4,963
VIEWS

ตลาดยาดม 4,500 ล้าน แม้ใช้ไม่เคยหมดหลอด แต่ก็มีแบรนด์ลอยัลตี้เหนียวแน่น

Aug 06, 2021 R.Somboon

ว่ากันว่า สินค้าประเภทยาดม ถือเป็น Must Have Item ที่เมื่อค้นในกระเป๋าถือแล้ว อาจจะเจอสินค้าตัวนี้ควบคู่ไปกับสินค้าตัวอื่นๆ อย่างลิปมัน แต่สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือ คนส่วนใหญ่มักจะใช้สินค้าตัวนี้แบบไม่หมดหลอด เพราะมันหายหรือลืมวางไว้จนหาไม่เจอ

ด้วยเหตุนี้ ตลาดยาดมจึงมีมูลค่าประมาณ 4,500 ล้านบาทต่อปีซึ่งเป็นตัวเลขที่ถูกประเมินโดย บริษัท เบอร์แทรม (1958) จำกัด ผู้ผลิตและทำตลาดผลิตภัณฑ์ยาดมเป๊ปเปอร์มินท์ ฟิลด์ และยาหม่องน้ำเซียงเพียงอิ๊ว โดยประเมินจากฐานประชากรคนไทยที่น่าจะใช้ยาดมกันไม่น้อยกว่า​ 10% และส่วนใหญ่จะซื้อกันมากกว่า 1 ชิ้น เพราะเป็นหนึ่งสินค้าที่หายบ่อย​ จึงประเมินด้วยตัวเลขขั้นต่ำที่คนละ 2 ชิ้น คำนวณกับราคาเฉลี่ยที่ราว 20-30 บาท ก็จะได้มูลค่าตลาดคร่าวๆ ได้ประมาณ 4,500 ล้านบาท

ไม่เพียงเท่านั้น การเติบโตของธุรกิจยาดม ไม่ได้ผลิตใช้กันแค่ในไทยเท่านั้น เพราะทุกวันนี้ ยาดมบ้านเรากลายเป็นไอเทมเด็ดที่นักท่องเที่ยวมาไทยต้องหอบหิ้วกลับไปเป็นของฝากอีกด้วย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ชื่นชอบเป็นพิเศษ แน่นอนว่าส่งผลให้อุตสาหกรรมยาดมของไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว

จากการสำรวจของ Nielsen ประเทศไทย พบว่า ประชากรราว 70 ล้านคน ใช้ยาดมอย่างน้อย 10% และใน 1 เดือนใช้อย่างน้อย 2 หลอด ซึ่งถ้าดูที่ตัวเลข Penetration Rate แล้ว พบว่า โอกาสที่ตลาดจะเติบโตมากกว่านี้มีไม่น้อย แต่ต้องขึ้นอยู่กับการทำตลาดเพื่อขยายฐานมายังกลุ่มคนรุ่นใหม่ๆ มากขึ้น

ที่ผ่านมา บริษัท เบอร์แทรม (1958) จำกัด เจ้าของแบรนด์ยาหม่องน้ำเซียงเพียว และยาดม เป๊ปเปอร์มิ้นท์ ฟิลด์ พยายามที่จะขยายฐานแบรนด์ยาดมของตัวเองเข้าไปหากลุ่มคนรุ่นใหม่ๆ โดยเป็นยาดมในกลุ่มอะโรเมติกส์รายแรกๆใน ตลาดที่โฟกัสกลุ่มเป้าหมาย เน้นสื่อสารกับกลุ่มคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมการออกแบบแพ็กเกจ และการโฟกัสช่องทางจำหน่ายจะแตกต่างจากตลาดที่คุ้นเคย

ช่วง 3 – 4 ปีก่อนหน้านั้น ก็มีการเปิดตัว  “ยาดมเป๊ปเปอร์มินท์ฟิลด์ แบล็คอินเฮเลอร์” เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ชายโดยเฉพาะโดยเน้นนวัตกรรม 3 More ได้แก่ More Cool, More Fresh และ More Safe เพื่อสะท้อนถึงความต่างจากยาดมในตลาดที่มีอยู่ และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง ที่สนใจด้านสุขภาเพ แฟชั่น ดนตรี เกม และไอเทมใหม่ๆ ด้วยแพ็กเกจสีดำ ที่ตอกย้ำภาพลักษณ์ให้มีความคูล เท่ สมาร์ท และกลิ่นที่เข้มกว่าเดิม โดยจำหน่ายหลอดละ 29 บาท

