วิจัยกรุงศรีคาดปี 2022 เศรษฐกิจไทยโต 3.7%

Nov 30, 2021 BrandAge Team

วิจัยกรุงศรีประเมินเศรษฐกิจไทยเริ่มก้าวสู่เส้นทางการฟื้นตัวแม้ยังมีความไม่เท่าเทียมกัน โดยคาดว่า GDP ปี 2564 และปี 2565 จะขยายตัวอยู่ที่ 1.2% และ 3.7% เหตุผลเพราะกิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทยมีแนวโน้มกลับสู่ระดับ ก่อนการระบาดในช่วงครึ่งหลังปี 2565 โดยเศรษฐกิจในปี 2564 คาดว่าจะขยายตัว 1.2% (เดิมคาด 0.6%) จากการฟื้นตัว ของเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้าย ที่คาดว่าจะกลับมาเติบโตได้ราว 1.5% QoQ (จาก -1.1% ในไตรมาส 3) หรือ +0.8% YoY

ทั้งนี้ปัจจัยหนุนมาจากการปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศตามการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาด และความคืบหน้าของการฉีดวัคซีนที่เร่งขึ้น ผนวกกับมาตรการภาครัฐเพื่อสนับสนุนการใช้จ่าย และท่องเที่ยวในประเทศ รวมถึงการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว

อีกทั้งการส่งออกยังเติบโตดีต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของอุปสงค์ประเทศคู่ค้า และการผ่อนคลายลงของภาวะ ชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค ส่งผลให้การส่งออกในปีนี้คาดว่าจะขยายตัวสูงที่ 16.5% (เดิมคาด 15.0%)

สำหรับปี 2565 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตต่อเนื่องที่ 3.7% (เดิมคาด 3.0%) และมีแนวโน้มที่ GDP จะกลับ มาอยู่ในระดับก่อนเกิดการระบาดได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 

การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มปรับดีขึ้นแต่การฟื้นตัวยังมีความแตกต่าง คาดว่าในปี 2565 จะเติบโตราว 3.6% จากการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ ตามการผ่อนคลายมาตรการควบคุม การฉีดวัคซีนที่เพิ่ม มากขึ้น และมาตรการภาครัฐที่อาจเป็นปัจจัยหนุนในระยะสั้น แต่การใช้จ่ายอาจขยายตัวได้จำกัดเนื่องจากยังมีความ เปราะบางในตลาดแรงงาน และคาดว่าค่าจ้างเฉลี่ยโดยรวมในปี 2565 จะเพิ่มขึ้น แต่ยังอยู่ต่ำกว่าระดับก่อนเกิดการ ระบาด

จุดที่น่าสังเกต คือการฟื้นตัวจะยังไม่กระจายไปในทุกพื้นที่ ทุกกลุ่มรายได้ และทุกสาขา ซึ่งจะส่งผลต่อค่าจ้าง และการใช้จ่ายของแรงงานในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักจากวิกฤตการระบาด โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับภาค ท่องเที่ยว           ด้านภาคส่งออกแม้จะชะลอลงบ้างแต่คาดว่ายังเติบโตได้ 5.0% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ที่ขยายตัว 2.9% แรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกหลังจากมีการฉีดวัคซีนอย่างกว้างขวางมากขึ้น กอปรกับผล บวกจากการรวมกลุ่มระหว่างประเทศภายในภูมิภาคเดียวกัน โดยเฉพาะ RCEP มีผลบังคับใช้ต้นปี 2565 จากผลการ ศึกษาของ ADB ประเมินว่า RCEP จะช่วยหนุนให้มูลค่าส่งออกของไทยเพิ่มขึ้น 4.9% ภายในปี 2573 ซึ่งแม้เป็นรองญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ แต่สูงสุดเมื่อเทียบในกลุ่มอาเซียน

 

ขณะเดียวกันการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าเติบโตดีขึ้นเป็น 4.6% จากการฟื้นตัวของอุปสงค์ทั้งในและต่าง ประเทศ จะช่วยหนุนให้เกิดวัฏจักรขาขึ้นของการลงทุน เพื่อตอบสนองความต้องการในชีวิตแบบ New Normal และการ ก้าวไปสู่โลกดิจิทัลมากขึ้น สอดคล้องกับสัญญาณเชิงบวกจากเงินลงทุนสุทธิโดยตรงจากต่างประเทศที่ไหลเข้าไทย เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 มีมูลค่าสูงกว่าทั้งปี 2562 (ช่วงก่อนเกิดการระบาด) นอกจากนี้ การเร่งรัดโครงการ ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะช่วยเหนี่ยวนำให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จะมี รูปแบบเป็นการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน

อย่างไรก็ตาม ภาคท่องเที่ยวยังมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างช้าๆ แม้ไทยจะมีนโยบายเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่าง ชาติกว่า 60 ประเทศแบบไม่ต้องกักตัวมาตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน 2564 แต่การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจยัง มีข้อจำกัดเนื่องจากสถานการณ์การระบาดที่ยังมีความไม่แน่นอน ส่งผลให้หลายประเทศที่เป็นตลาดนักท่องเที่ยวที่ สำคัญของไทยยังมีมาตรการคุมเข้มการเดินทางระหว่างประเทศอยู่ ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2565 คาดว่า จะอยู่ที่ 7.5 ล้านคน และกว่าจะกลับมาสู่ระดับก่อนเกิดการระบาดได้ที่ 40 ล้านคน อาจต้องใช้เวลาถึงปี 2568 ขณะที่การ ท่องเที่ยวในประเทศคาดว่าจะสามารถกลับสู่ระดับก่อนเกิดการระบาดได้เร็วกว่าคือในปี 2567 ที่ 160 ล้านทริป จากปี 2565 ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ 90 ล้านทริป

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.