6,733
VIEWS

8 เทรนด์ขับเคลื่อนธุรกิจ 2022 ผ่านมุมมอง Microsoft

Mar 03, 2022 BrandAge Team

ในงานสัมมนา The Special Edition “Marketing The Unknown” ของสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) มีเนื้อหาที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ผสมผสานระหว่าง “คน” กับ “เครื่องจักร” ที่จะเข้ามาเขย่าวงการธุรกิจ ซึ่งบรรยายโดย ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย (Microsoft)  มาแนะนำเทรนด์ที่จะช่วยผลักดันให้ธุรกิจก้าวเข้าสู่โลกดิจิทัลได้อย่างแข็งแกร่ง มีทั้งหมด 8 เทรนด์ด้วยกัน

 

1. Anywhere, Everywhere

อย่างที่รู้กันว่าการ Work From Home กลายเป็นคอนเซ็ปต์ใหม่ของการทำงานท่ามกลางการแพร่ระบาดของ COVID-19 ไปแล้ว แต่ปัจจุบันนี้เราต่างเห็นใครหลายคนพกแลปท็อปออกไปนั่งทำงานตามร้านกาแฟหรือ Co-working Spaceซึ่งหมายความว่าทุกคนสามารถทำงาน ส่งงาน หรือประชุมจากที่ไหนก็ได้ผ่านระบบดิจิทัล และอาจทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย หลายองค์กรจึงต้องพร้อมที่จะเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของพนักงาน

หากมองผ่านเลนส์ธุรกิจ Anywhere, Everywhere ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งไอเดียที่เหมาะกับการทำการตลาดเช่นกัน อย่างการเข้ามาของระบบ e-commerce ที่ลูกค้าไม่เพียงแต่สามารถเข้าถึงสินค้าได้หลากหลายช่องทางเท่านั้น แต่ลูกค้ายังสามารถเลือกซื้อสินค้าจากที่ไหนก็ได้ และยังเป็นการลดต้นทุนในการทำธุรกิจอีกด้วย

 

2.Shaping and Architecting the “Digital First World”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนได้เข้ามาเติมเต็มให้โลกดิจิทัลสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น เนื่องจากมีความปลอดภัยสูงที่เหมาะกับธุรกิจการเงิน แต่รู้หรือไม่ว่า ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีบล็อกเชนถูกนำมาใช้ในหลายอุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่ในวงการสกุลเงินดิจิทัล เช่น ร้านค้า โรงพยาบาลนำมาใช้จัดการข้อมูลของผู้ใช้บริการ หรือแม้กระทั่งตำรวจใช้ในการดูแลเว็บไซต์ ตรวจสอบ IPAddress ในการตามจับอาชญากร เห็นได้ว่าทุกคนแทบจะมีเทคโนโลยีดิจิทัลอยู่ในมือ ผู้ประกอบการจึงต้องสร้างกลยุทธ์ นำเทคโนโลยีมาใช้ในการคิดค้นบริการใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์ Digital First World

 

3. The Dominant of Cloud Economy

ก่อนอื่นต้องทำความรู้จักกับเทคโนโลยีคลาวด์ (Cloud Technology) เป็นระบบคอมพิวเตอร์รองรับทุกการใช้งาน ทั้งการจัดเก็บข้อมูล ระบบเครือข่าย รวมถึงการติดตั้งฐานข้อมูล ที่ถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำให้หลายธุรกิจสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน เพราะนอกจากคลาวด์จะช่วยจัดการข้อมูลด้วยความรวดเร็วและยืดหยุ่น เพื่อให้ผู้ใช้งานได้โฟกัสกับข้อมูลธุรกิจของตัวเองมากขึ้นแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนในการติดตั้ง Hardware หรือ Software อีกด้วย

ดังนั้น Cloud Economy คือการให้ทุกองค์กรหันมาใช้คลาวด์ เพื่อเป็นการลดงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐานทางไอทีลงไปอย่างมหาศาล ให้เหลือเพียงค่าใช้จ่ายในการใช้บริการตามจริงเท่านั้น ซึ่งสามารถนำส่วนต่างจากงบประมาณตรงนี้ ไปใช้ส่งเสริมในด้านขององค์กรอื่น ๆ ได้อีกมากมาย

 

