7,543
VIEWS

ถอดรหัส 4 จังหวะ “ดราม่า” ที่อาจกระเทือนถึงแบรนด์ Trigger / Panic / Discuss / End

Mar 03, 2022 BrandAge Team

ณ ปัจจุบันดราม่าเกิดง่ายมากขึ้น สังเกตได้จากในประเทศเรา ดราม่าแทบจะมีในทุก Topic บน Social Media กล่าวได้ว่าเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยดราม่าเลยก็ว่าได้

กล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จํากัด ได้บรรยายหัวข้อ “Decoding the Unknown: เรารู้อะไรในความไม่รู้” ถอดรหัสผู้บริโภคยุคใหม่ ในงาน Thailand Marketing Day: The Special Edition ที่จัดโดยสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทยว่า

“ตลอดปีที่ผ่านมามี Message ที่เกี่ยวข้องกับดราม่า โดยในส่วนสาธารณะประมาณ 1.3 ล้านข้อความ และมียอด Engagement 186 ล้าน ซึ่งสูงขึ้นถึง 150-160 เท่า หมายความว่าคนไทย Engagement เรื่องที่มีลักษณะดัง กล่าวคนละ 2-3 ครั้งเป็นอย่างน้อย และจากการเก็บข้อมูลพบว่าในช่องทางไพรเวทมีข้อความที่คุยกันเองมากกว่าในสาธารณะ 2-3 เท่า”

ดังนั้นจำนวนที่ผู้คนเข้าไปเกี่ยวข้องกับดราม่าถือเป็นจำนวนไม่น้อยเลยที่วิ่งวนอยู่บน Social Media และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเป็น Exponential อยู่ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา

การแพร่ของข้อมูลทางสื่อ Social Media มักจะไหลไปได้อย่างรวดเร็ว และแบรนด์เองเปรียบเสมือนคนที่ยืนอยู่ในที่โล่งแจ้งสามารถถูกลากให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับดราม่าได้ทุกโอกาส เพื่อให้แบรนด์รู้เท่าทันและพร้อมรับมือกับทุกดราม่า

กล้า ยังให้คำแนะนำในการสังเกตกระแสบนโลกออนไลน์ และวิธีแก้ปัญหาเบื้องต้นให้พ้นจากดราม่าได้ง่าย ๆ ผ่านวงจรชีวิตของ “ดราม่า” ดังนี้

 

1.Trigger : สิ่งกระตุ้น

คือสิ่งที่ทำให้นึกถึงเหตุการณ์หรือความเจ็บปวดที่กระทบกระเทือนจิตใจ ซึ่งอาจมีรูปแบบแตกต่างกันไป เช่น กลิ่น เสียง ความรู้สึก หรือคำพูด ดังนั้นเมื่อมีการกระตุ้นในที่นี้อาจกล่าวได้ว่าเป็น First Message Alert โดย Trigger เป็นอะไรที่ไม่สามารถคาดเดาได้ล่วงหน้า และถือว่าเป็นจุดที่ดีที่สุดในการ Control ดราม่า แต่ทว่าเรามักจะหา Trigger ไม่เจอจนกระทั่งดราม่าเกิดขึ้น

ในทางการตลาดสามารถแบ่งกลุ่ม Most Common Drama : 4 P ดังนี้

  • POOR CUSTOMER SERVICE

มักจะเกิดจากการถูกแคปเจอร์ หรือมาในรูปแบบของการรีวิว

  • POOR MARKETING PRACTICE

เกิดขึ้นจากการขาดความรอบคอบในตอนแพลนนิ่ง นำมาซึ่งการลืมสิ่งต่างๆ และเกิดความขาดตกบกพร่องในที่สุด

  • POOR PUBLIC RELATIONS

เมื่อเหตุเกิดขึ้นไม่สามารถ Handle ได้ เผชิญกับคำถามที่ไม่สามารถตอบได้จึงตอบได้ไม่กระจ่างหรือเป็นที่ยอมรับ

  • POOR GOVERNMANCE

มีการตัดสินใจที่ผิดพลาด โยนความผิด หาคนรับผิดชอบไม่ได้

เมื่อเกิดเรื่องดราม่าขึ้นในโลกออนไลน์มักจะมีการขุดสิ่งต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นหรือกระทำลงไป แม้กระทั่งถุงที่ถือหรืออะไรเล็กๆ น้อยๆ กว่านั้น ตลอดจนสามารถถูกนำไปโยงกับ Vision ในอดีตได้ จากสาเหตุการเกิด Trigger พบว่า Lead ที่ทำให้เกิดดราม่าส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากตัวเรา แต่มักจะเกิดจากเหตุปัจจัยภายนอก บางครั้งอาจจะถูกโยงให้เข้าไปเกี่ยวในดราม่าที่เราไม่แม้แต่จะควรเกี่ยวด้วยซ้ำ

