5,442
VIEWS

OR ประตูแห่งโอกาส เติบโตไปด้วยกัน “Empowering All toward Inclusive Growth”

Jan 19, 2022 -None-

ในยุคเริ่มแรกของการทำธุรกิจทุกองค์กรล้วนมองการเติบโตเป็นหลัก แต่ปัจจุบันทุกคนคงจะทราบดีว่า การดำเนินธุรกิจเพื่อการเติบโตเพียงอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องมองถึงการเติบโตอย่างยั่งยืนให้มากขึ้น (Sustainable Growth) โดยมีการกำกับดูแลกิจการหรือ Governance เป็นพื้นฐานสำคัญ สำหรับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ได้ก้าวไปอีกขั้น เพราะมองว่าการเติบโตจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายต่างใช้จุดแข็งของตัวเองมาเติมเต็มเพื่อเติบโตไปด้วยกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความยั่งยืนในอนาคตอย่างแท้จริง

People Planet Prosperity จึงเป็นการสร้างความสมดุลในการดำเนินธุรกิจที่ OR กำลังจะก้าวไป โดยเป็น “แบรนด์แรกในประเทศไทยที่สร้างโอกาสให้สังคมชุมชนเติบโตร่วมกัน” และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง พร้อมเปิดประตูแห่งโอกาสให้กับพันธมิตรอันหลากหลายภายใต้วิสัยทัศน์ใหม่ “Empowering All toward Inclusive Growth”

เปิด 4 กลยุทธ์สู่เป้าหมาย Empowering All toward Inclusive Growth

ความเคลื่อนไหวที่เป็น Big Move ของ OR ในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการก้าวไปสู่ธุรกิจใหม่และแสวงหาพันธมิตรเพื่อร่วมลงทุนต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นล้วนบอกถึง The New Chapter ที่ OR กำลังก้าวเดินต่อไปในอนาคต โดยกำหนดวิสัยทัศน์ใหม่ “Empowering All toward Inclusive Growth” หมายถึงการเติมเต็มโอกาสเพื่อให้ทุกฝ่ายเติบโตร่วมกัน

คุณจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ OR กล่าวถึงคำว่าทุกฝ่ายที่ OR ให้ความสำคัญในที่นี้ ประกอบด้วย People หรือผู้คน นำไปสู่การสร้างชุมชนน่าอยู่ (Living Community) Planet นำไปสู่การสร้างสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ (Healthy Environment) Prosperity หรือผลกำไรของบริษัทและพันธมิตร นำไปสู่การเติบโตร่วมกัน (Economic Prosperity) และเพื่อบรรลุสู่เป้าหมาย OR จึงกำหนดกลยุทธ์ไว้ 4 ด้าน 

Seamless Mobility 

ท่ามกลางยุคเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีพลังงาน OR เตรียมแผนรองรับเทรนด์พลังงานสะอาดอย่างรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้เกิดการใช้พลังงานอย่างไร้รอยต่อรองรับความต้องการของผู้บริโภค ทั้งนี้ Mobility ของ OR แบ่งออกเป็น 2 ตลาด โดยมี พีทีที สเตชั่น ที่ให้บริการ B2C เป็นตลาดแรก

คุณจิราพร กล่าวว่า ตามการคาดการณ์ของ OR โดยอิงจากนโยบายรัฐบาลคาดว่าปี 2030 จะมีจำนวนรถยนต์ EV ในประเทศไทยประมาณ 25% ดังนั้นในช่วง 10 ปีข้างหน้ารถในบ้านเราก็ยังเป็นรถที่ใช้น้ำมันและมีรถที่ใช้พลังงานจากไฟฟ้า OR จึงสร้างความพร้อมในการบริโภคพลังงานทั้ง 2 ประเภท ในลักษณะ Seamless Mobility ปัจจุบัน พีทีที สเตชั่น ซึ่งครองตำแหน่งผู้นำตลาดค้าปลีกน้ำมันมานาน 25 ปีต่อเนื่อง เริ่มแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งสำหรับติดตั้งหัวจ่ายพลังงานไฟฟ้าแล้ว 40 สถานี ซึ่งปีนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 80 สถานี โดยแต่ละแห่งมีการลงทุนด้านการติดตั้งต่อ 3 หัวจ่าย ประมาณ 1.5-2 ล้านบาท

“ปัจจุบันมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการประมาณ 10-15 คันต่อวัน เป็นการให้บริการฟรีสำหรับลูกค้าที่เป็นสมาชิกบัตร Blue Card นอกจากนี้ ยังนำเทคโนโลยีมาเพิ่มความสะดวกในการใช้งานผ่าน EV Station Application โดยลูกค้าสามารถเช็กโลเคชั่นของ EV Station พร้อมจองคิวรับบริการทำให้ลูกค้าสามารถวางแผนหรือบริหารเวลาได้ดียิ่งขึ้น”

“บริการ EV Station จะเข้ามาเติมเต็ม พีทีที สเตชั่น มากขึ้น เพราะที่ผ่านมา OR ได้เปลี่ยนสถานีบริการให้เป็นแพลตฟอร์มขยายธุรกิจมานานแล้ว เพื่อเติมเต็มความสะดวก ความสบาย และความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย ดังจะเห็นได้จากการขยายตัวธุรกิจค้าปลีกของเราล้วนเป็น Magnet ที่ทำให้ผู้บริโภคได้รับความสะดวกและมักนึกถึง พีทีที สเตชั่น เป็นแบรนด์แรกในการแวะพัก ในอนาคต พีทีที สเตชั่น ยังคงทำหน้าที่เป็นจุดพักเติมพลัง ทั้งรถและคนก่อนเดินทางอย่างปลอดภัย เราจึงเป็น One Stop Solution for All lifestyles แหล่งช้อปปิ้ง ร้านอาหารชุมชน และร้านค้าปลีกอื่นๆ ที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป”

OR เผยสถิติลูกค้าเข้าใช้บริการที่ พีทีที สเตชั่น ประมาณ 25 นาที โดยใช้เวลา 4 นาที ในการเติมน้ำมัน ส่วนที่เหลือนั้นใช้ไปสำหรับการเข้าห้องน้ำ ดื่มกาแฟ รับประทานอาหาร หรือจับจ่ายใช้สอยสินค้าในร้านสะดวกซื้อ สำหรับการนำรถ EV มาชาร์จแบบ Quick Charge ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ทำให้ลูกค้าสามารถใช้บริการธุรกิจค้าปลีกระหว่างคอยชาร์จไฟได้ ในเวลาเดียวกันร้านค้าภายใน  พีทีที สเตชั่น ก็มีโอกาสทางธุรกิจมากขึ้น

นอกจากนี้ OR มีแผนการขยายศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto ซึ่งเป็นธุรกิจให้บริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์เบื้องต้นเพิ่มมากขึ้นทั้งแนวนอนและแนวดิ่ง โดยในแนวดิ่งนั้นจะรุกโมเดลแฟรนไชส์ ในขณะที่แนวนอนจะเพิ่มบริการซ่อมรถ EV รวมถึง O2O Maintenance ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ให้สั่งซื้อสินค้าประเภทวัสดุอุปกรณ์ เลือกราคา และจัดหาอะไหล่เพื่อส่งซ่อมตามจุดที่ลูกค้าต้องการ

Mobility อีกตลาดของ OR ก็คือการค้าน้ำมันตลาดพาณิชย์ หรือ B2B โดยให้บริการลูกค้าประเภทโรงงานอุตสาหกรรม หรือหน่วยงานราชการ ที่ผ่านมามีการปรับคอนเซ็ปต์การให้บริการมากกว่าจำหน่ายแค่เชื้อเพลิงในฐานะ Energy Solution Provider ด้วยการเข้าไปให้คำแนะนำการใช้พลังงานเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า รวมถึงเพิ่มทางเลือกพลังงานสะอาด อาทิ บริการติดตั้ง  โซล่าร์รูฟ และก๊าซ LNG ซึ่งเป็นหนึ่งในพลังงานสะอาดเมื่อเทียบกับน้ำมันเตา ดีเซล หรือก๊าซ LPG

“เราใช้เทคนิคทางด้านวิศวกรรม และเทคนิคการขายเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำงานทำให้ลูกค้ากลุ่มพาณิชย์มีทางเลือกมากขึ้นว่าจะใช้โซลูชั่นพลังงานด้านใด ถ้าจะใช้พลังงานสะอาดเราก็มีให้เลือกระหว่าง LNG หรือโซล่าร์รูฟ”

