22,779
VIEWS

ความท้าทายใหม่ของ มารุต ชุ่มขุนทด จาก CLASS Café สู่ VELAVERSE

Feb 05, 2022 BrandAge Team

หากพูดถึง “กอล์ฟ - มารุต ชุ่มขุนทด” เราอาจรู้จักในฐานะอดีตผู้บริหารสายเทคโนโลยีของ Nokia ที่ปัจจุบันได้ผันตัวมาเป็นเจ้าของกิจการพื้นที่แห่งความสร้างสรรค์ใกล้ชิดกับกลิ่นหอมของกาแฟอย่าง CLASS Café

แต่หนทางการดำเนินธุรกิจร้านกาแฟสุดฮิตแห่งนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อเจอกับสถานการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้มารุตจำเป็นต้องปิดสาขาในกรุงเทพฯ ไปจำนวนไม่น้อย และกลับมาทบทวนโมเดลการทำธุรกิจของตัวเองอีกครั้งพร้อมกับปรับตัวตามสภาพตลาดพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภค

การแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้ชีวิตของคนเราไม่ง่ายอีกต่อไป จะหยิบจะจับอะไรก็กลัวติดเชื้อ โดยเฉพาะเงินสดที่ผ่านมาแล้วหลายมือ หลายคนโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่จึงหันมาใช้วิธีจ่ายเงินออนไลน์แทนเช่นเดียวกับ CLASS Café ที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา เห็นว่ามีการชำระค่ากาแฟผ่านการสแกน QR มากขึ้น จนปรับเปลี่ยนให้เป็นร้านกาแฟ Cashless ไปเมื่อปลายปีที่แล้ว เพื่อตอบรับ Cashless Society

อย่างที่เรารู้กันว่าฐานลูกค้าของ CLASS Café เป็นคอมมูนิตี้กลุ่มนักเรียนนักศึกษาจากสถาบันต่างๆ มารุตได้มีโอกาสสังเกตพฤติกรรมของลูกค้ากลุ่มนี้ พบว่าส่วนใหญ่มีความสนใจ Cryptocurrency มาก หลายคนสั่งกาแฟ นั่งทำงานและเทรดคริปโตฯ ไปด้วย มารุตจึงเห็นโอกาสในการเข้าสู่ธุรกิจนี้ โดยใช้จุดแข็งด้านเทคโนโลยีที่มี บวกกับฐานลูกค้าคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาใช้บริการตามสาขาต่างๆ เพื่อต่อยอดธุรกิจ Blockchain, Cryptocurrency และ Metaverse

CLASS Café เริ่มก้าวแรกของการเข้าสู่ Metaverse ด้วยการออก CLASS Coin เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพช่องทางการจำหน่ายเชื่อมโยงทั้งระบบออนไลน์และออฟไลน์ผ่านเทคโนโลยี Blockchain และ Smart Contract จัดเป็นเหรียญคริปโตฯประเภท Utility Token (ทำงานคล้าย E-Voucher) ที่ผู้ถือเหรียญสามารถนำมาแลกสินค้า, NFT-Land และกิจกรรมในโลกออนไลน์ที่ทางผู้พัฒนาจัดขึ้นโดยตั้งเป้าขาย 500 ล้านเหรียญในขณะเดียวกัน ก้าวต่อมาคือการพัฒนา Metaverse ภายใต้ชื่อ VELAVERSE (เวลาเวิร์ส) ที่ถือว่าเป็น Second Choice ทางธุรกิจของมารุต

VELAVERSE คืออะไร?

