TMA ร่วมระดมสมองผู้นำความคิดนานาชาติ ในงาน Thailand Competitiveness Conference 2021

Nov 05, 2021 -None-

สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA)ได้จัดงานสัมมนาThailand Competitiveness Conference 2021:Creating Thailand Desirable Futureเพื่อร่วมเสนอแนะแนวทางยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในบริบทสังคม และสภาพแวดล้อมของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปหลังวิกฤติการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 โดยได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายสาขาจากประเทศไทยและนานาประเทศมาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ภายใต้หัวข้อ“Creating Thailand Desirable Future” : ร่วมสรรค์สร้างอนาคตประเทศไทยอย่างยั่งยืนใน 4 หัวข้อหลักคือ  1. ESG Leadership as competitive advantage , 2. Smart Agriculture 3. The Smart City opportunity for Thailand และ 4. People & Education

โดยจัดงานเป็น Virtual Conference ตามแนวทางการจัดงานของ TCEB  แบบGreen Seminar ที่ลดการใช้ทรัพยากร  รักษ์สิ่งแวดล้อมที่มุ่งเน้นความยั่งยืนให้สอดคล้องกับเป้าหมายการจัดงาน  และการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ

 

รัฐตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจกพร้อมพลิกโฉมสมรรถนะทางเศรษฐกิจ

นายสุพัฒนพงศ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้เกียรติกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง Creating Thailand Desirable Future” มีใจความว่า  “รัฐบาลมีเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกและลดคาร์บอนให้ได้ผลในปีค.ศ.2065 เพื่อมุ่งไปสู่การใช้ดิจิทัลและเทคโนโลยีให้เป็นรากฐานในการปรับประเทศไทยให้มีความทันสมัยมากขึ้น  ซึ่งจะช่วยดึงดูดการลงทุน เพิ่มความพร้อมของการศึกษาและงานวิจัยด้านอุตสาหกรรมไฟฟ้า  ส่วนอุตสาหกรรมดั้งเดิมจะยังคงเข้มแข็งมากขึ้นโดยเฉพาะการเกษตรสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปี 2565 เป็นต้นไปคือการพลิกโฉมสมรรถนะทางเศรษฐกิจด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าควบคู่กับพลังงานสะอาด ที่เพิ่มความยืดหยุ่นของสถานีประจุโดยสิ่งที่รัฐบาลทำได้คือ  การสร้างโอกาสให้ภาคเอกชนอย่างยั่งยืน”

การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน

Mr. Vincent Chin, Boston Consulting Group กล่าวว่า  “จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้รัฐบาลทุกประเทศ ต้องทุ่มเงินจำนวนมากเพื่อช่วยเหลือเยียวยาด้านเศรษฐกิจ ธุรกิจประชาชน  และเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนที่อาจรุนแรงขึ้น ซึ่งประเทศในยุโรปได้ผลักดันการพัฒนาด้านดิจิตัล หรือแนวคิดเศรษฐกิจที่ลดความเหลื่อมล้ำ (Inclusive Economy) มากขึ้น  เพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่สร้างความเท่าเทียมกันให้คนทุกชนชั้นในสังคม   โดยรัฐต้องคำนึงถึงความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ที่ดีของพลเมือง  สุขภาพ  การศึกษา และการสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ดี ไปพร้อมกัน   โดยเฉพาะประเทศไทยและประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะนี่คือ  ปัจจัยสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ”

นายวิโรจน์ นรารักษ์ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกล่าวว่า “การจัดอันดับความสามารถของประเทศไทยปี 2563 มีอันดับที่ลดลงนั้นมีผลกระทบมาจาก COVID-19  โดยเฉพาะตัวชี้วัดสมรรถนะทางเศรษฐกิจ ภาพการผลิตภาคเกษตรกร ภาคอุตสาหกรรม  และภาคบริการค่อนข้างต่ำ   โครงสร้างพื้นฐานด้านศึกษายังถือว่าเป็นจุดอ่อนของประเทศไทยสำหรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (ปี 2566-2569) มีทิศทางการพัฒนาไปสู่ความยั่งยืน เป้าหมายหลักคือภาคการเกษตร สถานบริการฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ระบบสาธารณสุขเทคโนโลยี การขับเคลื่อนธุรกิจ SMEsการลดก๊าซเรือนกระจก 15% และยกระดับการแข่งขันอย่างยั่งยืน”

