เพื่อบรรลุไปสู่เป้าหมายของพันธกิจใหม่ดังกล่าว หนึ่งในแผนงานที่โตโยต้าให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก คือการ บรรลุเป้าหมายการสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี ค.ศ. 2050 ถือเป็นพันธกิจหลักของกลุ่มโตโยต้าทั่วโลก และ สอดคล้องกับแนวทางของภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านกลยุทธ์ที่เกี่ยวกับการส่งเสริมการใช้ยานยนต์พลังงานไฟฟ้าใน ประเทศ โดยได้เริ่มแนะนำรถยนต์ bZ4X รถยนต์พลังงานแบตเตอรี่ไฟฟ้ารุ่นแรกของโตโยต้าเข้าสู่ตลาด

                ในอนาคต โตโยต้ายังมีแผนจะแนะนำยานยนต์ไฟฟ้าอีกหลายรุ่น เพื่อรองรับความต้องการและการใช้งานที่ หลากหลายของลูกค้าชาวไทย รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านการผลิต ตลอดจนการประสานความร่วมมือกับองค์กร พันธมิตรที่มีเป้าหมายเดียวกัน ทั้งในด้านการสร้างบุคลากรที่มีทักษะความรู้ด้านเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ การเตรียม ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อเตรียมรองรับการเติบโตและความนิยมที่เพิ่มขึ้น ของยานยนต์ไฟฟ้า และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลักสำหรับการประกอบยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต

ล่าสุด โตโยต้า ได้ลงนามข้อตกลงระหว่างกรมสรรพสามิตกับผู้ประกอบอุตสาหกรรมรถยนต์ เพื่อเข้าร่วมมาตรการ การสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ตามแนวทางของ คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ เพื่อรับสิทธิ์ในการรับ เงินอุดหนุนพร้อมทั้งสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการจำหน่ายรถยนต์ BEV รุ่นที่ขอรับสิทธิ์ ซึ่งโตโยต้าได้นำรถยนต์ประเภท Battery Electric Vehicle (BEV) ในรุ่น bZ4X มาขอรับสิทธิ์ตามมาตรการนี้ด้วย

โดยโตโยต้าจะนำเสนอรถยนต์รุ่นดังกล่าวออกสู่ตลาดภายใต้ราคาขายปลีกที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและ เงินอุดหนุนแล้วเป็นลำดับต่อไป เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจในด้านราคาจำหน่ายที่ลดลง กระตุ้นให้ผู้บริโภคเข้าถึงการใช้ งานยานยนต์ไฟฟ้าได้มากขึ้น สอดคล้องกับพันธกิจใหม่ขององค์กร ในการนำเสนอการขับเคลื่อนที่ตอบสนองความต้อง การของลูกค้าที่หลากหลาย และเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย

สำหรับวาระครบรอบ 60 ปี โตโยต้าได้แนะนำรถยนต์ "รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 60 ปี" เพื่อจำหน่ายในจำนวน จำกัด 6,000 คัน รวมถึงมีการจัดเตรียมกิจกรรมและแคมเปญพิเศษต่างๆ เพื่อเป็นการร่วมฉลองในโอกาสพิเศษนี้ด้วย

ขับเคลื่อนสังคมไทยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

หนึ่งในพันธกิจหลักของโตโยต้าในการ “เป็นผู้นำพาการขับเคลื่อนยุคใหม่ เพื่อเสริมสร้างความสุขของผู้คน และความยั่งยืนของสังคม” คือการนำพาประเทศมุ่งสู่ “ความเป็นกลางทางคาร์บอน” หรือ Carbon Neutrality โดย หนึ่งในกลไกสำคัญในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว คือการแนะนำรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าให้เป็นที่ใช้งาน อย่างแพร่หลาย ซึ่งโตโยต้าได้มีการเตรียมความพร้อมในการวิจัยและพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าหลากหลายระบบส่งกำลัง เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการใช้งานของลูกค้าได้ทุกรูปแบบ

รวมถึงมีการริเริ่มโครงการความร่วมมือกับหลายภาคส่วน เพื่อศึกษารูปแบบการใช้งาน การยกระดับทักษะ แรงงานเพื่อรองรับยานยนต์ยุคหน้า ระบบพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวเนื่องเหมาะสมกับบริบทการใช้งานของ ประเทศไทย อาทิ โครงการพัฒนาเมืองต้นแบบที่ยั่งยืนปราศจากมลภาวะร่วมกับเมืองพัทยา เป็นต้น เพื่อเป็นการส่งเสริม ให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าอย่างไร้รอยต่อ กระตุ้นให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องในประเทศเพิ่มมากขึ้น อันจะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต ยานยนต์ไฟฟ้าแห่งภูมิภาคของโตโยต้าต่อไป