ดังนั้นการ Monitor ดราม่าเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ ในปัจจุบัน ไม่งั้นอาจมีบัตรเชิญมาเข้าร่วมดราม่าโดยไม่ได้นัดหมายได้

 

2.Panic : ตื่นตกใจ

คือภาวะตื่นตระหนกต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นอย่างคาดการณ์ไม่ได้ อย่างเมื่อเราเจอ Information ที่สนใจมากบน Social Media จึงต้องการกดแชร์ไปต่อซึ่งการแชร์ ณ จุดนี้กล่าวได้ว่าเป็นความเอนจอยในการเม้ากับเพื่อนเมื่อมีการแชร์หรือแท็กเพื่อน ถือได้ว่าข้อมูลถูก Spreading ออกไปแล้ว เหล่านักสืบออนไลน์เริ่มทำงาน ดังนั้นต้องรีบเคลียร์ดราม่าให้ได้ใน Period นี้ ก่อนที่จะเกิดการ Debating เพราะหลังจากนั้นแล้วจะไม่สามารถคอนโทรลดราม่าได้อีกต่อไป

 

3.Discuss : หารือ

คือการที่คนมีการแลกเปลี่ยนข้อมูล ถกเถียง หรืออภิปราย ซึ่งใน Social Media เราไม่สามารถรู้จักตัวตนที่แท้จริงของทุกคนได้ ไม่รู้ว่าเขาจะรู้ข้อมูลที่แท้จริงมามากน้อยแค่ไหน แต่ในขณะที่ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นต่างๆ ออกมาได้ จึงถือได้ว่าการที่คนออกมา Debate โดยอาจจะไม่รู้ข้อมูลอะไรเลยหรือ Talks of the Unknowns ย่อมสามารถเกิดขึ้นได้ และถือเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดอีกด้วย เนื่องจากเมื่อคนไม่รู้คุยกับคนไม่รู้ไม่มีความจริงอยู่ในนั้น สามารถทำให้เรื่องมันระเบิดออกไป แตกเพิ่มออกไป บานปลายจนเกิดอีกกี่ประเด็นตามมาก็ไม่สามารถรู้ได้เลย

 

4.End : จุดจบ

คือจุดจบหรือปลายทาง ทุกดราม่ามีจุดจบ แต่ไม่ใช่ทุกจุดจบที่จะ Happy Ending สามารถแบ่งจุดจบได้ 3 แนวทางดังนี้

  • Clear : ปริศนาทั้งหมดไขกระจ่างชัด อาจจะเพราะมีการแถลงอย่างเป็นทางการ มีคนออกมาชี้แจงในส่วนต่างๆ เรื่องนั้นๆ จบอย่างเรียบร้อยราบรื่น
  • Pause : ดราม่าถูกหยุดไปโดยกะทันหัน อาจเนื่องด้วยผู้คนไปให้ความสนใจกับประเด็นใหม่ที่เกิดขึ้นแทน จนทำให้

ดราม่านี้ถูกกลบแต่ในบางครั้งก็มีการจะวกกลับมาอีก ในมุมฝั่งของแบรนด์อาจจะถือเป็นโอกาสในการหายใจมีเวลาคิดหาแนวทางแก้ไขซึ่งจุดจบลักษณะนี้มักจะพบบ่อยที่สุด

  • Meme : การนำมาทำเชิงล้อเลียน เลียนแบบเพื่อความสนุกสนานมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ประเด็นนั้นๆ หาทางลงไม่ได้ นอกจากยอมรับจึงทำให้เรื่องจบลงอย่างมีสีสันเพิ่มความตลกลดความซีเรียส เช่น ชื่อกรุงเทพฯ ภาษาอังกฤษที่มีประกาศออกมาว่าจะเปลี่ยนจาก Bangkok เป็น Krung Thep Maha Nakhon จะเห็นได้ว่าช่วงนั้นมีคนออกมาทำมีมตั้งข้อสงสัยในส่วนของ ชื่อมหาลัย ป้าย และอื่นๆ ว่าจะต้องเปลี่ยนตามด้วยหรือเปล่า หรืออย่างไร

7 คอนเทนต์เสี่ยง “ดราม่า” ที่ควรหลีกเลียง

พบว่าหัวข้อที่นำมาสู่การเกิดดราม่าในบ้านเรามี 7 หัวข้อที่น่าสนใจดังนี้

  1. Sexual Harassment                            การล่วงละเมิดทางเพศ       
  2. Bully & Racism                                     การข่มเหงและเหยียดเชื้อชาติ
  3. Cultural Inappropriate Actions         การกระทำที่ไม่เหมาะสมทางวัฒนธรรม
  4. Gender Inequality                               ความไม่เท่าเทียมกันทางเพศ
  5. Political Polarisation                           โพลาไรซ์ทางการเมือง
  6. Environmental Ignorance                  ความไม่สนใจสิ่งแวดล้อมรอบข้าง
  7. Generation Gap                                  ช่องว่างระหว่างวัย

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.