นายธีระนันท์ ศรีหงส์  ประธานสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย  กล่าวว่า  “บริษัทสินทรัพย์ขนาดใหญ่ที่นำหลัก ESG มาเป็นแนวทางดำเนินธุรกิจมักจะได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้นในมิติต่าง ๆ  จากวิกฤติโควิด - 19 ทำให้ทุกบริษัทเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า  ไม่สามารถอยู่ได้โดยลำพัง  องค์กรจำเป็นต้องอยู่ในระบบนิเวศน์ที่ดี  มีส่วนร่วมในการส่งเสริมให้ระบบนิเวศน์อยู่ในสภาพที่มั่งคั่งและแข็งแรงเพียงพอการที่รัฐบาลให้ความสำคัญต่อเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว จึงมีความเหมาะสมอย่างยิ่ง  เพราะประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพมาก แต่มีปัญหาทางสิ่งแวดล้อมมากเนื่องจากพึ่งพาธุรกิจการท่องเที่ยว  จึงมีความจำเป็นต้องสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมชีวภาพเพื่อตอบสนองเศรษฐกิจหมุนเวียน   ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากต่อการลดปัญหามลภาวะ  ส่วนความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงการศึกษานั้น  อาจจะใช้เทคโนโลยีมาช่วยแก้ปัญหาได้  แต่ล้วนต้องได้รับการผลักดันด้วยงบประมาณ  และการตัดสินใจที่ชัดเจนของภาครัฐ  จะช่วยส่งสัญญาณให้ภาคเอกชนเข้ามาให้ความร่วมมือ  ซึ่งDigital Transformation จะทำให้การดำเนินการต่าง ๆ มีความโปร่งใสมากขึ้น”

 

 

เมื่อเผชิญกับความไม่แน่นอน จะขับเคลื่อนประชาชาติให้เติบโตอย่างไร 

Professor Arturo Bris, IMD World Competitiveness Center ชี้ว่า “ประเทศที่เป็นผู้นำด้านดิจิทัลของโลก เช่น ประเทศเดนมาร์คได้ผลักดัน Digital Transformation ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คน  และองค์กรทางธุรกิจจำนวนมากสามารถเข้าถึงระบบดิจิทัลได้อย่างแท้จริง ล้วนเกิดจากความร่วมมือของภาครัฐและภาคเอกชน”

ความยั่งยืนมีอิทธิพลต่อผู้บริโภคยุคใหม่

ในหัวข้อ “ESG Leadership as competitive advantage” ซึ่ง Dr.Hogel Ruble ,Boston Consulting Group กล่าวว่าSustainability หรือความยั่งยืนได้กลายเป็นแนวคิดของทุกภาคส่วนในการทำธุรกิจที่กลายเป็นกระแสสำคัญระดับโลก ซึ่งช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และทำให้เกิดโมเดลทางธุรกิจใหม่ ๆ ที่ช่วยลดการใช้พลังงาน ลดค่าใช้จ่ายและดึงดูดความน่าสนใจให้บริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลสำรวจพบว่า ผู้บริโภคยินดีจ่ายในราคาสูงให้กับสินค้าที่ก่อมลพิษน้อยลง  ผลิตจากวัสดุรักษ์โลก เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และแม้แต่การว่าจ้างก็ยังอ้างอิงความยั่งยืน

คุณธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)  กล่าวถึงแรงจูงใจในการลงทุนเพื่อความยั่งยืนซึ่งเป็นที่มาของการสร้างมูลค่าธุรกิจที่เพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมานั้น เป็นเพราะวิสัยทัศน์ของบริษัทที่มุ่งมั่นสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจอาหารทะเลที่น่าเชื่อถือที่สุดของโลกตลอดจนใส่ใจดูแลและรักษาทรัพยากรต่างๆเพื่อรักษาให้คงไว้แก่คนรุ่นหลัง ในปี ค.ศ. 2014  ประเทศไทยได้ถูกโจมตีเรื่องความยั่งยืนของอาหารทะเล  และปีต่อมารายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ของสหรัฐอเมริกาได้ลดสถานประเทศไทยอยู่ในรายชื่อประเทศที่ต้องเฝ้าระวัง ซึ่งรัฐบาลไทยได้มีมาตรการดำเนินการบังคับใช้กฎหมาย และปฏิรูปเพื่อแก้ไขต้นตอของปัญหาจากการถูกปรับลดอันดับจากรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์     บริษัทจึงจัดทำกลยุทธ์และสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้าน เพื่อดึงความมั่นใจของตลาดกลับคืนมา  จนทำให้ได้รับการยอมรับว่า  เป็นบริษัทชั้นนำในแง่ของความยั่งยืนของอาหารทะเล   และได้รับการจัดอันดับที่ดีติดต่อกันหลายปีจากองค์กรระดับโลกด้านความยั่งยืน  นอกจากนั้นการที่องค์กรขนาดใหญ่ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ และประสบการณ์ ให้องค์กรขนาดเล็กกว่า  คือ  การร่วมกันสร้าง Capacity  ให้แก่บริษัทอื่นในห่วงโซ่คุณค่า  และ  SMEs  สามารถนำแนวทางของความยั่งยืนมาใช้ในการดำเนินธุรกิจได้อย่างแน่นอน  