สุรภูมิ อุดมวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวเสริมถึง ความมุ่งมั่นของโตโยต้าที่จะส่งมอบความสุข เพื่อสร้างรอยยิ้มให้กับคนไทยทุกคน พร้อมขับเคลื่อนสังคมไทย สู่ “ยุคแห่ง การพัฒนาอย่างยั่งยืน” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมทั้งเสริมสร้างสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมที่ดี ภายใต้กรอบ ของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs (Sustainable Development Goal) ประกอบด้วย

ด้านสิ่งแวดล้อม: โตโยต้าให้ความสำคัญกับการสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ Carbon Neutrality เพื่อตอบสนองต่อนโยบายการสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ เพื่อลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน โดยการที่จะบรรลุถึงเป้าหมาย ดังกล่าว โตโยต้าได้มีความพยายามเตรียมความพร้อมในหลากหลายแนวทาง (Multi Pathway) ผ่านการดำเนินงานใน รูปแบบต่างๆ พร้อมกับความมุ่งมั่นในการลดการปล่อยคาร์บอนผ่านการจัดการกระบวนการผลิตตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (Life Cycle Assessment) อาทิ การออกแบบผลิตภัณฑ์โดยคำนึงถึงมลภาวะ, การนำ เสนอยานยนต์ไฟฟ้าด้วยระบบส่งกำลังรูปแบบต่างๆ ที่ตอบสนองความต้องการใช้งานในทุกรูปแบบ เป็นต้น  

โตโยต้ายังริเริ่มโครงการ "ชุมชนสิ่งแวดล้อมยั่งยืน เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน" เพื่อยกระดับจาก การสร้างศูนย์การเรียนรู้ ไปสู่การสร้างชุมชนต้นแบบที่จะสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้ทุกคนในชุมชนสามารถอยู่ร่วม กับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืนต่อไปอีกด้วย โดยตั้งเป้าหมายให้ครอบคลุมพื้นที่ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ

ด้านเศรษฐกิจ: มีการถ่ายทอดองค์ความรู้การจัดการธุรกิจตามแบบฉบับวิถีโตโยต้าให้แก่ธุรกิจชุมชนต่างๆ เพื่อ ส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดี ลดความเหลื่อมล้ำ และเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่เศรษฐกิจฐานราก ผ่านการจัดตั้งศูนย์การ เรียนรู้ของโครงการ "โตโยต้า ธุรกิจชุมชนพัฒน์" ให้ครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ

ด้านสังคม: โตโยต้ายังคงสานต่อการดำเนินกิจกรรมเพื่อพัฒนาความเป็นอยู่และยกระดับคุณภาพชีวิตของคน ไทย ผ่านกิจกรรมเพื่อสังคมในด้านต่างๆ อาทิ การยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนนของ โครงการ "โตโยต้า ถนน สีขาว" เพื่อสร้างจิตสำนึกของสังคมคนขับรถดี เพิ่มทักษะการขับขี่ที่ปลอดภัย การเพิ่มเงินทุนกว่า 500 ล้านบาท เพื่อยก ระดับการดำเนินงานของ "มูลนิธิโตโยต้าฯ" ให้สามารถขยายผลกิจกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตแก่ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม และเด็กผู้ยากไร้ได้อย่างครอบคลุม ทั้งในด้านการศึกษา ด้านสุขภาพ และอื่นๆ

สร้างประสบการณ์ใหม่อย่างไร้รอยต่อ

ทางด้าน สุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 60 ปี ที่ผ่านมา โตโยต้าได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย กับความมุ่งมั่นในการนำเสนอสิ่งที่ดี ยิ่งกว่าให้กับลูกค้าด้วยการสร้างยนตรกรรมที่ดียิ่งกว่า (Ever-better-car) หรือ Product Centric โดยผลิตรถยนต์ที่มี สมรรถนะ มีความทนทาน เชื่อถือได้และมีคุณภาพดี ผ่านการทุ่มเทในการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการทดสอบรถยนต์เพื่อ ผลิตรถยนต์โตโยต้าที่สามารถวิ่งไปได้ในทุกสภาพถนน และทนทานในทุกสภาพอากาศของเมืองไทย

“เราไม่ได้หยุดเพียงแค่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เท่านั้น หากแต่ยังได้ริเริ่มสร้างความรู้จัก และใส่ใจลูกค้า ของเราให้ดียิ่งขึ้น เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าอย่างเหนือความคาดหมาย (Customer Centric) ทำให้เราเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่ได้รับการยอมรับและเป็นที่ชื่นชมจากลูกค้าชาวไทยเสมอมา”

