ภูริต ภิรมย์ภักดี “คุณภาพสินค้ากับความจริงใจในการดำเนินธุรกิจคือตัวตนของเรา”

Aug 23, 2021 -None-

การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับโลกอย่างที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ แต่คงไม่มีเหตุการณ์ใดที่จะรุนแรงและเกิดขึ้นอย่างฉับพลันโดยที่ทุกคนไม่ทันตั้งตัวอย่างสถานการณ์โรคระบาด COVID-19

แต่เชื่อไหมว่าจังหวะนี้เองที่เป็นช่วงเวลาแห่งการพิสูจน์ว่าใครเป็นแบรนด์ตัวจริง และอยู่อย่างแข็งแกร่งไม่ว่าจะเจอกับสถานการณ์แบบไหน

“สิงห์ คอร์เปอเรชั่น” ก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยประสบความสำเร็จทั้งในแง่ของผลประกอบการ และในแง่ของแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับการันตีจากรางวัลต่างๆ ซึ่งเป็นผลมาจากความเชื่อมั่นในตัวสินค้า ประสบการณ์ที่ดีได้สร้างความผูกพันกลายเป็นแบรนด์ลอยัลตี้ และทำให้สิงห์กลายเป็น Brand Love ที่ลูกค้านึกถึงเป็นแบรนด์แรกในที่สุด

เบื้องหลังแบรนด์อันแข็งแกร่ง

แบรนด์ที่แข็งแกร่งพิสูจน์จากอะไร? ความแตกต่าง คุณภาพสินค้า นวัตกรรม วัฒนธรรมองค์กร การสร้างประสบการณ์กับผู้บริโภค การดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม องค์ประกอบต่างๆ ที่กล่าวมานั้นก็ไม่สำคัญเท่ากับการทำทุกอย่างมาตั้งแต่เริ่มแรกนับจากก่อตั้งธุรกิจ และไม่หยุดที่จะทำต่อไป ทั้งหมดกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรของสิงห์ คอร์เปอเรชั่น ตลอด 88 ปี

คุณภูริต ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด กล่าวว่า สิงห์เป็นองค์กรที่ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ และไม่ยึดติดว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ดีแล้ว ทำให้คนในองค์กรไม่หยุดพัฒนาสินค้าและบริการ หรือสรรหาวิธีการและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการขายและการตลาด โดยคอยมองหาโอกาสใหม่ๆ เพื่อมาต่อยอดในการทำธุรกิจอยู่เสมอเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค

การจะเป็นเช่นนั้นได้คงต้องกลับไปดู “คน” อันเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้องค์กรเติบโตอย่างแข็งแกร่งด้วย ที่ผ่านมาสิงห์มีวิธีการดูแลพนักงานทุกคนเหมือนคนในครอบครัว โดยเน้นให้พนักงานทุกคนมีความสุขทั้งในชีวิตที่ทำงานและชีวิตส่วนตัว

“เราเชื่อว่าความสุขคือแรงผลักดันที่ดี และจะส่งผลให้งานและชีวิตของพวกเขามีความสุขและประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน แต่นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่ง เพราะสิ่งที่เราให้ความสำคัญไม่แพ้กัน คือการพัฒนาศักยภาพคนอยู่ตลอดเวลา ยิ่งองค์กรที่มีอายุมาอย่างยาวนาน ประกอบไปด้วยคนในหลายๆ เจนเนอเรชั่น การปลูกฝังให้พนักงานกล้าคิดกล้าทำ กล้าเผชิญปัญหาให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นทีมจึงเป็นเรื่องสำคัญ นอกจากนี้การเป็นองค์กรขนาดใหญ่นั้น จำเป็นต้องให้ทุกคนในบริษัทต้องมองภาพเป้าหมายตรงกัน ผมคิดว่ามาตรฐานของคนหัวใจสิงห์ที่เราสร้างขึ้นเป็นปัจจัยที่ทำให้สิงห์ คอร์เปอเรชั่น ยังคงแข็งแกร่งและผ่านความท้าทายในทุกๆ สถานการณ์ได้เสมอมา”

Brand Love

Brand Loyalty หรือความจงรักภักดีต่อแบรนด์ อาจจะเป็นที่ใฝ่ฝันของนักการตลาด หรือคนทำแบรนด์ในอดีต แต่สำหรับโลกการตลาดในยุคนี้ทุกคนต่างมองไปที่เรื่องของการเป็น Brand Love ของลูกค้า เมื่อเป็นเช่นนั้นระนาบของ Brand Love จึงเป็นระนาบที่ฝันใฝ่ของแบรนด์ต่างๆ เพราะจะมีความสัมพันธ์กับผู้บริโภคในระดับ Emotion หรือลูกค้ามีความเชื่อใจ เชื่อมั่นในตัวของแบรนด์มากกว่าเหตุผลในแง่ของฟังก์ชั่นนัลนั่นเอง

