4,044
VIEWS

กรณีศึกษา “มีท อวตาร” ทำอย่างไรในการทลาย Pain Point เพื่อสร้างเส้นทางโตตลาด Plant-based Food

Jan 27, 2022 R.Somboon

อาหารในกลุ่ม Plant Base มีเทรนด์การเติบโตที่มาแรง โดยมีตัวเลขการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 10%  มีการคาดการณ์ว่า ในประเทศไทยตลาด Plant-based Food คาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 4.5 หมื่นล้านบาท ในปี 2566 จากปัจจุบันที่มีการประเมินกันว่าน่าจะอยู่ที่ 2.8 หมื่นล้านบาท

ขณะที่ยูโรมอนิเตอร์ ออกมาประเมินตัวเลขว่าตลาด Plant-based Food ทั่วโลกจะมีมูลค่าขยับขึ้นไปแตะที่ 2.5 พันล้านดอลลาร์ หรือ 8.2 หมื่นล้านบาท ในปี 2566 ที่จะถึงนี้ ซึ่งเป็นไปตามกระแสของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของคนที่ลดการบริโภคเนื้อสัตว์ลง พร้อมกับหันมาบริโภคโปรตีนทดแทนจากพืชซึ่งก็คือ Plant-based Food

อย่างไรก็ตาม Pain Point ของตลาดบ้านเรา จากการวิเคราะห์ของ วิภู เลิศสุรพิบูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีท อวตาร จำกัด เจ้าของแบรนด์ Meat Avatar หรือเนื้อจำแลง มองว่า กลุ่มผู้บริโภคหลักๆ ยังคงเป็นวัยรุ่น และคนเริ่มต้นทำงาน เนื่องจากเป็นกลุ่มที่เข้าใจในเรื่องของตัวสินค้าเป็นอย่างดี การทลายกรอบของตลาดเพื่อผลักดันให้เกิดการบริโภค Plant-based Food นั่นคือ พยายามที่จะทำให้เกิดการทดลองบริโภคเนื้อจำแลง เพื่อให้เกิดการรับรู้ และยอมรับในตัวสินค้าว่ามีรสชาติความอร่อยที่ไม่แตกต่างจากเนื้อสัตว์

การทำกิจกรรมการตลาดของมีท อวตาร นอกจากเรื่องของการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ เข้าสู่ตลาด การทำให้ราคาเฉลี่ยของสินค้าออกมาใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์ที่ปัจจุบัน ช่องว่างราคาของเนื้อจำแลงกับเนื้อจริงจะห่างกันประมาณ 10% รวมถึงการร่วมมือกับพันธมิตรที่เป็นร้านอาหารหรือเชฟ เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์เมนูในรูปแบบต่างๆ ที่มี Plant-based เข้าไปเป็นส่วน ประกอบ เป็นต้น

สิ่งที่น่าสนใจก็คือความพยายามในการทลายกรอบของตัวสินค้าที่แบรนด์ Meat Avatar มีข้อจำกัดในเรื่องของการเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นเนื้อจำแลงเป็นหลัก มาสู่การแตกแบรนด์ใหม่คือ  “มาทาน” (Matan) ซึ่งถูกวางให้เป็นแบรนด์ที่ทำผลิต ภัณฑ์เกี่ยวกับ Plant-based Food ทั้งหมด ซึ่งวิภู บอกว่า เป็นการทลายกรอบจากแค่เนื้อจำแลงมาสู่ “ฟู้ด” โดยแบรนด์มาทานนี้ ถูกวางไว้ว่าจะมีผลิตภัณฑ์หลักๆ ในทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นน้ำสลัด Matan x Salad Factory” น้ำสลัด Plant-based 5 รสชาติ ที่เป็นการโคแบรนด์กับสลัดแฟคทอรี่ ร้านอาหารชื่อดังที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อเร็วๆ นี้ รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่จะตามมาไม่ว่าจะเป็น ไอศกรีม, ขนมขบเคี้ยว, ของทานเล่น, ขนมหวาน, คุกกี้ และเครื่องปรุงรสอาหาร  ซึ่งตัวต่อไปที่จะเปิดตัวในเดือนมีนาคมนี้ก็คือไอศกรีม ที่มีส่วนผสมของ  Plant-based Food อาทิ นมทางเลือกอย่างนมอัลมอนด์ที่ใช้แทนนมโค เป็นต้น

 