4. New Gen of Business & Intelligence

อย่างที่ ธนวัฒน์ได้กล่าวไว้ว่า “Data is a New Air” ข้อมูลเป็นเหมือนทรัพยากรอันมีค่า ที่ใครๆ ก็สามารถเข้าถึงได้ แต่ความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลนั้นมีหลายระดับ ธุรกิจหลายรายจึงต้องใช้ AI เข้ามาช่วยให้เข้าถึงข้อมูลระดับ Microdata เพื่อนำข้อมูลที่ละเอียดที่สุดมาวิเคราะห์ ว่ากลุ่มเป้าหมายมีความต้องการแบบไหนและอย่างไรบ้าง และเมื่อนำ Data ที่ได้มาผสานกับ AI แล้ว จะทำให้มองเห็นถึงแนวทางการทำธุรกิจในอนาคตได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

 

5. “Strategic Economy Partnership” with Purpose

จากเรื่องราวของการเติบโตขององค์กรยักษ์ใหญ่ จะเห็นได้ว่าแทบไม่มีบริษัทไหนเลยที่สามารถดำเนินธุรกิจได้โดยลำพังต่างก็มีพันธมิตรคอยเกื้อหนุนในยามลำบาก จึงถือว่าสำคัญอย่างมากในการหาพันธมิตร ส่วนวิธีที่จะหาพันธมิตรที่ดีและเหมาะสมกับองค์กรของตัวเองได้นั้น ต้องมีเป้าหมายของการทำธุรกิจ (Purpose) ที่ชัดเจน ที่ไม่ได้หมายถึงผลกำไรสูงสุดเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงสิ่งที่องค์กรทำเพื่อผู้อื่น (Stakeholders และสังคม) อีกด้วย ฉะนั้น พันธมิตรจะเลือกองค์กรที่มีเป้า หมายที่สามารถสร้างประโยชน์ร่วมกันได้

 

6. Emerging of “Citizen Developers”

ต้องยอมรับว่าหลายประเทศยังคงมีความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลอยู่ แต่ปัจจุบันตัวเลขของประชากรที่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีมีมากขึ้นทุกวัน เนื่องจากมีความซับซ้อนน้อยลงของ Application สมาร์ทโฟนที่มีราคาให้เลือกหลายระดับ ประกอบกับการที่องค์กรเปิดคอร์สเกี่ยวกับเทคโนโลยีง่ายๆ ให้ผู้คนได้เข้ามาเรียนรู้กันโดยที่ไม่ต้องเสียเงิน จึงเห็นได้ว่าเทคโนโลยีไม่ได้ถูกตีกรอบให้รู้แค่ในกลุ่มโปรแกรมเมอร์ หรือนักพัฒนาด้านไอที ถือว่าเป็นก้าวสำคัญในการเข้าสู่สังคมดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

 

7. Built in “Economy of Trust”

ความเชื่อมั่นเป็นเรื่องสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจอย่างมาก จึงจำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา จะทำให้ผู้บริโภคสามารถคาดเดาและเข้าใจเป้าหมายของขององค์กรได้ ที่สำคัญคือข้อมูลนั้นต้องตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าองค์กรจะไม่ทำอะไรที่ส่งผลกระทบด้านลบต่อสังคมและให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคและพันธมิตรสามารถเลือกสนับสนุนองค์กรที่มีจริยธรรมเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น

 

8. A Call to Action for “Sustainable Development Goal”

ปัจจุบันผู้คนให้ความสนใจเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นบนโลกมากขึ้น อย่างปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้น อันเกิดจากอุตสาหกรรมหลายภาคส่วน ดังนั้นธุรกิจที่จะสามารถซื้อใจผู้บริโภคได้ ต้องคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างสังคมที่ยั่งยืนในระยะยาว นอกจากนี้ องค์กรต้องคิดว่าทำอย่างไรถึงจะสามารถพัฒนาสังคมให้ดีขึ้นได้ หลายองค์กรจึงดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบแนวคิด ESG (Environmental, Social, Governance) และมีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน

นอกจากนี้ ธนวัฒน์ ยังได้ยกตัวอย่างแอปพลิเคชันเรียกรถชื่อดังอย่างอูเบอร์ (Uber) โดยคาดการณ์ว่าจะมีอายุขัยเพียงแค่ 7 ปีเท่านั้น หลังจากนี้ผู้คนจะไม่ใช้รถ เราจะมีรถที่สามารถขับตัวเองไปไหนมาไหนเองได้โดยที่ไม่ต้องมีคนควบคุม หรือที่เรียกว่ารถไร้คนขับ (Autonomous Car) ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่เหล่าธุรกิจต้องรู้จักปรับตัวและวางแผน เพื่อรับมือกับโลกแห่งอนาคต โดยที่ไม่ต้องได้รับผลกระทบในภายภาคหน้า

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.