3,788
VIEWS

4 เรื่องต้องรู้ เมื่อ CPN ลุยปั้นโครงการที่อยู่อาศัย เสริมแกร่งให้ค้าปลีกกลุ่มเซ็นทรัล

Dec 10, 2021 R.Somboon

การมีเป้าหมายชัดเจนในการเพิ่มสัดส่วนรายได้จากพอร์ตพัฒนาที่ดินที่เป็นโครงการที่อยู่อาศัยทั้งแนวราบและแนวตั้งของเซ็นทรัลพัฒนา หรือซีพีเอ็น ผู้พัฒนาที่ดินเพื่อการค้าปลีกรายใหญ่สุดของบ้านเราที่อยู่ในเครือของกลุ่มเซ็นทรัลว่า จะมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจนี้เพิ่มขึ้นเป็น 15% ภายใน 3 – 5 ปีถัดจากนี้ไป

ทำให้ เม็ดเงินถูกหว่านลงมาเพื่อพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบของที่อยู่อาศัยโดยในปี 2565นี้ เตรียมใช้งบราว 2,000-3,000 ล้านบาท (ไม่รวมที่ดิน) พัฒนาที่อยู่อาศัย 6 โครงการ เป็นคอนโดมีเนียม 4 โครงการ และบ้านจัดสรร 2 โครงการ โดยโครงการที่อยู่อาศัยในรูปแบบต่างๆ นี้จะถูกพัฒนาโดย “บริษัท ซีพีเอ็น เรซซิเด้นซ์ จำกัด” โดยมี CPN ถือหุ้นอยู่ 100%

ร.อ.กรี เดชชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในส่วนของฝ่ายพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย ยังคงยึดหลักการพัฒนาโครงการที่ไปคู่กับศูนย์การค้า หากทำเลหรือพื้นที่มีศักยภาพมากๆ จะมีการพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรด้วย

“กลยุทธ์สำคัญในการดำเนินธุรกิจพัฒนาที่ดินเพื่อการอาศัยของเรานั้น จะมีการวางเป้าหมายพัฒนาโครงการให้สอดคล้องไปกับธุรกิจหลักอย่างศูนย์การค้า และมิกซ์ยูสโปรเจกต์ ที่จะเข้าไปเป็นแลนด์มาร์กใหม่ศูนย์กลางการใช้ชีวิต หรือ Center of Life ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ชูอัตลักษณ์ของจังหวัด และต้องเป็นมิตรกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม”

ที่ผ่านมา เซ็นทรัลพัฒนามีการลงทุนทำโครงการที่อยู่อาศัยไปแล้ว 19 โครงการ ส่วนโครงการที่ 20 กำลังดำเนินการอยู่ภายใต้แบรนด์เอสเซ็นท์ วิลล์ อยุธยา ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้าง จะมีทั้งหมด 2 อาคาร เฉลี่ยลงทุน 500 ล้านบาท/อาคาร (ไม่รวมที่ดิน) คาดว่าจะใช้เวลา 2 ปีจึงจะแล้วเสร็จ ซึ่งจะเข้ามาเติมเต็มให้ศูนย์การค้าเซ็นทรัล อยุธยา มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้นในฐานะของการเป็นโครงการมิกซ์ยูสที่ประกอบไปด้วยศูนย์การค้า คอนโดมิเนียม โรงแรม และห้องคอนเวนชั่น ฮอลล์

สิ่งที่น่าสนใจก็คือการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นโครงการที่อยู่อาศัยของซีพีเอ็นนั้น ส่วนหนึ่งจะอาศัยจุดแข็งของการอยู่ในธุรกิจค้าปลีกมานานเข้ามาเป็นตัวช่วยสนับสนุน โดยเฉพาะการทำโครงการศูนย์การค้าที่เปิดทั่วประเทศไปแล้วถึง 35 ศูนย์ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เป็นตัวช่วยเร่งกระตุ้นในเรื่องของการสร้างความเจริญ และช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับโครงการที่ทำโดยโครงการที่ทำภายใต้แบรนด์ “เอสเซ็นท์ วิลล์” พัฒนามาแล้ว 12 โครงการ ใน 8 จังหวัด ส่วนใหญ่ขายหมดในครึ่งปี แต่จากสถานการณ์โควิดเกิดขึ้น ระยะการขายน่าจะยืดออกไปเป็น 1 ปี สำหรับ เอสเซ็นท์ วิลล์ อยุธยา ถือเป็นไฮเอนด์คอนโดมิเนียมที่ตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มเดียวกับศูนย์การค้าเซ็นทรัล ที่มีกำลังซื้อสูง และกลุ่มข้าราชการระดับสูงของจังหวัด ที่มองเป็นการลงทุน โดยซื้อเป็นที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 สัดส่วน 80% และซื้อเป็นบ้านหลังแรก 20%

ในทางกลับกัน การลงทุนทำโครงการที่อยู่อาศัยของซีพีเอ็นนั้น นอกจากการมองเห็นโอกาสในการขยายฐานการเติบโตของธุรกิจในเครือที่มีทั้งการพัฒนาที่ดินเพื่อการค้าปลีก และการทำในส่วนของโรงแรม ไปสู่การสร้างขาธุรกิจที่แข็งแกร่งในส่วนที่เป็นโครงการที่อยู่อาศัย ซึ่งจะเข้ามาช่วยสร้างการเติบโตแบบยั่งยืนในระยะยาวอีกด้วย