วันนี้พันธกิจใหม่ของโตโยต้า คือการสร้างประสบการณ์การขับเคลื่อนที่มีชีวิตชีวาอย่างไร้รอยต่อ เพื่อร่วมขับ เคลื่อนอนาคตไปด้วยกัน หรือ Move Your World โดยเน้นการให้บริการแห่งการขับเคลื่อน (MAAS) ร่วมกับลูกค้าและ พันธมิตรด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพมาตรฐานสูงให้กับลูกค้าครบทุกเซ็กเม้นต์ รวมถึงยานยนต์ไฟฟ้าของโตโยต้าที่ สามารถรองรับความต้องการใช้งานของลูกค้าในทุกรูปแบบ

อีกทั้งยังมีผู้แทนจำหน่าย และศูนย์บริการที่ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ มีบริการระบบการเชื่อมต่อที่ครอบคลุม ดูแลตลอดทุกการเดินทางของลูกค้า เพื่อสร้างความสุขให้กับประสบการณ์การเดินทาง ไลฟ์สไตล์ ครอบครัว และธุรกิจ ด้วย Digital Platform “T-Connect” ตลอดจนเทคโนโลยี Telematics และ Smartphone ที่จะสามารถเปลี่ยนประสบการณ์ของ ลูกค้าไปตลอดกาล ทั้งประสบการณ์การซื้อรูปแบบใหม่ (New Buying Experience) และประสบการณ์การ ใช้รูปแบบใหม่ (New Usage Experience) ในรูปแบบของบริการต่างๆ สำหรับลูกค้าโตโยต้าโดยเฉพาะ

"เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นในความต้องการเข้าถึง และใกล้ชิดกับลูกค้าโตโยต้ามากยิ่งขึ้น เราจึงได้ทำการแนะนำ โครงการใหม่ในรูปแบบของคอมเพล็กซ์ คือโครงการ TOYOTA ALIVE โดยมีแนวคิดเพื่อให้สถานที่แห่งนี้เป็นจุดศูนย์รวม กิจกรรมต่างๆ ทั้งในรูปแบบ Online และ Offline เพื่อสร้างประสบการณ์และความสัมพันธ์ร่วมกับลูกค้าให้ใกล้ชิดกันมาก ยิ่งขึ้น มีการนำเสนอเทคโนโลยีและบริการต่างๆ ของโตโยต้าได้อย่างครบวงจร”

อย่างไรก็ตาม โตโยต้าคาดหวังให้ TOYOTA ALIVE เป็นพื้นที่สำหรับทำวิจัยข้อมูลจากลูกค้าในรูปแบบ Lifestyle Community สำหรับกลุ่มเป้าหมายทุกเพศทุกวัย อาทิ ลูกค้าผู้สนใจรถยนต์โตโยต้า กลุ่มผู้รักสุขภาพ กลุ่มครอบครัว คนรุ่นใหม่ และนักสร้างสรรค์ Content ให้สามารถเข้ามาใช้บริการได้ทุกวัน ทั้งกิจกรรมออนไลน์และออฟไลน์ รวมถึงการ สร้างประสบการณ์ในการสร้างความสัมพันธ์ต่างๆ กับลูกค้า หรือ Customer Touch Point ตามแนวคิด “Closer to Customer” บนพื้นที่ใช้สอยกว่า 48,000 ตารางเมตร รวม 3 อาคาร พร้อมสนามทดสอบรถมาตรฐาน

โดยแบ่งพื้นที่เป็น 4 ส่วนหลัก คือ 1) TOYOTA ALIVE SPACE พื้นที่ต้อนรับลูกค้า และเป็นศูนย์รวมประสบการณ์ แห่งความสุข 2) TOYOTA LIVE ALIVE พื้นที่สำหรับการจัดกิจกรรมหลัก เช่น Convention Hall, Wellness Center เป็นต้น 3) TOYOTA ALIVE PLACE สำนักงานการตลาดในรูปแบบ Smart Office และ Co-working Space 4) TOYOTA ALIVE DRIVING PARK สนามทดสอบสมรรถนะรถยนต์ อบรมใบอนุญาตขับขี่ และกิจกรรม On Ground ต่างๆ ที่เปิดให้ลูกค้า เข้ามามีส่วนร่วม เช่น ปั่นจักรยาน การวิ่งเพื่อสุขภาพ เป็นต้น

การเคลื่อนไหวของ “โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย” ในครั้งนี้ ถือเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่โตโยต้าต้องการส่งสัญญาณว่า จะกลับมาทวงความเป็นเบอร์ 1 ในทุกตลาดอีกครั้ง รวมถึงตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่โตโยต้าหมายมั่นว่าจะสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดได้เช่นกัน โดยใช้นโยบายด้าน “ความเป็นกลางทางคาร์บอน” หรือ Carbon Neutrality เป็นตัวผลักดัน และแม้ว่า ตลาดในวันนี้กำลังถูกครอบครองด้วยค่ายรถยนต์จากประเทศจีนอยู่แล้วก็ตาม

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.