 

การเกษตรรูปแบบใหม่ Smart Agriculture

Ms.Sushma Vasudevan,Boston Consulting Groupเผยว่า “ภาคการเกษตรสามารถนำดิจิทัลและเทคโนโลยีมาช่วยบริหารจัดการเชิงระบบนิเวศโดยภาครัฐต้องมีบทบาทหลัก เช่น กระทรวงเกษตรประเทศอินเดีย ได้จัดทำแอพลิเคชั่นและสร้างแพล็ตฟอร์มซื้อขายสินค้าเกษตรออนไลน์  ร่วมกับภาคเอกชนที่ช่วยจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ ทำให้เกษตรกรได้ร่วมกันแชร์ข้อมูลและวิธีการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ หากประเทศไทยให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศของภาคเกษตรกรรม จะช่วยส่งเสริมศักยภาพของเกษตรสมัยใหม่ได้”

คุณวสิษฐ  แต้ไพสิฐพงษ์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เครือเบทาโกร  กล่าวว่า  “ในฐานะบริษัททางการเกษตร  การทำ  Digital Transformation  คือการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรม 4.0  สำหรับเบทาโกร แบ่งออกเป็น 3 ระยะ  คือ ระยะที่ 1 การก้าวออกจากวิถีเดิมที่ปฏิบัติมาเป็นเวลา 40 ปีที่ต้องตัดสินใจไปสู่ระบบใหม่และบนฐานข้อมูลใหม่  ระยะที่ 2  Digital Transformation ซึ่งระบุหมวดหมู่และจัดลำดับความสำคัญที่เกี่ยวข้อง   และระยะที่ 3 Smart  Transformation  ที่เริ่มคำนึงถึงการใช้งานปัญญาประดิษฐ์   เทคโนโลยีการคาดการณ์ต่าง ๆ  รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการทำงานขององค์กรเพื่อให้ขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายได้  ปัจจุบันผู้บริโภคมีอิทธิพลมาก ลูกค้าเปลี่ยนจากรุ่นเก่ามาสู่รุ่นใหม่  การเป็นผู้นำอุตสาหกรรม  ควรเรียนรู้เส้นทางลูกค้าใหม่  และเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศของลูกค้า   ดังนั้น Digital Transformation จึงไม่เพียงแต่เปลี่ยนแปลงการทำงาน  แต่ต้องทำให้องค์กรสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมบนความเข้าใจในเส้นทางของลูกค้าด้วย”

คุณณัฏฐ์ ถุงทรัพย์ บริษัท Artificial Anything  กล่าวว่า “ เกษตรกรขนาดเล็กแบบเดิมมีข้อจำกัดมากคือแรงงานคนและเครื่องจักร  การสร้างชุมชนชาวนาด้วย  Digital transformationจึงสร้างโอกาสการกระจายอำนาจและบูรณาการด้านการตลาดเข้ากับกระบวนการผลิต  ทำให้เข้าถึงผู้บริโภคโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง  ซึ่งบริษัทขนาดใหญ่ไม่สามารถเข้ามาแบ่งส่วนแบ่งทางการตลาดตรงนี้ไปได้  เพราะสายการผลิตที่ไม่สามารถปรับได้ทัน  ความท้าทายคือ การนำแนวคิดไปใช้ในทางปฏิบัติ  ซึ่งผู้นำองค์กรมีส่วนอย่างมาก  หากนโยบายภาครัฐมองเกษตรกรในฐานะที่เท่าเทียม  ช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน  เป็นผู้จัดหาเทคโนโลยี   จัดเก็บข้อมูลองค์ความรู้  และฐานข้อมูลทางการเกษตรเพื่อเปิดให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้คือ  ปัจจัยความสำเร็จของการเดินทางร่วมกันไปสู่ดิจิทัลของประเทศไทย”

