7,428
VIEWS

“โอสถสภา” Win Today + Win Tomorrow พาองค์กรเข้มแข็งยืนยาวมากกว่าศตวรรษ

Dec 16, 2021 -None-

ในฐานะผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคเจ้าแรกๆ ของเมืองไทย ทั้งยังอยู่เคียงข้างผู้บริโภคมานานถึง 130 ปี “โอสถสภา” ยังคงทำหน้าที่พัฒนาและนำนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่สู่สังคมและประเทศไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จึงไม่แปลกใจว่าทำไมโอสถสภาจึงเป็นบริษัทในกลุ่มพาณิชย์ที่ผู้บริโภคชื่นชอบมากที่สุดจากผลการสำรวจ Thailand’s Most Admired Company ประจำปี 2021 ของนิตยสาร BrandAge ที่สำคัญจากผลสำรวจยังมีดัชนีชี้ชัดว่าโอสถสภาได้รับคะแนนสูงสุดใน 3 ปัจจัย ประกอบด้วย Corporate Image, Innovation และ Business Performance

 

คุณวรรณิภา ภักดีบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การปรับเปลี่ยนองค์กรให้ยืดหยุ่น (Agility) ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้องค์กรมีศักยภาพในการดำเนินงานได้เป็นอย่างดี กระทั่งส่งผลให้ Corporate Image, Innovation และ Business Performance มีคะแนนสูงสุดเมื่อเทียบกับองค์กรอื่น

“การทำงานอย่างรวดเร็ว ยืดหยุ่นคล่องตัว ประกอบกับการพัฒนาด้าน R&D อย่างต่อเนื่อง เน้นการศึกษา Consumer Insight และการใช้เทคโนโลยีมาพัฒนาศักยภาพจาก Big Data ทำให้เราสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ (Innovation) เพื่อผู้บริโภคได้มากมายและรวดเร็ว อาทิ ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสูตรสมุนไพรอย่าง เอ็ม-150 กระชายดำ, โสมอินซัม และฉลาม ผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล เช่น เบบี้มายด์ สูตรออร์แกนิกส์ และกลิ่นลาเวนเดอร์ที่ช่วยให้หลับสบาย”

คุณวรรณิภา มอง Innovation ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเฉพาะการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ เท่านั้น แต่ยังรวมถึง Innovation ของกระบวนการทำงาน Innovation ของพนักงานแต่ละคน โดยเทคนิคที่สำคัญในการสร้าง Innovation คือการสร้างองค์กรให้เป็น Learning Organization ต้องสร้างวัฒนธรรมในการ Upskill & Reskill การไม่หยุดเรียนรู้คือพื้นฐานที่สำคัญที่จะทำให้ก้าวทันโลก ก้าวทันพฤติกรรมผู้บริโภค ปรับเปลี่ยน Mindset พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงมากกว่าการติดอยู่กับวิธีทำงานแบบเดิมพร้อมกับการสื่อสารให้พนักงานทราบถึงเป้าหมายการดำเนินงานอย่างชัดเจน พร้อมใช้เทคโนโลยีช่วยสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพได้

สำหรับด้านความสามารถในการดำเนินธุรกิจ (Business Performance) นั้น โอสถสภาอาศัยความเข้มแข็งของทีมงานและความยืดหยุ่นเข้ามาช่วยเพิ่ม Efficiency การปรับตัวรับมือและเปลี่ยนอุปสรรคต่างๆ ให้เป็นความท้าทายจนเอาชนะวิกฤตต่างๆ ได้ แม้ต้องเผชิญกับสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 แต่การวางแผนรับมือล่วงหน้าและการทำงานอย่างยืดหยุ่นทำให้สามารถจัดส่งของได้อย่างต่อเนื่อง ไม่กระทบต่อยอดขาย Business Performance ยังเกิดจากความแข็งแกร่งของเครือข่ายการจัดจำหน่าย การให้ความสำคัญกับทรัพยากรบุคคล และการบริหารจัดการอย่างครอบคลุมทั้ง Value Chain (เช่น Suppliers, Customers, Community)