All Lifestyles

ปรับแนวทางการลงทุนธุรกิจจาก F&B Ecosystem เป็น One Stop Solution for All Lifestyles โดยใช้ 3 จุดแข็งของ OR ในการต่อยอดธุรกิจดังกล่าว

จุดแข็งข้อแรก คือ จำนวน พีทีที สเตชั่น ที่มีกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ โดยมีทราฟฟิกหรือยอดลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ 2.5 ล้านคนต่อวัน นอกจากนี้ยังมีความถี่ในการเข้าใช้บริการมากกว่าห้างสรรพสินค้าหรือคอมมูนิตี้มอลล์

จุดแข็งข้อต่อมา คือ โลเคชั่นของ พีทีที สเตชั่น ที่เข้าถึงง่ายทั่วประเทศ ครอบคลุมชุมชน หมู่บ้าน และเส้นทางการเดินทาง ซึ่งแต่ละแห่งก็มีความต้องการที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ย่อมเป็นโอกาสในการขยายธุรกิจใหม่ๆ เพื่อเติมเต็มความต้องการของผู้บริโภคในย่านนั้นๆ

จุดแข็งข้อสุดท้าย คือ Ecosystem ที่ OR มีความพร้อมทั้งเครือข่ายธุรกิจในต่างประเทศที่ปัจจุบันมีอยู่ 10 ประเทศ รวมถึงฐานสมาชิกบัตร Blue Card ที่มีสมาชิกอยู่กว่า 7.5 ล้านราย และมียอด Active 60% ทำให้พันธมิตรสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว (Scale Up)

“ที่ผ่านมาจะเห็นว่าเราเข้าไปซื้อหุ้น หรือร่วมลงทุนเพื่อต่อยอดในเรื่องของไลฟ์สไตล์ให้มาอยู่บนแพลตฟอร์ม พีทีที สเตชั่น เช่น บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (ร้านโอ้กะจู๋) กลุ่มธุรกิจ FLASH และบริษัท อิ่มทรัพย์ โกลบอล คูซีน จํากัด (ร้านโอโนะ ซูชิ) รวมไปถึงต่อยอดความครบวงจรทางด้านกาแฟโดยร่วมลงทุนกับบริษัท พีเบอร์รี่ ไทย จำกัด ที่มีร้านกาแฟ Specialty ภายใต้แบรนด์ Pacamara นอกจากนี้ เราจะเข้าไปเติมเต็มด้าน Health & Wellness ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางการท่องเที่ยวและบริการอื่นๆ ที่รองรับความสะดวกของผู้บริโภค เช่น ถ้าอยู่ใกล้ชุมชนเราจะมีร้านซักผ้า หรือร้านขายยา นอกจากเราจะแสวงหาพันธมิตรร้านรีเทล เรายังขยายความร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยี เพื่อเติมเต็มบริการ O2O โดยมีระบบเชื่อมโยงกับพันธมิตรและพีทีที สเตชั่น จากทุกช่องทางทั้งออฟไลน์และออนไลน์ รองรับความต้องการของผู้บริโภค ยกตัวอย่างที่ผ่านมา OR เข้าไปร่วมลงทุนกับบริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้าน Digital Transformation โดยจัดตั้งบริษัทใหม่ร่วมกันภายใต้ชื่อ บริษัท ออร์บิท ดิจิทัล จำกัด เพื่อมุ่งยกระดับขีดความสามารถของธุรกิจไทยจากการนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้อย่างครบวงจร เป็นต้น” 

Global Market

ขยายการลงทุนต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยขยับจากระดับ Regional ไปสู่ระดับ Global โดยให้ความสำคัญกับพื้นที่ที่ Product ของ OR มีความใกล้เคียงกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคท้องถิ่นและต้องเป็นพื้นที่ที่มีประชากรสูง

เบื้องต้น OR สนใจที่จะเข้าไปลงทุนใน 3 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย จีน และอินโดนีเซีย โดยนำ Café Amazon และ PTT Lubricants เข้าไปทำตลาด โดยที่ผ่านมาเริ่มเข้าไปลงทุนในทางตอนใต้ของประเทศจีนแล้ว