 

ย้ำการพัฒนาเมืองอัจฉริยะต้องพัฒนาเมืองเก่าให้มีจุดแข็งมากขึ้น

การบรรยายเรื่อง “การขับคลื่อนประเทศไทยให้เป็นเมืองอัจฉริยะเต็มรูปแบบ” โดย นายนิธิ ภัทรโชค กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจีและ ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ให้ความเห็นร่วมกันว่าเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart Cityต้องตอบโจทย์ของเมือง  ซึ่งกรุงเทพฯ ยังมีปัญหาหลายอย่าง เช่น Health & Hygiene และ Comfort &Convenience โดยเมืองท่องเที่ยวที่ดีต้องตอบโจทย์ของนักท่องเที่ยวนักเดินทางและผู้อยู่อาศัยในชุมชนได้พร้อมกันเพราะการย้ายเมืองเป็นเรื่องใหญ่ที่ใช้งบประมาณมากเราจะควรพัฒนาเมืองให้มีจุดแข็งมากขึ้นเช่น การเก็บขยะ สำหรับเมืองเล็กต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปจะคุ้มค่ากว่า โดยเริ่มต้นจากหมู่บ้าน เทศบาล ตำบล จนถึงระดับจังหวัด

 

การศึกษา กุญแจสำคัญสู่การยกระดับการแข่งขันในโลกอนาคต

ในหัวข้อ “People and Education” ได้รับเกียรติการบรรยายจาก ฯพณฯ ยูริ ยาร์วียาโฮ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฟินแลนด์ ประจำประเทศไทยกล่าวว่า “หัวใจสำคัญในการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาของประเทศฟินแลนด์คือ การให้ความเชื่อมั่น เชื่อถือ และให้อิสระการทำงานกับคุณครูในโรงเรียน ซึ่งผ่านการฝึกฝนอย่างดี มีคุณภาพและการศึกษาสูง  โดยทุกชุมชน ครูคือบุคลากรที่ได้รับความเชื่อถือให้ความเคารพมีเครือข่ายช่วยหลือกันระหว่างโรงเรียน  และสามารถสร้างสรรค์หลักสูตรที่เหมาะสมกับคนในท้องถิ่นได้ “

คุณเทวินทร์ วงศ์วาณิช กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้กล่าวเพิ่มเติมว่า“สำหรับประเทศไทยต้องมุ่งเน้นการกระจายอำนาจทางการศึกษาให้มากขึ้น เช่น การกระจายงบประมาณไปยังโรงเรียนท้องถิ่น เพิ่มอำนาจครูในระบบในการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงหลักสูตรวิธีการเรียนการสอนโดยคัดเลือกครูให้มีคุณภาพมากขึ้นการเพิ่มเงินเดือนค่าตอบแทนการปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ให้สอดคล้องกับในระบบเพราะการศึกษาคือรากฐานสำคัญของการสร้างโอกาสและการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ”

บทสรุปภาพรวมของการสร้างอนาคตในโลกของเศรษฐกิจและสังคมแบบใหม่

หัวข้อ “Shaping the Future of the new economy and society” Mr.Guillaume Hingel , World Economics Forum กล่าวว่า “โควิด-19 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้านเศรษฐกิจตลาดแรงงานโลกและการสร้างงานยุคใหม่  จากผลสำรวจ พบว่า ร้อยละ 84 ของบริษัทได้ปรับปรุงการทำงานให้มีรูปแบบเป็นดิจิทัลมากขึ้น มีการทำงานระยะไกล การทำงานที่บ้าน และการนำเครื่องจักรมาใช้แทนคน  การสูญเสียตำแหน่งงานจากการมาของเทคโนโลยี   ปัญหาแรงงานที่มีทักษะไม่เพียงพอในการทำงานจึงจำเป็นต้องเพิ่มพูนทักษะฯ ให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต ได้แก่ ทักษะคิดวิเคราะห์และนวัตกรรม ทักษะการแก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อน และทักษะการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติและกลยุทธ์   การทำให้ประชากรโลกทุกคนเข้าถึงโอกาสที่เท่าเทียมกัน  ต้องอาศัยความร่วมมือในการทำงานร่วมกันของภาครัฐและเอกชนเพื่อผลักดันความเจริญและการเติบโตของนวัตกรรมระดับชาติเพื่อสร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่แท้จริง”

สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.