“ปัญหาสำคัญของสถานการณ์โควิด-19 คือความไม่แน่นอน และมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้ต้องตัดสินใจเร็ว ต้องรู้จักจัดการสถานการณ์หน้างาน คิดนอกกรอบ ไม่ยึดอยู่กับวิธีแบบเดิม และต้องมีการร่วมมือร่วมใจกันของทุกแผนก พนักงานเองก็ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ร่วมส่งไอเดียลดค่าใช้จ่าย เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เพิ่มรายได้กำไร ร่วมกับแคมเปญ Winning in Crisis ที่บริษัทจัดขึ้น รวมพันกว่าไอเดีย ในส่วนของกลยุทธ์ที่ใช้รับมือกับโควิด -19 คือสร้าง Engagement กับพนักงานให้มากที่สุด และสื่อสารทิศทางเป้าหมายให้ชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงที่ WFH ส่วนการดำเนินธุรกิจนั้นใช้กลยุทธ์ Win Today และ Win Tomorrow เมื่อเราเอาชนะอุปสรรคเหล่านี้ได้ นอกจากจะทำให้องค์กรแข็งแกร่งกว่าเดิมแล้ว เรายังค้นพบศักยภาพที่ซ่อนอยู่ ยกตัวอย่างเช่น แม้เราจะเป็นองค์กรขนาดใหญ่แต่สามารถออกผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างเจลแอลกอฮอล์ล้างมือได้ภายใน 4 สัปดาห์”

อย่างไรก็ดี ในรอบปีที่ผ่านมา บริษัทมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาต่อยอดแคมเปญการตลาด เช่น นำ Big Data ที่ได้จากกิจกรรมมาพัฒนารูปแบบแคมเปญและของรางวัลให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในลอยัลตี้โปรแกรมชื่อแต้มเอ็มของเอ็ม-150 ซึ่งเป็น Flagship Brand และเป็นเครื่องดื่มบำรุงกำลังอันดับ 1 ของประเทศ รวมถึงจับมือกับพันธมิตรเพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ และเป็นการนำจุดแข็งของโอสถสภาและพันธมิตรมาสร้างโอกาสทางธุรกิจร่วมกัน เพื่อตอบสนองความต้องการด้านใหม่ๆ แก่ผู้บริโภคและขยายไปสู่ตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโต อาทิ การจับมือกับ  SCG  ออกแคมเปญ “ฮึดสู้อย่างเสือ หัวใจเกินร้อย” การจับมือกับยูโรเปี้ยนฟู้ดออกปีโป้ รสเอ็ม-150  การจับมือกับ  SCB  ออกประกันภัยให้แก่สมาชิกแต้มเอ็ม การออกโปรโมชั่นร่วมกับปตท. และเอสโซ่ เป็นต้น

สำหรับภาพรวมการทำงานในปี 2565 คุณวรรณิภา คาดการณ์ว่าสถานการณ์โควิด-19 จะคลี่คลาย และสภาวะตลาดเริ่มฟื้นตัวกลับมาสู่สถานการณ์ปกติอีกครั้ง ดังนั้นโอสถสภาจึงเตรียมแผนการพร้อมอยู่ตลอดเวลา เพราะเมื่อสถานการณ์โควิด-19 เริ่มดีขึ้น บรรยากาศการบริโภคจะเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว หากใครเตรียมพร้อมย่อมได้เปรียบ

