Major Cineplex ใช้ Passion ทำธุรกิจสร้างความสุขแบบไร้รอยต่อ

Mar 14, 2022 -None-

ธุรกิจโรงภาพยนตร์เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงจากการถูก Technology Disruption ประกอบกับช่วง 2 ปีที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ซึ่งล้วนเป็นคลื่นลูกใหญ่ที่ถาโถมเข้าใส่แบบไม่หยุดพัก แต่ทว่า เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ยังสามารถประคับประคองให้ผ่านพ้นบททดสอบนี้มาได้ ทั้งยังคงครองตำแหน่งแบรนด์ที่ได้รับความน่าเชื่อถือและครองใจผู้บริโภค ในหมวดช่องทางขายสมัยใหม่ กลุ่มโรงภาพยนตร์ จากผลสำรวจ 2022 Thailand’s Most Admired Brand ครั้งนี้ไปครองอีกด้วย

คุณนรุตม์ เจียรสนอง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) เผยว่า ตั้งแต่การทำธุรกิจตั้งแต่ Day 1 เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ไม่ได้มองว่าตัวเองกำลังทำธุรกิจโรงภาพยนตร์ หากแต่มี Passion สำคัญในการเป็นผู้ส่งมอบความสุขให้กับผู้บริโภคผ่าน Out of Home Entertainment สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เพื่อให้ผู้บริโภคยอมแชร์เวลาที่มีอย่างจำกัดมาดูภาพยนตร์ที่โรงภาพยนตร์ ดังนั้นสิ่งที่ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ทำ คือการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ และทันสมัยเป็นเจ้าแรกเสมอ ตั้งแต่การขายตั๋วผ่านตู้จำหน่ายตั๋วอัตโนมัติ E-Ticket ก่อนพัฒนาเป็น Seamless Ticket ที่สามารถซื้อตั๋วผ่าน Major Cineplex Application แล้วสแกนตั๋วที่จุดตรวจ เพื่อเดินเข้าโรงภาพยนตร์ได้ทันที จากแอปพลิเคชันพัฒนาไปสู่ความเป็น Super App ที่ทำได้มากกว่าแค่การซื้อตั๋วหนัง แต่สามารถเข้าใจผู้บริโภคและนำเสนอโปรแกรมหนังหรือโปรโมชั่นได้แบบ Personalized

“เราอยากช่วยให้คนที่เดินทางมาชมภาพยนตร์ที่โรงหนังของเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ พบกับประสบการณ์ที่สะดวกสบาย สบายใจ และไร้รอยต่อมากที่สุด โดยสามารถซื้อตั๋วภาพยนตร์ผ่านแอปฯ หรือผ่านตู้  Kiosk โดยที่ไม่ต้องสัมผัสกับหน้าจอ เพื่อลดการระบาดของ โควิด-19 และเมื่อถึงโรงภาพยนตร์แล้วก็สามารถสแกน QR Code เดินเข้าโรงภาพยนตร์ดูหนังได้ทันที”

Major Cineplex Application คือการนำระบบ AI เข้ามาเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะให้กับผู้บริโภคเพื่อทำให้การดูหนังเป็นเรื่องง่าย สะดวก รวดเร็ว สามารถเข้าใจและเข้าถึงพฤติกรรมลูกค้าจากการวิเคราะห์ข้อมูลที่ผู้บริโภคเคยใช้งานในอดีต เพื่อนำเสนอบริการที่ตรงกับความสนใจ โดยจะเชื่อมโยงบริการและประสบการณ์ด้านภาพยนตร์ทั้งหมดเข้าด้วยกัน ตั้งแต่บริการด้านภาพยนตร์ ในการค้นหาข้อมูลหนังตลอดจนการทำรายการซื้อบัตรชมภาพยนตร์และการมาใช้บริการที่โรงภาพยนตร์

นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมในการใช้งานอื่นๆ เช่น โปรโมชั่น และข้อเสนอพิเศษ รวมถึงระบบสมาชิก M GEN ที่มีสิทธิประโยชน์และการแลกรับรางวัลต่างๆ ผู้บริโภคสามารถจัดการได้ด้วยตัวเองภายในแอป ทำให้แอปเป็น Ecosystem ที่ครอบคลุมประสบการณ์ภาพยนตร์ครบทุกด้าน ซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ความต้องการของผู้บริโภคและเพื่อส่งมอบประสบการณ์การซื้อตั๋วหนังแบบอัจฉริยะอย่างไร้รอยต่อ

กลยุทธ์ราคากลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญของการใช้เป็นเครื่องมือในการดึงคนให้เข้ามาชมภาพยนตร์ของเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ซึ่งเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการใช้กลยุทธ์ราคา Movie Day ตลอดทั้งวันในวันพุธ เริ่มต้นที่ 80 บาท (โดยราคาจะแตกต่างกันในแต่ละสาขา ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด) ซึ่งทำมานานและได้ผลตอบรับที่ดี โดยสามารถสร้างการรับรู้และดึงคนบางกลุ่มที่รอเก็บตกหนังใหม่ในวันพุธให้เข้ามาดูหนังได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นการสร้าง Perception ที่ดีในการเข้าโรงหนังว่ามีทางเลือกด้านราคาที่หลากหลายให้กับผู้บริโภค