วิภู บอกว่า มีท อวตาร เป็น ฟู้ดเทค สตาร์ทอัพ จึงใช้รูปแบบการขับเคลื่อนธุรกิจผ่านการสร้างแพลตฟอร์มที่พร้อมกับจับมือกับพันธมิตรที่มีจุดแข็งที่เข้ามาช่วยเสริมในการทำตลาดให้กับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่จะเปิดตัว อย่างน้ำสลัดที่จับมือกับสลัดแฟคทอรี่นั้น เป็นการนำเอาจุดแข็งของทั้ง 2 แบรนด์ คือมีวิสัยทัศน์ และมองเห็นอนาคตร่วมกันในตลาด Future Food ซึ่งสามารถโตไปได้อีกไกล โดยแบรนด์สลัดแฟคทอรี่ เข้มแข็งในตลาดผู้ให้บริการอาหาร (Food Service) และ มาทาน เข้มแข็งในกลุ่มตลาดค้าปลีก (Retail) การจับมือกันของเราจะสามารถส่งเสริมตลาดให้โตขึ้น ผู้บริโภคจะมีทางเลือกมากขึ้น โดยที่ยังมั่นใจในรสชาติที่อร่อยถูกปาก คงคุณภาพ และมีความสะดวกในการเข้าถึงสุขภาพที่ดีได้มากขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยต่อยอดแตกไลน์สินค้า สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นการเข้าถึงฐานลูกค้าระหว่างกันอีกด้วย

แบรนด์ มาทาน (Matan) จะเป็นภาคต่อของ มีท อวตาร ในรูปแบบของอาหาร Plant-based พร้อมทาน เพื่อเติมเต็มความเป็น Plant-based ให้กับตลาด โดยจะมีจุดเด่นในเรื่องของความสะดวก รวดเร็ว อร่อย และได้สุขภาพ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นกลุ่ม Gen X ตอนปลาย, Gen Y และ Gen Z ที่นอกจากต้องการความสะดวกสบายทั้งในการบริโภค และการเลือกซื้อสินค้าแล้ว ยังนึกถึงสุขภาพ และคำนึงถึงส่วนรวมในด้านสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ถือเป็นความพยายามในการขยายฐานการบริโภค Plant-based Food ให้มีในวงกว้างมากขึ้น

มาทาน (Matan) จะเป็นแบรนด์ดาวรุ่งของมีท อวตาร ที่ถูกดันเข้ามาเป็นตัวช่วยขยายฐานการบริโภค โดยคาดว่าในปีแรกนี้น่าจะทำรายได้ประมาณ 70 ล้านบาท หรือคิดเป็น 70% ของรายได้รวม เนื่องจากเป็นแบรนด์ที่มีผลิตภัณฑ์ค่อนข้างจะหลากหลายครอบคลุมในหลายแคททากอรี่ที่เกี่ยวพันกับการบริโภคของคนรุ่นใหม่

 

ขณะที่แบรนด์ มีท อวตาร นั้น รายได้หลักยังคงมีสัดส่วนมาจากตลาด B2B ในสัดส่วนประมาณ 60%  โดยปัจจุบัน มีร้านอาหารชื่อดังหลายเชน นำสินค้าเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเมนู อาทิ Audrey Cafe & Bistro, Black Canyon, โรงสีโภชนา, Salad Factory, Kub.Kao’Kub.Pla, รสนิยม, เจริญแกง, สดอร่อย, ฮั่วเซ่งฮงภัตตาคาร, ฮั่วเซ่งฮงติ่มซำ, Thai Yamazaki, Hidden Forest, ซั่งไห่ คูซีน, ดาวสีฟ้า, Real Vegan, พริกหอม, May Veggie Home, NDO Sushi, Fresherday, บ้านไอหอม, Grace Café, เจคุณหน่อย, เตี๋ยวฮ้อ, ปั้นเปาเชียงราย, มาม่าคิชเช่น, เจไม่จำเจ, มังสตรี, Kinphak café, Vegan heaven, Asa, The19 clean food, The Vegano Bistro, กาแลเชียงใหม่, Fit Food always และ Under360 ยอดขายหลักจะมาจากแม็คโครที่กินสัดส่วนถึง 30% จากการขายผ่านช่องทางโมเดิร์นเทรด โดยนอกจากการขายในประเทศแล้ว มีท อวตาร ยังมีตลาดหลักจากการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศอีกด้วย

“อุปสรรคของการเติบโตของตลาดส่วนหนึ่งยังมาจากการที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่า Plant-base Food คืออะไร แตกต่างจากอาหารมังสวิรัติอย่างไร  มีท อวตาร ในฐานะแบรนด์ที่เข้ามาบุกเบิกตลาดนี้ จึงต้องเร่งสร้างการรับรู้ พร้อมกับขยายฐานการบริโภคของตลาดให้มีกว้างมากขึ้น โดยอาศัยจุดแข็งจากการเป็นฟู้ดเทค สตาร์ท อัพ ที่มีนวัตกรรมในด้านการพัฒนาอาหารในกลุ่มนี้เข้ามาเป็นหนึ่งในตัวช่วยขับเคลื่อน เพื่อพัฒนาสินค้าที่มีรสชาติใกล้เคียงกับอาหารเดิมในราคาที่เอื้อมถึงหรือแตกต่างกันไม่มากนัก”

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.