Unilever ผู้นำน้ำมันปาล์มโลก ใช้ Blockchain ช่วยอนุรักษ์ป่า สร้าง Sustainable palm oil

Apr 01, 2022 P.Patikom

Unilever ผู้นำตลาดน้ำมันปาล์มโลก ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ช่วยอนุรักษ์ป่า ด้วยการตรวจสอบย้อนกลับไปถึงแหล่งผลิตขั้นแรกของน้ำมันปาล์

บริษัท Unilever (ยูนิลีเวอร์) เป็นหนึ่งในยักษ์ใหญ่สินค้าคอนซูเมอร์ของโลกและของไทย และยังเป็นยักษ์ใหญ่ผู้นำในตลาดและอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มของโลก ได้เริ่มต้นโครงการนำร่อง ใช้เทคโนโลยีบล็อคเชน (Blockchain) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อให้เห็นความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทานน้ำมันปาล์ม (Palm Oil Supply Chain) ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไมล์แรกที่สำคัญ คือ เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการทำสวนปาล์มการเพาะปลูกต้นปาล์ม

ทั้งนี้เพราะ Unilever ต้องการทำอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน (Sustainable palm oil) ไม่มีการตัดไม้ทำลายป่าตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มต้นของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) คือ การทำสวนปาล์ม

Unilever บริษัทสินค้าคอนซูเมอร์อันดับ 4 ของโลก มุ่งมั่นที่จะกำจัดการตัดไม้ทำลายป่าในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของน้ำมันปาล์ม ภายในปีหน้า 2023 จึงต้องการใช้เทคโนโลยี Blockchain มาเสริมโซลูชั่นซัพพลายเชนที่มีอยู่ ดังนั้นจึงได้ร่วมมือกับ GreenToken by SAP เพื่อพิสูจน์แนวคิดดังกล่าวในอินโดนีเซีย เพื่อจัดหาผลปาล์มน้ำมันมากกว่า 188,000 ตัน

Andrew Wilcox, Unilever Senior Manager, Sustainable Sourcing and Digital Programs (ผู้จัดการอาวุโส ด้านการจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน และโปรแกรมดิจิทัล ของยูนิลีเวอร์) เปิดเผยว่า "ด้วยปริมาณ 90% ของวัตถุดิบ (ผลปาล์มสำหรับผลิตน้ำมันปาล์ม) ที่มีการซื้อขายกันในปริมาณมากทั่วโลก จึงมีโอกาสสูงมากที่วัตถุดิบที่ผ่านการตรวจสอบแล้วจะผสมปนเปอยู่กับวัตถุดิบที่ไม่ผ่านการตรวจสอบตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งหมายความว่า ข้อมูลที่มาของวัตถุดิบ (ในส่วนที่ไม่ผ่านการตรวจสอบ) เหล่านั้นมักจะถูกซ่อนหรือสูญหาย

เพื่อลดความเสี่ยงนี้ เราจึงได้แสวงหาเทคโนโลยีที่สามารถบันทึกข้อมูลสินค้าโภคภัณฑ์ที่รวมถึงเงื่อนไขในการผลิต และระดับของความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ผลิต และส่งรายละเอียดผ่านห่วงโซ่อุปทานในระดับต่าง ๆ"

ส่วนหนึ่งของกระบวนการนี้ ซัพพลายเออร์ของ Unilever ได้สร้างโทเค็น (Token) ที่แสดงถึงการเคลื่อนไหวของข้อมูลที่มาน้ำมันปาล์มผ่านห่วงโซ่อุปทาน และรวบรวมคุณลักษณะเฉพาะของแหล่งกำเนิดน้ำมันปาล์ม การทำเช่นนี้ทำให้ Unilever สามารถระบุเปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มที่ซื้อจากแหล่งกำเนิดที่ยั่งยืนไม่มีการทำลายป่า และติดตามไปยังขั้นตอนสุดท้ายที่ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคได้

"นอกจากนี้ยังสามารถใช้ประโยชน์จากระบบธุรกรรมที่มีอยู่ เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างสมบูรณ์ โดยไม่ต้องเสียเวลาและความพยายามมากเกินไป" Wilcox กล่าว

การบรรลุถึงความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างสมบูรณ์ ยังต้องอาศัยการรวมโซลูชันเทคโนโลยีอื่นๆ ด้วย เช่น การตรวจสอบที่มาของน้ำมันปาล์มด้วยข้อมูลดาวเทียม หรือการติดตามการเคลื่อนไหวของพืชผลในช่วงแรกของห่วงโซ่อุปทานผ่านอุปกรณ์ที่ไม่เปิดเผย ในด้านข้อมูลตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ ด้วยเหตุนี้ Unilever จึงทำงานร่วมกับพันธมิตรจำนวนหนึ่งเพื่อพัฒนาชุดโซลูชันที่ใช้ประโยชน์จากภาพถ่ายดาวเทียม, ปัญญาประดิษฐ์ (AI-Artificial Intelligence), บล็อกเชน (Blockchain) และข้อมูลตำแหน่งทางภูมิศาสตร์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการมองเห็นข้อมูลทั้งกระบวนการของห่วงโซ่อุปทาน พันธมิตรดังกล่าวรวมถึง Google, Descartes Labs, Orbital Insight, NGIS และ Premise

"ความร่วมมือกับบรรดาพันธมิตร กำลังเพิ่มความโปร่งใสในการปลูกพืช และขั้นตอนเริ่มแรกในการแปรรูปพืชผล ซึ่งในส่วนของโครงการนำร่องใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนของ GreenToken จะเป็นส่วนที่ทำให้กระบวนการในการตรวจสอบความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทานของน้ำมันปาล์ม ทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ การได้มองเห็นอย่างชัดเจนตั้งแต่ขั้นเริ่มแรกของห่วงโซ่อุปทานนี้มีความสำคัญ เนื่องจากเป็นขั้นตอนที่มีความเสี่ยงในการตัดไม้ทำลายป่ามากที่สุด" Wilcox กล่าว

“มันทำให้เรามีศักยภาพในการรับรู้ข้อมูล และถ่ายโอนข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์ รวมถึงข้อมูลช่วงแรกเกี่ยวกับพืชผล เช่น ตำแหน่งและสภาพพื้นที่ที่พวกมัน (ต้นปาล์ม) ถูกปลูก และถูกเก็บเกี่ยว” Wilcox กล่าว “สิ่งนี้จะเพิ่มความโปร่งใสให้กับกระบวนการผลิตของสินค้าโภคภัณฑ์ และการมองเห็นคุณลักษณะเฉพาะของมัน ตามตวามเป็นจริง”

ในการทำงานร่วมกับพันธมิตร Unilever กำลังพัฒนาระบบนิเวศของข้อมูลสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักในห่วงโซอุปทาน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ระบุเกี่ยวกับ เรื่องของป่าไม้ พืชผล ผู้คน และสถานที่เพาะปลูกซึ่งเกี่ยวโยงกับระบบนิเวศของธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงของพวกมัน ตลอดจนมีความสามารถในการคาดการณ์ว่า พื้นที่ป่าธรรมชาติแห่งใดที่อาจเสี่ยงต่อการตัดไม้ทำลายป่า เพื่อดำเนินมาตรการเชิงรุกในการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น

Wilcox ยังได้สรุปว่า “ระบบนิเวศของข้อมูลของเรา ได้รับการปรับปรุงจนมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ทำให้เรามีความชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับรายละเอียดของการจัดหาแหล่งวัตถุดิบ และสามารถดำเนินการในสิ่งที่เราทำได้ เพื่อช่วยปกป้องและสร้างธรรมชาติขึ้นใหม่”

Unilever กำลังสร้างข้อมูลแห่งความยั่งยืน (Sustainability Data) และเทคโนโลยีที่ใช้ในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลนั้น เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายกำจัดการตัดไม้ทำลายป่าในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของน้ำมันปาล์ม ภายในปี 2023 เพื่อบรรลุความสำเร็จในการสร้างอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มที่ยั่งยืน (Sustainable palm oil)

Cr : CGT

Source

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.