คุณจิราพร กล่าวถึงโมเดลการขยายธุรกิจในต่างประเทศของ OR ว่าจะเป็นไปในลักษณะ Light Asset โดยจับมือกับพันธมิตรชาวท้องถิ่นและเน้นสัดส่วนร้านแฟรนไชส์ 80% ซึ่งนอกจากจะทำให้ขยายธุรกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้นแล้ว ยังทำให้แบรนด์เป็นที่ยอมรับและสร้างความผูกพันจากคนในท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี

OR Innovation 

แยกโครงสร้างการทำงานอย่างชัดเจนเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต โดยจัดตั้งทีม ORion เป็นพนักงานกลุ่มคนรุ่นใหม่เข้ามา สร้าง New S-Curve Business หรือคิดค้นกระบวนการทำงานที่เสริมประสิทธิภาพของแต่ละ Business Unit ของ OR โดยเฉพาะ

“ทีม ORion มีหน้าที่แสวงหาธุรกิจที่แก้ไขปัญหาให้กับสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม พัฒนาจนกระทั่งออกมาเป็น Product หรือกระบวนการทำงานใหม่ เมื่อทำสำเร็จแล้วสามารถที่จะสเกลอัพเป็นอีกหนึ่งบริษัทย่อยของ OR หรืออีกทางหนึ่งนำมาส่งมอบให้กับ Business Unit ของ OR และจะเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ OR ขยายธุรกิจออกนอก Comfort Zone ได้”

ตัวอย่างที่เข้าไปแก้ Pain Point ของสังคมชุมชนและสิ่งแวดล้อมจนประสบความสำเร็จมาแล้ว คือ “โครงการไทยเด็ด” โดยเข้าไปสร้างระบบการผลิต ระบบโลจิสติกส์ เพิ่มช่องทางการตลาดและประชาสัมพันธ์ให้กับวิสาหกิจชุมชน เพื่อร่วมสนับสนุนและผลักดันเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ปัจจุบันมีสินค้าไทยเด็ดที่อยู่ในโครงการกว่า 250 ผลิตภัณฑ์ วางจำหน่ายในพีทีที สเตชั่น กว่า 140 แห่ง

ในเวลาเดียวกัน OR ร่วมกับ 500 TukTuks ตั้งกองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) ในนาม ORZON Ventures มูลค่าการลงทุน 50 ล้านเหรียญสหรัฐ บริหารงานโดยกลุ่มบริษัท 500 TukTuks มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาและสนับสนุน Startup ใหม่ๆ ในระดับ Series A-B ที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมุ่งเน้นทั้งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ OR และธุรกิจใหม่ๆ ภายใต้กรอบ Mobility & Lifestyle อาทิ ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม การท่องเที่ยว สุขภาพ รวมไปถึง Digital Lifestyle ต่างๆ

“เรามองว่า OR มีความแข็งแกร่งด้านเงินทุน มี Ecosystem ที่พร้อม ในขณะที่ 500 TukTuks เป็นกองทุนที่ลงทุนในสตาร์ทอัพระดับ Top ของโลก มีโนว์ฮาวและเครือข่ายกระจายอยู่ทั่วโลก ส่วนกลุ่มบริษัท Startup เป็นกลุ่มคนไฟแรงเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ มีศักยภาพการใช้เทคโนโลยี และสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญมีจิตวิญญาณการเป็น    ผู้ประกอบการ เมื่อ 3 จุดแข็งเข้ามาผนวกกันก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสให้บริษัท Startup เติบโตไปได้อย่างรวดเร็วจนไต่ระดับขึ้นไปเป็น     ยูนิคอร์น ซึ่งเราตั้งเป้าหมายว่าภายใน 10 ปีนี้  ORZON Ventures จะเข้าร่วมทุนกับ Startup 15-30 ราย”

People + Planet + Prosperity = 3Ps Grow Together

ปีที่ผ่านมา OR ตั้งเป้างบลงทุนในช่วงระยะเวลา 5 ปี (2564-2568) อยู่ที่ประมาณ 74,600 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นสัดส่วนการลงทุนของธุรกิจน้ำมัน 34% ธุรกิจ ค้าปลีก 29% ธุรกิจในต่างประเทศ 22% และธุรกิจ New S-Curve 15%