VELAVERSE คือ Platform NFT ถูกติดตั้งลงบนเทคโนโลยี BEP-20 และทำงานอยู่บน VELA CHAIN ที่รองรับการทำงานของระบบ NFTs และระบบ DeFi ผู้เล่นสามารถทำการเข้าเยี่ยมชม และสามารถทำการซื้อขายตัวละคร ที่ดิน สินทรัพย์อื่นได้ ตลอดจนสามารถสร้างสังคมในโลกเสมือนจริง ไปเชื่อมต่อโลกแห่งความเป็นจริงได้ อีกทั้งยังสามารถนำธุรกิจจริงมาดำเนินธุรกิจในโลกของ VELAVERSE โดยใช้สกุลเงินหลักอยู่ 2 สกุลเงิน คือ CLASS Coin และ CLASS Point ที่สามารถหาได้จาก Decentralize Exchange – PANCAKESWAP

มารุต อธิบายที่มาของชื่อ VELAVERSE ว่าVELA : เวลา เป็นคำที่เลือกมาเพราะเวลาเป็นสัญลักษณ์แห่งความเท่าเทียม ในโลกจริงที่มีชนชั้น เผ่าพันธุ์  แต่สิ่งที่มีเท่ากันคือเวลาที่แต่ละคนมี แต่สามารถเลือกไปใช้เวลากับอะไรแตกต่างกัน  ในโลกของเวลา เรานำเสนอความเสมอภาค การรับฟัง ผ่านเทคโนโลยี Decentralized”

VELAVERSE แบ่งโซนออกเป็น 4 ส่วนด้วยกัน คือ City Business Area, Resident Area, Activity Area และ Travel Spot Area โดยเมืองจะอยู่ในรูปแบบของ GameFi  ซึ่งจะมีการจัดการกิจกรรมอยู่ตลอดเวลา และมีการสร้างสังคมร่วมกันของผู้เล่นจำลองจากโลเคชั่นของตัวเมืองนครราชสีมาและเขาใหญ่และเชื่อมต่อกับเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ ในเฟสถัดไป เพื่อให้เดินทางไปมาหาสู่กันได้อย่างสะดวก

ถ้าอธิบายให้เห็นภาพอย่างง่าย ต้องลองจินตนาการว่าเราสามารถเดินทางจากเทศกาลดนตรีเขาใหญ่ ไปกราบไหว้อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีภายในระยะเวลาอันสั้น หรือหลังจากเชื่อมเมืองนครราชสีมากับเมืองอื่นได้สำเร็จแล้ว เราสามารถเที่ยวนครราชสีมา-เชียงใหม่ได้ใน VELAVERSE โดยที่ไม่ต้องเสียเหงื่อเปลืองแรงเท่าโลกแห่งความเป็นจริง

การร่วมมือกันของหลายภาคส่วนถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างโลกเสมือนแห่งใหม่ ตอนนี้มีแบรนด์มากมายที่เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ VELAVERSE ไม่ว่าจะเป็น MC Jean, JADE, Jubilee, Peugeot และแบรนด์อื่นที่กำลังจะมาเร็วๆ นี้ ผู้คนที่เข้ามาใน VELAVERSE จึงสามารถเลือกช้อปปิ้งได้ตามใจชอบ

ทำไมต้องเป็นนครราชสีมา?

มารุต ได้ให้เหตุผลง่ายๆ ที่เราเองก็รู้กันเป็นอย่างดีว่ามารุตเป็นชาวนครราชสีมา 100% ถ้าลองคิดในมุมมองของผู้พัฒนา VELAVERSE เป็นคนจังหวัดอื่นที่อาจจะไม่เข้าใจถึงวิถีชีวิตของเราอย่างแท้จริงจะขอหยิบยืมโลเคชั่นบ้านเกิดเมืองนอนของเราไปใช้ในเชิงธุรกิจเราคงไม่สบายใจด้วยเหตุผลหลายประการ โดยเฉพาะเมื่อผู้พัฒนานำเสนอภาพลักษณ์ที่สร้างความเข้าใจผิดสู่สายตาคนนอก ซึ่งกระทบต่อการท่องเที่ยวภายในจังหวัดอย่างแน่นอน

จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้มารุตเลือกใช้เมืองนครราชสีมาที่ตัวเองรู้จักเป็นอย่างดีประสานงานกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานวัฒนธรรม รวมถึงคลังของจังหวัด โดยเน้นกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวและความบันเทิง ซึ่งการผนึกกำลังจากหน่วยงานภาครัฐในการสร้าง VELAVERSE ถือเป็นการพัฒนานครราชสีมาให้เป็น Smart City ส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในจังหวัดและกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการเป็นแหล่งสร้างรายได้แหล่งใหม่ให้กับผู้คนอีกด้วย    

ในอนาคต VELAVERSE จะนำจังหวัดเพื่อนบ้านอื่น ๆ เช่น ขอนแก่น มหาสารคาม มาเชื่อมกับตัวเมืองนครราชสีมา ด้วยการดึงเอาพื้นที่ตัวเมืองของจังหวัดมาต่อกัน แน่นอนว่าถ้าเราอยากดื่มกาแฟที่ CLASS Café สาขานครราชสีมาข้ามไปวิ่งออกกำลังกายต่อที่สวนสาธารณะบึงแก่นนคร ตบท้ายด้วยมื้อเย็นอย่างแจ่วฮ้อน ท่าขอนยางที่มหาสารคาม ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันกัน ซึ่งนับเป็นการกระจายรายได้เข้าสู่แต่ละจังหวัดอย่างลงตัว

ด้วยความที่มารุตเชื่อมั่นว่า การวิ่งเข้าชนกับความไม่รู้ในหลายๆ เรื่อง ถือเป็นสิ่งที่มีเสน่ห์มากที่สุด ซึ่งสำคัญกว่าผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้มารุตจึงสนับสนุนให้ทีมผู้พัฒนา VELAVERSE ได้มีโอกาสในการสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ และจะปล่อยฟีเจอร์ใหม่ๆ ให้ทุกคนได้ลองทุกเดือน โดยตั้งเป้าหมายจำนวนประชากร 100,000 คน ภายในปีนี้

การเดิมพันครั้งนี้ จัดเป็นเรื่องที่ท้าทายมากสำหรับมารุต อย่างที่มารุตเคยเล่าไว้ว่า เราต้องกลับมาคิดในฐานะสตาร์ทอัพหรือเทียบเท่ากับปลาเล็กในวงการธุรกิจ เราต้องเป็นปลาเล็กที่รวดเร็ว ต้องกล้าคิดกล้าเสี่ยง ถ้าไม่ลองเสี่ยง มัวแต่คิดช้าๆ ชัวร์ ๆ เราจะกลายเป็นปลาใหญ่ที่อุ้ยอ้ายในที่สุด ดังนั้นเมื่อเรามีไอเดียอยู่ในหัวและมีทรัพยากรที่พร้อมแล้ว ก็ไม่เหลือเหตุผลอะไรที่จะมาหยุดไม่ให้เราลงมือทำได้ ซึ่งการลงทุนครั้งใหญ่นี้ถือว่าคุ้มค่าที่จะเสี่ยงมากเพราะนอกจากจะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ใหม่ของผู้คนแล้ว ยังเป็นการสร้างโลกไร้พรหมแดนที่เต็มไปด้วยโอกาสที่พร้อมจะมอบให้กับทุกคนอีกด้วย

“เราค่อยๆ เดินไปเรื่อยๆ สิ่งที่เราเดินเหมือนง่ายและเร็ว แต่เบื้องหลังเราเจอสิ่งที่ไม่รู้ตลอดทาง เราพยายามทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้ เราพยายามวิ่งเข้าชนสิ่งที่เราไม่รู้ต่างๆ ทั้งเรื่อง Blockchain, Cryptocurrency และอื่นๆ เสน่ห์ของเรื่องนี้ คือการเอาชนะสิ่งที่เราไม่รู้ ตรงนี้คือ DNA ของ CLASS Cafe ที่กล้าทดลองอะไรใหม่ๆ ก่อนคนอื่นเสมอ”

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.