สิ่งที่เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ทำผ่านกลยุทธ์ราคานั้นจะทำทั้งในแง่ของการเพิ่มปริมาณการเข้าดูหนังในโรงให้มากขึ้น และแง่ของการเพิ่มความถี่เข้าชม อย่างกรณีของกลุ่มที่ถือบัตร M Pass Student บัตรดูหนังรายเดือนสำหรับนักเรียน นักศึกษา อายุไม่เกิน 23 ปี จ่ายรายเดือนเพียงเดือนละ 200 บาท ดูหนังได้แบบบุฟเฟ่ต์กี่เรื่องก็ได้ ปัจจุบันสมาชิกกลุ่มนี้มีอยู่กว่า 2 แสนราย

เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ช่วงสถานการณ์โควิด-19 ธุรกิจโรงภาพยนตร์ได้รับผลกระทบ เนื่องจากการแพร่ระบาดหนักที่ต่างประเทศ ส่งผลให้ทั้งธุรกิจโรงภาพยนตร์มีปัญหาทำให้มีกำหนดเลื่อนฉาย เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ นอกจากการทำธุรกิจโรงภาพยนตร์แล้วอีกด้านหนึ่งยังเป็น Content Provider มีพาร์ทเนอร์อย่างเวิร์คพอยท์ ทำให้หนังไทยกลายเป็นคอนเทนต์หลักที่จะช่วยประคับประคองธุรกิจเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์

ความได้เปรียบของคอนเทนต์หนังไทยที่เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ มีคือ Business Ecosystem ครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ คือเป็นพาร์ทเนอร์กับผู้สร้างไปจนถึงปลายน้ำ คือ Network โรงภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ที่มีกว่า 170 สาขา 

การมีจำนวนโรงภาพยนตร์ครอบคลุมตั้งแต่ Prime Location ในเมืองใหญ่ไปจนถึงในระดับอำเภอ ตำบล บวกกับ Big Data ที่มีทำให้เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ สามารถวางแผนได้ตั้งแต่ต้นว่าภาพยนตร์ไทยที่ร่วมทุนสร้างแต่ละเรื่องกลุ่มเป้าหมายคือใคร

“ตลาดหนังไทยเติบโตมากในต่างจังหวัด เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ เองมีสัดส่วนโรงหนังครึ่งหนึ่งอยู่ในกรุงเทพฯ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งกระจายทั่วต่างจังหวัด อย่างในช่วงโควิดโรงหนังต่างจังหวัดสามารถทำรายได้สูงถึง 60% เพราะได้รับผลกระทบจากการปิดโรงน้อยกว่า สำหรับเป้าในปีนี้ยังคงเดินหน้าผลิตคอนเทนต์หนังไทยเพื่อป้อนเข้าสู่โรงภาพยนตร์ โดยเราพยายามที่จะสร้าง Content ตอบโจทย์ต่างจังหวัดมากขึ้น”

อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องปรับตัวเมื่อโรงภาพยนตร์ไม่ได้ฉาย เพื่อประคองธุรกิจผ่านเวลายากลำบาก โมเดลที่โดดเด่นคือการจำหน่าย    “ป๊อปคอร์น” ที่ขยายจากหน้าโรงภาพยนตร์ไปสู่ดิลิเวอรี่ ออกสินค้าใหม่เพื่ออยู่บนชั้นวางในซูเปอร์มาร์เก็ตซึ่งได้ผลตอบรับดีจาก    ผู้บริโภค

“ตอนนี้เราไม่ได้ขายป๊อปคอร์นให้คนดูหนังอย่างเดียว  คนไม่ดูก็เป็นลูกค้าได้  เพราะเมื่อพูดถึง เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ คนจะนึกถึง      ป๊อปคอร์น นี่จึงถือเป็นการสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับเรา”

การขายป๊อปคอร์นเปิดขายทั้งในห้างซูเปอร์มาร์เก็ต แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซไปจนถึงขายผ่านดิลิเวอรี่แตกไลน์เป็นแบรนด์ป๊อปคอร์น Popstar สามารถซื้อไปเพื่อเก็บ เมื่ออยากกิน เพียงหยิบเข้าไมโครเวฟไม่กี่นาทีก็พร้อมรับประทาน ถึงหนังฉายไม่ได้แต่ป๊อปคอร์นก็ขายดี แม้ยอดขายตรงนี้ไม่สามารถเทียบรายได้จากการเปิดโรงภาพยนตร์ แต่ก็ทำให้เห็นถึงวิธีปรับตัวและไม่อยู่นิ่งของแบรนด์ที่ชื่อว่า เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ซึ่งนอกจากนำแบรนด์เข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์ของลูกค้าแล้ว ยังทรานส์ฟอร์มตัวเองเพื่อขยายไปในธุรกิจที่นอกเหนือจากโรงภาพยนตร์ตลอดเวลา

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.