“การลงทุนในสัดส่วนดังกล่าวจะทำให้อีก 5 ปีข้างหน้า OR จะก้าวสู่ธุรกิจที่ Beyond Fuel เต็มตัว เพราะปัจจุบัน EBTDA ในส่วนธุรกิจน้ำมันมีสัดส่วน 70% ธุรกิจค้าปลีก 25% และธุรกิจต่างประเทศ 5% เราคาดว่าเมื่อปรับพอร์ตการลงทุนใหม่แล้วจะทำให้ EBITDA ใน 5 ปีข้างหน้าเปลี่ยนไป โดยธุรกิจน้ำมันจะอยู่ที่ 55-60% ธุรกิจต่างประเทศจะขยับขึ้นเป็น 13% ส่วนที่เหลือจะเป็นธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจใหม่ แน่นอนว่าเราจะมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการมากกว่า 2.5 ล้านต่อวัน มาจากการขยาย Product มากขึ้นในแพลตฟอร์ม พีทีที สเตชั่น และจำนวนสาขาที่มากขึ้นเป็น 2,500 สาขา รวมถึง Café Amazon 5,300 สาขาภายใน 5 ปี”

สำหรับแผนการต่อยอดธุรกิจในอนาคต คุณจิราพร กล่าวว่า จะส่งเสริมการเติบโตของกลุ่มธุรกิจค้าปลีกครอบคลุมซัพพลายเชน บริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยี พัฒนาผู้ร่วมธุรกิจให้เติบโตด้วยเทคโนโลยี และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก พร้อมแสวงหาโอกาสเชิงกลยุทธ์ในการเข้าเป็นหุ้น ส่วนกับผู้ประกอบธุรกิจเครือร้านอาหารสำหรับครอบครัวและร้านอาหารจานด่วน เปิดแนวคิด Cloud Kitchen ร่วมกับ LINE MAN Wongnai

อย่างไรก็ดี การปรับสัดส่วนดังกล่าวเท่ากับเป็นการตอกย้ำถึงนโยบายการให้ความสำคัญกับการเติบโตใน Triple Bottom Line นั่นคือ People Planet Prosperity ที่จะเติบโตไปพร้อมกัน โดยเชื่อว่าการโฟกัสไปที่ People และ Planet ย่อมทำให้เกิด Prosperity ตามมานั่นเอง

“OR เป็นแบรนด์แรกของประเทศไทยที่ให้ความสำคัญกับ Triple Bottom Line - People Planet Prosperity โดยเข้าลงทุนกับพันธมิตรและไม่เข้าไปครอบงำกิจการ แต่เปิดกว้างทุกกลุ่มให้เข้ามาทำธุรกิจแบบเติบโตร่วมกันกับเรา เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนในทุกพื้นที่ที่ OR เข้าไปดำเนินธุรกิจ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง แต่เน้นสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจ และสร้างความเติบโตในระยะยาว”

คุณจิราพร กล่าวว่า OR มีการกำหนด KPI ทั้ง 3 ด้านอย่างชัดเจนภายในปี 2573 แบ่งเป็น

  • People วางเป้าหมายที่จะทำให้ 15,000 ชุมชน 12 ล้านคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
  • Planet วางเป้าหมายลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมลง 1/3 หรือมากกว่า 33% เช่น ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการปล่อยของเสีย และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและเพิ่มการใช้พลังงานสะอา
  • Prosperity วางเป้าหมายให้คู่ค้า พันธมิตร และผู้คนที่ทำธุรกิจใน Value Chain ของ OR มากกว่า 1 ล้านรายมีกำไรและเติบโตไปกับ OR

“จากแผนการทำงานทั้งหมดย่อมชี้ให้เห็นทิศทางการรักษาความเป็นผู้นำตลาดในอีก 5 ปีข้างหน้าของเรา แต่ที่สำคัญมากกว่านั้นคือการวางบทบาทการเป็นผู้นำตลาดในการเข้าไปสนับสนุนพันธมิตร โดยใช้ประสบการณ์และศักยภาพของเราที่มีอยู่เข้าไปช่วยสนับสนุนในทุกๆ มิติ”

หากเปรียบ OR ในวันนี้เป็นประตูแห่งโอกาสก็จะเห็นว่าประตูบานนี้กว้างใหญ่มากแค่ไหน ทั้งยังเป็นลมใต้ปีกคอยส่งให้สังคมชุมชนเติบโตและไปได้ไกลขึ้นกว่าเดิม

Retail

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.