“ฮาคูโฮโด” เผยโควิดฉุดดัชนีความสุขคนไทยในพื้นที่สีแดงเข้มถดถอย 2% พร้อมเปิดลิสต์การจับจ่ายคนไทยใน 4

Aug 04, 2021 -None-

สถาบันวิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโด อาเซียน (ประเทศไทย) ร่วมกับ บริษัท โซซิอัส จำกัดเผยผลสำรวจการคาดการณ์พฤติกรรมผู้บริโภคไทยประจำเดือนสิงหาคม 2564 พบว่าคนไทยมีความสุขลดลง ซึ่งมีผลกระทบมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในระลอกที่สี่ในขณะเดียวกันมีการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นสวนทางกับสภาวะเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองโดยส่วนใหญ่เน้นใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นรวมไปถึงการกักตุนอาหารเพื่อการดำรงชีพของตนเองและครอบครัวภายในบ้าน และวางแผนใช้จ่ายในช่วงเทศกาลวันแม่ สร้างความสุขเล็กๆน้อยๆ เพื่อลดความตึงเครียดจากข่าวสารเรื่องวัคซีนโควิด ซึ่งเป็นประเด็นข่าวอันดับต้นๆ ที่ผู้คนสนใจไม่น้อยไปกว่าข่าวการเมืองและสถานการณ์ความเป็นไปในสังคมที่เข้มข้นรวมถึงหาแนวทางในการปรับตัวและดำเนินชีวิตให้อยู่รอดในช่วงนี้

นางสาวชุติมา วิริยะมหากุล ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ สถาบันวิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโด อาเซียน (ประเทศไทย)เปิดเผยว่า ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19ที่รุนแรงมากขึ้นในขณะนี้ ส่งผลให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ต้องใช้ชีวิตอยู่บ้านเป็นหลักโดยเฉพาะในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเพิ่มความรู้และทักษะในการหารายได้จากออนไลน์มากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ซึ่งจากการสำรวจพบว่าสังคมไทยส่วนใหญ่มีความวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัดว่า คนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และในจังหวัดพื้นที่สีแดงเข้ม มีความสุขลดลง2% เมื่อเทียบจากผลสำรวจในช่วงเดือนมิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา โดยมีข้อบ่งชี้สำคัญเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคอยู่ 2ข้อ ได้แก่

1.วางแผนการใช้เงินให้เกิดประโยชน์ และพัฒนาความสามารถในการหารายได้คนไทยส่วนใหญ่ยังคงมีความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอย โดยเน้นซื้อของที่คิดว่าจำเป็นก่อน เช่น ของใช้ในชีวิตประจำวัน และเครื่องใช้ภายในบ้าน รวมไปถึงมีการวางแผนใช้จ่ายล่วงหน้าพร้อมรับมือกับสถานการณ์โควิด ที่สำคัญ​คือ มีการปรับตัวในการดำรงชีพ ด้วยการเพิ่มความรู้และทักษะในการหารายได้ โดยโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์​ ยังคงเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับทุกอาชีพในตอนนี้ เพื่อใช้ในการเรียนรู้สิ่งต่างๆจากออนไลน์ที่จะสามารถทำอะไรได้ด้วยตัวเองเพื่อความประหยัด

2. คนกรุงเทพเน้นการใช้จ่ายเพื่อใช้ชีวิตที่สะดวกในบ้าน ในขณะที่คนต่างจังหวัดอยากจับจ่ายนอกบ้านมากขึ้นถึงแม้จะมีความอัดอั้นตึงเครียดต่อเนื่อง แต่ก็ต้องการให้ชีวิตมีความสะดวกสบายเพิ่มขึ้น คนกรุงเทพและจังหวัดข้างเคียงจึงเน้นการซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกในบ้าน เช่น เครื่องนอนเครื่องใช้ไฟฟ้า ในขณะที่ภาคเหนือและภาคตะวันออก ผู้คนอยากออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการทานอาหารนอกบ้านกิจกรรมกลางแจ้งรวมไปถึงการท่องเที่ยว
เพราะสถานการณ์โควิดในภูมิภาคนั้นไม่รุนแรงเท่าอีกปัจจัยหนึ่งในการใช้จ่ายก็คือ เทศกาลวันแม่ นอกจากมีโอกาสพาแม่ไปทานอาหารแล้วผู้คนยังวางแผนซื้อกระเป๋า รองเท้า และเครื่องประดับเป็นของขวัญในวันแม่อีกด้วย

โดยมีข้อเสนอแนะสองส่วนคือ (1) การสื่อสารที่แตกต่างกันในพื้นที่เสี่ยง(โซนสีแดงเข้ม) เน้นสื่อสารแบบออนไลน์กับคนที่ต้องทำงานรวมถึงการเรียนออนไลน์ที่บ้าน ส่วนในพื้นที่ควบคุม (โซนสีแดง-สีเหลือง-สีส้ม-สีเขียว)เน้นการสื่อสารทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ให้เข้าถึงประชาชนที่ยังต้องเดินทางและใช้ชีวิตนอกบ้าน(2) เน้นการสื่อสาร แบบแบ่งแยกตามกลุ่มที่มีความสนใจเน้นกิจกรรมในที่พักอาศัย การพัฒนาทักษะใหม่ๆเพื่อพึ่งพาและเพิ่มรายได้ให้กับตนเอง ซึ่งแบรนด์ยังคงสามารถช่วยเพิ่มความสุขให้กับประชาชนที่ต้องกักตัวอยู่ที่บ้านได้