การขายในเรื่องของความแตกต่างนี้ ทำให้เป๊ปเปอร์มินท์ ฟิลด์ ก้าวขึ้นมาเป็น 1 ใน 2 แบรนด์หลักที่เป็นคนช่วยขับเคลื่อนตลาดยาดมให้มีสีสัน โดยเป๊ปเปอร์มินท์ฟิลด์ เป็นเบอร์ 2 ในตลาดที่มีส่วนแบ่งตลาดกว่า 10%

 

ขณะที่เบอร์ 1 ของตลาดคือโป๊ยเซียนของบริษัท โกลด์ มิ้นท์ โปรดักส์ จำกัด ที่จดทะเบียนบริษัทมาตั้งแต่ปี 2532 หลังจากที่มีฐานแรกเริ่มจากการทำธุรกิจนี้ในย่านเยาราช นอกจากจะมีแบรนด์โป๊ยเซียนแล้ว ยังมียาดม “พีเพ็กซ์” (PE-PAX) ซึ่งเป็นแบรนด์แรกที่ถูกส่งเข้ามาในตลาด จุดแข็งอย่างหนึ่งของโป๊ยเซียนก็คือ การพัฒนาสินค้าให้ออกมาในรูปแบบ 2 in 1 ที่ใช้ได้ทั้งดมและทาในหลอดเดียวกัน คือนอกจากสูดดมแล้ว ยังสามารถใช้ทาเพื่อบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะได้อีกด้วย ถือเป็นจุดขายที่กลายมาเป็นตัวช่วยสร้างภาพจำให้แบรนด์ได้อย่างเหนียวแน่น

แนวทางการทำตลาดของโป๊ยเซียน แทบจะไม่ต่างจากแบรนด์ผู้นำในกลุ่มสินค้าประเภทอื่นๆ เพราะผู้เล่นรายนี้มีการแตกไลน์สินค้าที่เกี่ยวเนื่องออกมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นยาดมตราโป๊ยเซียน ยาดมโป๊ยเซียนมาร์คทู (Mark II) พิมเสนน้ำตราโป๊ยเซียน (POY-SIAN) ยาหม่องผสมพญายอตราโป๊ยเซียน นอกจากนี้ยังมี ยาดมตราพีเพ็กซ์ (PE-PAX) และยาดมตราเพ็กซ์ (PAX) ที่เน้นทำตลาดต่างประเทศเป็นหลัก

การครองตลาดอย่างเหนียวแน่นของโป๊ยเซียนนั้น Nielsen ประเทศไทยเคยออกมาให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า ตลาดของยาหม่องและยาหม่องน้ำ และยาดม คนไทยจะซื้อเพียงไม่กี่ยี่ห้อ แล้วก็จะเลือกซื้อเพียงยี่ห้อที่มีชื่อเสียงเท่านั้น โดยมีพฤติกรรม การใช้ของผู้บริโภค คือใช้มานานจนติดกลิ่น ตลอดจนการใช้งานแล้วเห็นผล ทำให้ทั้ง 3 สมรภูมิ ต่างมีผู้นำตลาดที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง และครองเบอร์ 1 มาอย่างยาวนาน โดยยาหม่องแบบบาล์ม จะมียาหม่องตาถ้วยทองเป็นเบอร์ 1 ขณะที่ยาหม่องน้ำ มีเซียงเพียว ครองความเป็นผู้นำอย่างเหนียวแน่น เช่นเดียวกับตลาดยาดม ที่กว่า 70% จะเป็นแชร์ที่อยู่ในมือของยาดมโป๊ยเซียน

ด้วยเหตุผลที่สินค้าในกลุ่มนี้ เป็นสินค้าที่คุ้นเคยกับคนไทย แถมบ่อยครั้งที่ยาดมหายก่อนจะหมด ทำให้เกิดการซื้อต่อเนื่อง แน่นอนว่า ส่งผลทำให้สามารถการสร้างการเติบโตของยอดขายอย่างต่อเนื่องข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่ารายได้รวมของ บริษัท โกลด์ มิ้นท์ โปรดักส์ จำกัด ในปี 2562 อยู่ที่ 1,015.16 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 23.63% ที่มีรายได้อยู่ที่ 821.08 ล้านบาทขณะที่กำไรสุทธิของบริษัท ในปี 2562 อยู่ที่ 349.43 ล้านบาท สูงขึ้น 25.94% จากปีก่อนหน้าที่ได้กำไรสุทธิ 277.43 ล้านบาท

เป็นอีกตลาดที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว....

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.