ผู้หญิงทั่วโลกผงาด นั่งตำแหน่งบอร์ดบริหารเพิ่มขึ้น

Mar 02, 2022 -None-

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เดินหน้ามุ่งสู่เป้าหมายระดับโลก เพิ่มสัดส่วนจำนวนของผู้หญิงในการดำรงตำแหน่งคณะกรรมการบริษัท ทั้งนี้ ยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องดำเนินการเพื่อผลักดันให้ผู้หญิงมีบทบาทในกลุ่มผู้บริหารมากขึ้นทั่วทั้งภูมิภาค

  • โดยเฉลี่ยทั่วโลก มีผู้หญิงที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในคณะกรรมการบริษัทคิดเป็น 19.7% เพิ่มขึ้น 2.8% จากปี 2561 เทียบได้กับการเพิ่มขึ้น 1.9% ในช่วงปี 2559 ถึง 2561
  • ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีจำนวนผู้หญิงดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการบริษัทคิดเป็นเกือบ 17.1% นับว่าเพิ่มขึ้น 2.7% ตั้งแต่ปี 2561
  • รายงานเผยให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องระหว่างผู้หญิงที่มีบทบาทในคณะกรรมการกับทีมผู้บริหาร โดยมีสัดส่วนอยู่เพียง 6.7% ทั่วโลก และ 5.3% ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • บริษัทที่มี CEO เป็นผู้หญิง จะส่งเสริมความสมดุลทางเพศในองค์กรได้ดีกว่าบริษัทที่มีผู้นำเป็นผู้ชาย กล่าวคือ 33.5% เทียบกับ 19.4% ตามลำดับ
  • สิงคโปร์มีสัดส่วน CEO ที่เป็นผู้หญิงสูงสุดในโลก

ดีลอยท์ โกลบอล ร่วมกับ The 30% Club เผยแพร่รายงาน Women in the Boardroom: A global perspective ฉบับที่ 7 โดยรายงานฉบับล่าสุดพบว่า ในคณะกรรมการบริษัททั่วโลก มีผู้หญิงร่วมดำรงตำแหน่งคิดเป็น 19.7% เพิ่มขึ้น 2.8% จากที่ระบุไว้ในรายงานที่เผยแพร่ในปี 2562 และคาดว่าโลกจะก้าวสู่ความเท่าเทียมกันอย่างแท้จริงได้ในปี 2588 จากที่คาดการณ์ไว้แต่เดิมว่าเป็นปี 2595

ภูมิภาคหลักทั้ง 8 แห่ง (อเมริกาเหนือ ละตินและอเมริกาใต้ แคริบเบียน แอฟริกา ยุโรป ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ เอเชีย และออสตราเลเซีย) มีผู้หญิงที่ดำรงตำแหน่งกรรมการอยู่อย่างน้อย 10%

ในปีนี้ ดีลอยท์ โกลบอล ได้ร่วมมือกับ The 30% Club ซึ่งมีพันธกิจหลักในการผลักดันให้มีสัดส่วนของผู้หญิงอย่างน้อย 30% ในที่นั่งบอร์ดบริหาร และดำรงตำแหน่งระดับผู้บริหารในบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด

ประกอบด้วยข้อมูลล่าสุดจาก 72 ประเทศ เกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งกรรมการของผู้หญิง ซึ่งเป็นการสำรวจข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มทางการเมือง สังคม และกฎหมายที่อยู่เบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้

แม้ว่าจะมีสัดส่วนผู้หญิงดำรงตำแหน่งในบอร์ดบริหารทั่วโลกเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อยในปี 2564 แต่การที่ผู้หญิงก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงอย่างกรรมการผู้จัดการใหญ่ หรือ CEO กลับไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งตอกย้ำแนวความคิดที่ว่า การมีสัดส่วนผู้หญิงในคณะกรรมการบริษัทที่มากขึ้น ไม่ได้บ่งชี้ว่า ผู้หญิงจะมีความก้าวหน้าในตำแหน่งระดับผู้บริหารหรือผู้นำต่างๆ ตามไปด้วย