 

ทางด้าน นางสาวอานันท์ปภา ศิริวรรณผู้อำนวยการสายงานวางแผนกลยุทธ์บริษัท โซซิอัส จำกัดกล่าวว่า จากผลวิจัยในครั้งนี้ สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ ปัญหาปากท้องของประชาชนที่มองว่าไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไปและต้องปรับตัวอย่างมากเพื่ออยู่รอดเมื่อดูจากพฤติกรรมผู้บริโภคทั้งในกลุ่มเสี่ยง (พื้นที่สีแดงเข้ม) และกลุ่มพื้นที่เสี่ยงในต่างจังหวัด (พื้นที่ควบคุม)หากแบ่งตามภูมิภาคจะพบว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หลังจากภาครัฐประกาศล็อกดาวน์ทำให้ผู้คนต่างกลับภูมิลำเนาและวางแผนอยู่แบบระยะยาว ส่งผลให้มีแนวโน้มการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ทั้งนอกจากเครื่องอุปโภคบริโภคที่มากขึ้นแล้ว ยังรวมถึงค่าน้ำมันและยานพาหนะ และใช้จ่ายเกี่ยวกับที่พักอาศัยไม่ว่าจะเป็นการต่อเติมหรือตกแต่งบ้าน

หากจำแนกเป็นช่วงอายุ สำหรับวัย20-39 ปี พบว่ามีความต้องการซื้อผลิตภัณฑ์ที่รองรับในช่วง Work from home เช่นของตกแต่งบ้านและเฟอร์นิเจอร์ และในช่วงอายุ 50-59 ปี มีความต้องการสิ่งที่จำเป็นในชีวิตประจำวันเพื่อความสะดวกสบายและมีการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในเรื่องสุขภาพและความงามจากข้อมูลพบว่า5 กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่คนไทยใช้จ่ายมากที่สุดในช่วงสถานการณ์ล็อกดาวน์เป็นกลุ่มสินค้าที่เน้นอำนวยความสะดวกการใช้ชีวิตในบ้านเป็นหลัก ได้แก่

· อาหาร25%

· ของใช้เป็นในประจำวัน 17%

· โทรศัพท์มือถือและสมาร์ทโฟน 11%

· อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และแท็บเล็ต6%

· เสื้อผ้าและเครื่องประดับ5%

 

นางสาวอรุณโรจน์ เหล่าเจริญวงศ์รองผู้อำนวยการสายงานวางแผนกลยุทธ์บริษัท โซซิอัส จำกัดกล่าวเสริมว่า จากแนวโน้ม “การคาดการณ์พฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในประเทศไทยประจำเดือนสิงหาคม2564” พบประเด็นที่น่าจับตาในบทวิเคราะห์นี้ คือประเด็นข่าวร้อนที่คนไทยติดตามและถูกพูดถึงมากที่สุด 3 อันดับ ได้แก่ อันดับที่ ข่าวประเด็นสังคมที่เกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 คิดเป็นร้อยละ 40รองลงมาอันดับที่2 ข่าวที่รัฐบาลดำเนินการจัดสรรวัคซีนโควิด-19 ซึ่งเป็นความหวังของประชาชนร้อยละ 24เนื่องจากตัวเลขผู้ติดเชื้อยังคงสูงขึ้นต่อเนื่อง ประชาชนมีความแคลงใจในประสิทธิภาพของวัคซีน และอันดับที่3ข่าวกระแสสังคมการเมืองร้อยละ 8ที่หวังจะเห็นการทำงานที่มีความโปร่งใสของภาครัฐปรับเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นส่วนอันดับ 4 และ 5ได้แก่ข่าวลุงพล-น้องชมพู่ และอุบัติเหตุรถ BMW Z4 และในอันดับที่ 6 ถึง 10 ยังคงเป็นข่าวเศรษฐกิจ การช่วยเหลือจากภาครัฐ หรือแม้กระทั่งการหารายได้ด้วยการเสี่ยงโชคจากหวยแม่น้ำหนึ่งที่จะช่วยเยียวยาสถานการณ์ด้านการเงิน รายจ่ายที่เพิ่มมากขึ้นของพวกเขาแทนการช่วยเหลือจากภาครัฐได้เบื้องต้น  

 

ผลสำรวจครั้งล่าสุดในเดือนสิงหาคมนี้ ทางสถาบันวิจัยฯได้ทำการสำรวจทางออนไลน์“การคาดการณ์พฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในประเทศไทย”ทุก 2 เดือน ร่วมกันระหว่างสถาบันวิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโด อาเซียน (ประเทศไทย) กับบริษัทในเครือมุ่งเน้นที่คาดการณ์แนวโน้มการบริโภคของคนไทยในอนาคต โดยผู้ร่วมตอบแบบสอบถามประกอบไปด้วยเพศชายและเพศหญิงจำนวน 1,200 คน อายุระหว่าง 20-59 ปี จาก 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ

สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/hakuhodohillasean

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.