ส่อง 4 EV Direction ของ MG กับแผนผลักดันไทยเทียบชั้นยานยนต์โลก

Jan 20, 2022 BrandAge Team

จาง ไห่โป กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึง ทิศทางและแนวโน้มของอุตสาหกรรมยานยนต์โลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก อาทิ มีการติดตั้งเทคโนโลยีเพื่อช่วยในการขับขี่ (Autonomous) การเชื่อมต่อระหว่างคนและรถ (Connectivity) มากยิ่งขึ้น การใช้งานรถร่วมกัน (Sharing Economy) ได้รับการพูดถึงมากขึ้น รวมถึงการที่โลกกำลังเดินหน้าไปสู่เศรษฐกิจ พลังงานสะอาด (Green Economy) และให้ความสำคัญกับ Emission Standard จากการตั้งเป้าหมายของแต่ละประเทศเพื่อทำให้เกิด Zero Emission จึงทำให้อุตสาหกรรมผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) เติบโตอย่างก้าวกระโดด

สำหรับ MG ตั้งเป้าผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยก้าวสู่ยุคใหม่เทียบชั้นอุตสาหกรรมโลก ชูระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ที่แข็งแกร่งและต้องครอบคลุมในหลากหลายมิติ ดังนี้

  1. ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย

MG ให้ความสำคัญกับการพัฒนาและนำเสนอผลิตภัณฑ์ยานยนต์ไฟฟ้าที่หลากหลาย เพื่อให้สอดรับกับรูปแบบการใช้งานความต้องการและ lifestyle ของแต่ละกลุ่มลูกค้า โดยรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทุกรุ่นที่จะเปิดตัวนับจากนี้ จะมีเทคโนโลยีใหม่ๆ อาทิ V2L ที่รถยนต์สามารถจ่ายไฟฟ้าไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นได้

  1. สถานีชาร์จครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ

รถยนต์พลังงานไฟฟ้ากำลังเติบโตจนกลายเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยม อีกทั้งผู้ผลิตยานยนต์หลายๆ แบรนด์เริ่มแนะนำรถดังกล่าวอย่างจริงจังมากขึ้น ดังนั้นเพื่อรองรับการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต MG ร่วมมือกับบางจากเร่งขยายสถานีชาร์จไฟฟ้าให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ตั้งเป้า 500 แห่ง ภายในปี 2565  

  1. การพัฒนาและการจัดการแบตเตอรี่ที่ดี

เพื่อเป็นการเดินหน้าสร้างโครงสร้างพื้นฐานยานยนต์ไฟฟ้าให้ครอบคลุมในทุกมิติควบคู่กันไป ปัจจุบัน MG เตรียมความพร้อมในส่วนนี้ โดยทำการศึกษาและวิจัยในเรื่องของวิธีการจัดการแบตเตอรี่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว ล่าสุดลงทุนกว่า 2,500 ล้านบาท ขยายโรงงานผลิตแบตเตอรี่ในเครือ เพื่อรองรับรถยนต์ไฟฟ้า ทั้งปลั๊ก-อินไฮบริด และรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% EV ในอนาคต

  1. การสร้างความรู้พื้นฐาน และความเข้าใจไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่

EV ยังคงเป็นสิ่งที่ใหม่มากสำหรับประเทศไทยในตอนนี้ และเพื่อให้ EV ในไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน MG มีแผนที่จะเข้าไปสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ และเตรียมความพร้อมให้คนรุ่นใหม่เป็นกำลังสำคัญในการผลักดันสังคมยานยนต์ไฟฟ้าในไทยให้เกิดขึ้นได้ไวมากยิ่งขึ้น รวมถึงเป็นผู้ร่วมกำหนดมาตรฐานใหม่ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในอนาคตอีกด้วย

จาง ไห่โป กล่าวทิ้งท้ายถึงปัจจัยที่ท้าทายต่อการเติบโตของปีนี้ไว้ว่า หลักๆ มีปัจจัยภายนอกกับภายใน โดยภายนอกที่กล่าวถึง คือ การที่ผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการความเป็น Personal มากขึ้น มีความต้องการ Customize ผลิตภัณฑ์มากขึ้น และภายใน คือการปรับเปลี่ยนทางแบรนด์เอง ทางแบรนด์ Say No กับตัวเอง ลองมองมุมกลับปรับมุมมอง อย่างเช่น การเปิดตัว Application ทางแบรนด์ไม่ได้มองว่าเป็นแค่ Application แต่มองว่าเป็นการสร้างหนทางสู่ความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภค

สุดท้ายนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย ณ ปัจจุบัน จากการที่ภาครัฐได้ออกมาตรการเพื่อสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างชัดเจนและให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง จะสามารถทำให้ประเทศไทยไปสู่จุดที่มีศักยภาพเติบโตทัดเทียมกับอุตสาหกรรมยานยนต์โลกได้

“ในขณะเดียวกัน MG ยังคงมุ่งให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี (Technology) ความทันสมัย (Fashion) และ คุณค่า (Value) เพื่อสร้างจุดเปลี่ยนและยกระดับประเทศไทย โดยการนำเสนอสิ่งใหม่ๆ พร้อมเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้กับผู้ขับขี่ ตลอดจนสร้างสะพานที่นำทางไปสู่ระบบอัจฉริยะ ความสะดวกสบาย และความปลอดภัยที่เพิ่มมากขึ้น และการที่พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยเริ่มเป็นที่ยอมรับและมียอดจำหน่ายที่เพิ่มสูงขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าวันนี้ประเทศไทยได้มีก้าวที่ยิ่งใหญ่เพื่อเตรียมตัวสู่การทัดเทียมกับประชาคมโลกไปอีกขั้นแล้ว” จาง ไห่โป กล่าว

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.