การวิจัยล่าสุดพบว่า ทั่วโลกมีประธานกรรมการที่เป็นผู้หญิงอยู่เพียง 6.7% ซึ่งเพิ่มขึ้นมาเพียง 1.4% จากปี 2018 เท่านั้น แต่ตัวเลขนี้จะยิ่งน้อยลงไปอีก เมื่อดูในส่วนของตำแหน่ง CEO กล่าวคือ 5% หรือเพิ่มขึ้นเพียง 0.6% จากปี 2561 เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยของดีลอยท์ โกลบอล เผยให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างสัดส่วน CEO ที่เป็นผู้หญิงกับความหลากหลายของคณะกรรมการบริษัทที่มี CEO เป็นผู้หญิง จะมีสัดส่วนของผู้หญิงในบอร์ดบริหารมากกว่าบริษัทที่มี CEO เป็นผู้ชายอย่างมีนัยสำคัญที่ 33.5% เทียบกับ 19.4% ตามลำดับ ตัวเลขทางสถิติให้ผลคล้ายๆ กันสำหรับบริษัทที่มีประธานกรรมการเป็นผู้หญิง (จะมีผู้หญิงอยู่ในคณะกรรมการบริษัทที่ 30.8% เทียบกับ 19.4% ตามลำดับ) และในทางกลับกันคือ คณะกรรมการที่มีความหลากหลายเช่นนี้มีแนวโน้มที่จะแต่งตั้ง CEO และประธานกรรมการที่เป็นผู้หญิงมากกว่า

ความคืบหน้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นำมาใช้ศึกษาในรายงานฉบับนี้ ประกอบด้วยอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม ซึ่งในภาพรวมแล้ว แต่ละประเทศมีความคืบหน้าที่ดี โดยมีผู้หญิงที่ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการบริษัทโดยเฉลี่ยที่ 17.1% เทียบกับ 14.3% ในปี 2561 นับว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของเอเชียที่ 11.7% และใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 19.7%

ในแง่ของอัตราส่วนการเปลี่ยนแปลง จากรายงานพบว่า ภูมิภาคนี้มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น 2.7% จากปี 2018 ซึ่งสอดคล้องกับสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นที่ 2.8% ทั่วโลก มาเลเซีย (3.4%) ฟิลิปปินส์ (3.8%) สิงคโปร์ (3.9%) และไทย (3.6%) รายงานถึงสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งก้าวนำตัวเลขเฉลี่ยรวมทั่วโลก ในขณะที่อินโดนีเซียลดลง 1.0%

การวิจัยแสดงให้เห็นผลของการแบ่งเป็นสองขั้ว นั่นก็คือว่า ถึงแม้ผู้หญิงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีตำแหน่งอยู่ในบอร์ดบริหารที่ 6.0% แต่สัดส่วนการเปลี่ยนแปลงมีความหลากหลายมากกว่านั้น ที่เด่นชัดที่สุดคือ อินโดนีเซียมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางลบที่ 2.4% ส่วนมาเลเซียและไทยรายงานถึงการเปลี่ยนแปลงไปในเชิงบวกที่ 2.6% และ 1.2% ตามลำดับ

หากเปรียบเทียบแล้ว เมื่อพิจารณาถึงบทบาท CEO ในกลุ่มผู้หญิง สิงคโปร์ (13.1%) และประเทศไทย (11.6%) จัดอยู่ในอันดับที่หนึ่งและสามตามลำดับในกลุ่มประเทศที่ทำการสำรวจ

ผลการวิจัยนี้ตอกย้ำว่า แม้สัดส่วนของผู้หญิงที่เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารผ่านคณะกรรมการบริษัททั่วภูมิภาคจะเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2561 การให้ความสำคัญ และการยอมรับให้ผู้หญิงเข้าดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในคณะกรรมการก็ยังคงแตกต่างกันเป็นอย่างมากตามภูมิภาคต่างๆ

การดำรงตำแหน่งกรรมการของผู้หญิงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรือลดลงในบางแห่ง โดยตัวเลขระยะเวลาการดำรงตำแหน่งโดยเฉลี่ยในสิงคโปร์ลดลงอย่างมาก กล่าวคือ จาก 5.0 ปี ไปเป็น 4.4 ปี สัดส่วนการเปลี่ยนแปลงของวาระการดำรงตำแหน่งก็ลดลงเช่นกันในมาเลเซียและฟิลิปปินส์ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากจำนวนผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อที่เป็นผู้หญิงในประเทศเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากผู้หญิงมีส่วนร่วมในคณะกรรมการโดยรวมเพิ่มขึ้น