หากมองเข้ามาที่ปัจจัยสนับสนุนในการเทน้ำหนักมาที่การทำโครงการอสังหาริมทรัพย์มากขึ้นนั้น ไล่เรียงดูแล้ว จะมาจาก 4 ปัจจัยสำคัญ คือ

1.การลงทุนในส่วนดังกล่าว เข้ามาช่วยทำให้โครงการในลักษณะ “มิกซ์ยูส” มีความสมบูรณ์แบบมากขึ้น โดย “มิกซ์ยูส” ยังคงเป็นเทรนด์ของการพัฒนาที่ดินในทั่วโลก เพราะนอกจากจะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคแล้ว มิกซ์ยูสยังเข้ามาช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโครงการที่ลงทุนอีกด้วย ทำให้เราได้เห็นการลงทุนของผู้ประกอบการรายใหญ่ๆ ในตลาดที่เทมาที่การทำโครงการ “มิกซ์ยูส” ที่เป็นการผสมผสานระหว่างอาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า โรงแรมขนาดใหญ่ และเรสซิเดนเชียล หรือโครงการที่พักอาศัย

การพัฒนาโครงการในลักษณะของมิกซ์ยูส จึงกลายเป็นกลยุทธ์หลักของการทำโครงการศูนย์การค้าของเซ็นทรัลพัฒนา โดยศูนย์การค้าทั้ง 35 แห่งที่รวมเซ็นทรัลอยุธยามีตัวเลขของโครงการที่เป็นมิกซ์ยูสเกินกว่า 10 แห่ง ซึ่งบางโครงการที่มีพื้นที่มากพอจะมีการปรับให้เป็นมิกซ์ยูสในกรณีที่ยังไม่มี โดยโครงการที่อยู่อาศัยจะเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการเติมเต็มในเรื่องที่ว่านี้

2.นอกจากโครงการของซีพีเอ็นแล้ว ยังมีการมองถึงการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการทำโครงการศูนย์การค้าภายใต้แบรนด์โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ ซึ่งเป็นศูนย์การค้าขนาดกลางที่บริหารโดยบริษัทในเครือของกลุ่มเซ็นทรัลอย่าง ซีอาร์ซี หรือเซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น ซึ่งจะเข้ามาช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้กับโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ ให้ก้าวขึ้นไปเป็นศูนย์การค้า “มิกซ์ยูส” อีกแบรนด์ของกลุ่มเซ็นทรัล

3.ไม่เพียงเท่านั้น การมีแบล็กอัพที่แข็งแกร่งจากธุรกิจในเครือของกลุ่มเซ็นทรัล อย่างแพล็ตฟอร์ม เดอะวัน ซึ่งทำหน้าที่เป็นแพล็ตฟอร์มลอยัลตี้ โปรแกรม และบิ๊กดาต้า จะเข้ามาช่วยสนับสนุนการทำโครงการที่อยู่อาศัยของซีพีเอ็นได้เป็นอย่างดี โดยนอกจากข้อมูลที่เป็นดาต้าของลูกค้าที่สามารถนำมาวิเคราะห์ในการทำโครงการแต่ละโครงการได้แล้ว ยังสามารถ Synergy เพื่อช่วยเพิ่มพลังในการทำตลาดได้อีกด้วย

ตัวอย่างในเรื่องนี้ก็คือการเปิดตัวโครงการ เอสเซนท์ วิลล์ อยุธยา โดยได้สิทธิประโยชน์ระดับลูกบ้านเซ็นทรัลแบบที่โครงการอื่นให้ไม่ได้ จากกลุ่มเซ็นทรัล และเดอะ วัน สำหรับลูกค้า 50 ห้องแรก ที่จองและทำสัญญา ตั้งแต่วันนี้ถึง 5 ธ.ค. รับสิทธิอัพเกรดทันทีสู่การเป็นสมาชิก The 1 Exclusive เพื่อสัมผัสประสบการณ์เหนือระดับ

นอกจากนี้ ลูกค้าทุกๆ ห้อง ยังจะได้รับคะแนน เดอะ วัน x 3 เท่า เมื่อจองโครงการ (เงินจอง-เงินทำสัญญา-เงินผ่อนดาวน์ทุกงวด) และสมาชิกเดอะ วัน 100 ห้องแรก รับส่วนลด On top สูงสุด 10,000 บาท ซึ่งไม่มีที่ไหนทำให้ลูกค้า และ Customer-centric ได้ในระดับนี้ และยังมีสิทธิพิเศษและบริการอื่นๆ อีกมากมาย จากร้านค้าชั้นนำในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ป

4.การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่ส่วนหนึ่งเน้นไปที่ต่างจังหวัดตามการลงทุนทำโครงการศูนย์การค้าของเซ็นทรัลพัฒนา ยังเป็นการเข้าถึงช่องว่างของตลาดที่ยังไม่มีรายใดเข้าไปทำโครงการระดับบนเท่าไรนัก ทำให้หลายโครงการที่เปิดตัวมาประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

ถือเป็นการรุกตลาดที่น่าจับตามองไม่น้อยทีเดียว...

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.