“สำหรับโอสถสภานั้นได้มีการวางกลยุทธ์  Win Today และ Win Tomorrow ไว้อย่างชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้มีความพร้อมและสามารถตอบรับสภาวะการฟื้นตัวของตลาดได้อย่างทันที สำหรับกลยุทธ์ Win Tomorrow นั้นมีเป้าหมายในการปรับ Ecosystem ขององค์กรให้พร้อมรับมือกับโอกาสและความท้าทายในอนาคต โดยสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์เทรนด์ใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น Health & Well-being, Aging Population, พฤติกรรมใหม่ๆ ของผู้บริโภค เช่น พฤติกรรมของ Gen ใหม่ๆ (Gen x, Gen y, Gen Z, Gen Alpha) และการอยู่บ้านมากขึ้น มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีมาต่อยอดเครือข่ายการขายให้แข็งแรงมากขึ้น เน้นศึกษาเรื่อง Data กับ Analytic เอา Data มาช่วยในการตัดสินใจ ปรับการทำงานให้มี Efficiency มากขึ้น เร็วขึ้น ต้นทุนลดลง โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาช่วยปรับ มองหา Inorganic Growth เพื่อต่อยอดธุรกิจ เพิ่มศักยภาพ ลดต้นทุน เช่น ลงทุนใน Startup ด้านเทคโนโลยี ลงทุนกับยันฮี หรือในอนาคตอาจจะสร้าง Collaboration ด้าน Supply Chain กับองค์กรอื่น มองหาพาร์ทเนอร์ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโตให้กับบริษัท”

แน่นอนว่าเมื่อสองวิธีการทำงานนี้มาผนวกกันย่อมส่งผลต่อภาพลักษณ์ขององค์กร (Corporate Image) โดยเฉพาะภาพลักษณ์ด้านความทันสมัย สร้างสรรค์ น่าเชื่อถือ และมีความมั่นคง และมากไปกว่านั้น การดำเนินธุรกิจเคียงข้างคนไทยมาเป็นเวลายาวนานโดยครบรอบ 130 ปีในปีนี้ สะท้อนให้เห็นว่าโอสถสภายังเป็นองค์กรที่คำนึงถึงการสร้างผลตอบแทนของธุรกิจในระยะยาวอีกด้วย

“ตลอดระยะเวลาการดำเนินธุรกิจนั้น โอสถสภาดำเนินธุรกิจควบคู่กับการคืนกำไรให้สังคม ซึ่งเป็นดีเอ็นเอของโอสถสภา และดีเอ็นเอดังกล่าวได้ขยายต่อยอดมาสู่การบริหารงานภายใต้กรอบของความยั่งยืน เราตั้งเป้าหมายเพื่อบรรลุการเติบโตด้านผลกำไรในระยะยาว ร่วมสร้างอนาคตเพื่อคนรุ่นหลัง ไม่ได้วัดความสำเร็จทางธุรกิจเพียงกำไรสุทธิ”

ทั้งนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับผลตอบแทนที่สมดุลใน 3 ด้าน ซึ่งได้ถูกผนวกเข้ากับกลยุทธ์หลักขององค์กรในการวางรากฐานที่มั่นคงและสร้างการเติบโตทางธุรกิจให้มีความยืดหยุ่นและเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับความท้าทายและโอกาสใหม่ๆ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความผันผวนตามกลยุทธ์เสาหลัก 3 + 1 ได้แก่ 1) เสาหลักด้านธุรกิจ ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างการเติบโตแบบยั่งยืนให้กับธุรกิจของโอสถสภาและคู่ค้าที่อยู่ในห่วงโซ่คุณค่า 2) เสาหลักด้านสังคม ซึ่งมุ่งสร้างสุขภาพที่ดีให้กับผู้บริโภคผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ส่งเสริมพนักงานในองค์กรให้เติบโตไปพร้อมๆ กับการขยายตัวของธุรกิจ และสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนด้วยโครงการที่มุ่งพัฒนาและยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ให้กับคนในสังคม 3) เสาหลักด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งมุ่งมั่นลดผลกระทบจากกระบวนการผลิตและการบริโภคสินค้าที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อม และให้ความสำคัญกับบุคลากรในองค์กร (People) ซึ่งเป็นแกนสำคัญในการขับเคลื่อนแผนให้บรรลุตามเป้าประสงค์ที่วางไว้

ทั้งหมดนี้คือสิ่งสำคัญที่ทำให้ธุรกิจของโอสถสภายืนยาวมากกว่าศตวรรษ และครองใจผู้บริโภคมาอย่างยาวนาน ®

TMAC2021

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.