“ปี 2565 อาจเป็นปีแห่งโอกาสในการแต่งตั้งผู้หญิงให้ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการบริษัทมากขึ้น เนื่องจากองค์กรต่าง ๆ จะต้องทำการประเมินความต้องการของคณะกรรมการของตนซ้ำอีกครั้งให้สอดรับกับแนวทางการดำเนินธุรกิจหลังจากการระบาดใหญ่” Seah Gek Choo ผู้นำ Centre for Corporate Governance  ดีลอยท์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว

“การผลักดันปัจจัยด้านต่าง ๆ เช่น ค่าตอบแทนที่เท่าเทียมกันและลักษณะการทำงานที่มีความยืดหยุ่น รวมถึงโปรแกรมให้คำปรึกษาและสนับสนุนสำหรับผู้หญิงนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยเร่งให้ผู้หญิงก้าวขึ้นมามีบทบาทผู้นำมากขึ้น"

"ที่ดีลอยท์ เราส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศให้เกิดขึ้นในบทบาทของผู้นำผ่านโครงการ Board-ready Women Program มุ่งส่งเสริมให้ผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วมอยู่ในคณะกรรมการบริษัทมากขึ้น โดยทางองค์กรจะเตรียมความพร้อมให้กับผู้บริหารผู้หญิงซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสม เพื่อเข้ารับตำแหน่งกรรมการ และวางรากฐานสำหรับการเข้าดำรงตำแหน่งแทนกรรมการที่หมดวาระทั้งของบริษัทเอกชนและของรัฐ” Gek Choo กล่าวต่อ

ผลการวิจัย รายงานเผยให้เห็นความท้าทายที่เพิ่มเติมของผู้หญิงในบอร์ดบริหาร

มีผู้หญิงจำนวนน้อยลงที่เข้าดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการของบริษัทต่างๆ ตัวชี้วัด Stretch Factor ของดีลอยท์ โกลบอล จะตรวจสอบจำนวนที่นั่งของคณะกรรมการในแต่ละตลาด ยิ่ง Stretch Factor นั้นสูงเท่าใด การดำรงตำแหน่งกรรมการของตลาดนั้นๆ ก็จะเป็นบุคคลคนเดียวกันซ้ำๆ มากขึ้นเท่านั้น

  • ในปี 2564 ที่ผ่านมา Stretch Factor ของผู้หญิงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากตัวเลขปี 2561 ที่ 1.26 ไปเป็น 1.30 อันเป็นการบ่งชี้ว่าเมื่อเทียบกับผู้ชายแล้ว มีกรรมการที่เป็นผู้หญิงจำนวนน้อยที่ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการต่างๆ เมื่อเทียบกันแล้ว ผู้ชายจะมี Stretch Factor ที่ 1.17
  • ประเทศที่มี Stretch Factor ของผู้หญิงสูงสุด ซึ่งได้แก่ ออสเตรเลีย (1.43) สหรัฐอเมริกา (1.33) และนิวซีแลนด์ (1.32) ต่างก็หลีกเลี่ยงโควตาในการสนับสนุนแนวทางแบบสมัครใจ เช่น เป้าหมายที่ไม่ผูกมัด ในขณะเดียวกัน ประเทศในยุโรปที่นำโควตามาใช้ตั้งแต่ช่วงแรกจะมี Stretch Factor สำหรับกรรมการที่เป็นผู้หญิงต่ำกว่ามาก ซึ่งบางประเทศก็เท่ากับค่า Stretch Factor ของผู้ชายทั่วโลก
  • ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น Stretch Factor ของผู้หญิง อยู่ที่ 1.17 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2561 นั่นหมายความว่า ขณะนี้ผู้หญิงได้เข้ามามีบทบาทในตำแหน่งกรรมการเพิ่มขึ้นในภูมิภาคนี้หลายตำแหน่ง

 

สามารถอ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่นี่

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.