แต่ต้องยอมรับว่าการจะสร้าง Brand Love ได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่สามารถสร้างได้ในระยะเวลาอันสั้น ต้องประกอบไปด้วยปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณภาพของสินค้า การสร้างประสบการณ์ร่วมที่ดี หรือจะเป็นจริยธรรมความจริงใจในการดำเนินธุรกิจทั้งกับสังคม ชุมชน ลูกค้า คู่ค้า รวมถึงกับพนักงานในองค์กรเอง

อย่างในกรณี Brand Love ที่เกิดขึ้นกับสิงห์ น่าจะเป็นตัวอย่างกลยุทธ์การสร้าง Brand Love ที่ประสบความสำเร็จ โดยคุณภูริต เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นว่า มาจากการสร้างค่านิยมและวัฒนธรรมในองค์กรของพนักงานทุกคนผ่าน Singha Way ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างคนใน 4 แกนหลัก 1. ความกล้าหาญ (Courage) กล้าคิดกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง เปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนกล้าแสดงศักยภาพอย่างเต็มที่เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อส่งมอบสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ (Premium Quality) เป็นการส่งต่อความสุขให้กับทุกคน (Happiness) ทั้งการทำงานและชีวิตส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน คู่ค้า ลูกค้า เพราะทุกคนคือสมาชิกในครอบครัวสิงห์ (Family)

เริ่มจากการส่งมอบสินค้าคุณภาพ ตลอดเวลาที่ผ่านมาสิงห์มุ่งเน้นการผลิตสินค้าคุณภาพตามมาตรฐานของสิงห์ในทุกผลิตภัณฑ์ อย่างน้ำดื่มสิงห์ที่สิงห์เป็นผู้นำตลาดจากการสร้างความแตกต่าง ไม่ให้น้ำดื่มเป็นแค่ Commodity Product ด้วยการคิดค้นเทคโนโลยีการผลิตที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะจนเป็นแบรนด์ไทยที่มีความโดดเด่นในด้านมาตรฐานการผลิตที่เรียกได้ว่าเทคโนโลยีอัจฉริยะ Smart Micro Filter เพื่อมาใช้ในกระบวนการผลิตกับโรงงานทุกแห่งทั่วประเทศ โดยเป็นเทคโนโลยีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของน้ำดื่มสิงห์เท่านั้น เพราะมีประสิทธิภาพและความละเอียดสูง มีมาตรฐานการผลิตที่สะอาดและปลอดภัยสูงสุด โดยสามารถกรองและฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ แบคทีเรีย แต่ยังเหลือไว้ซึ่งแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย

นอกจากนี้ในปีที่ผ่านมาสิงห์มีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ช่วยให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่ดีในการดูแลสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นน้ำผสมวิตามิน Purra Vitamin Water ที่ให้ผู้บริโภคได้บริโภคน้ำผสมวิตามินไม่ว่าจะเป็นวิตามินซี วิตามินบี 1, 2, 3, 5, 6, 12 รวม 8 ชนิด โดยใช้วิตามินที่มีคุณภาพสูงจากประเทศเยอรมนี เรียกว่า ครบจบในขวดเดียว และ Singha Lemon Soda อีกหนึ่งเครื่องดื่มชนิดใหม่ ที่ให้ผู้บริโภคเติมความสดชื่นแบบ 0 แคล แถมมีวิตามินซีสูง ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เข้ามารองรับดีมานด์ผู้บริโภคที่มองหาผลิตภัณฑ์ที่สร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย เป็นต้น

อีกทั้งในมุมของสิ่งแวดล้อมที่เป็นวาระแห่งชาติ ทางบริษัทเองก็เป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญมาโดยตลอด หนึ่งใน Campaign ที่ได้ออกมาเสนออีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการดื่มน้ำในชีวิตประจำวัน ด้วยการหันมาบริโภคน้ำดื่มที่บรรจุจากขวดแก้วซึ่งเป็นไปตามแกนการลดขยะภายใต้กรอบ 3R ได้แก่ Reuse, Reduce และ Recycle เพื่อให้ผู้บริโภคตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า “ลดการใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง” ซึ่งเป็นวิธีง่ายๆ ที่ทุกคนก็สามารถทำได้

มากไปกว่านั้นสิงห์ยังนำแนวคิดด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมเข้ามาอยู่ในกระบวนการผลิตสินค้า และกลายมาเป็นนวัตกรรมสินค้ารักษ์โลก ยกตัวอย่างเบียร์สิงห์ ที่ได้ลุกขึ้นมาเปลี่ยนตัวเองเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดขยะจากสินค้า ด้วยการเปลี่ยนแพ็กเกจที่เป็น Plastic Wrap สำหรับแพ็ก 4 กระป๋องมาเป็นกระดาษเปเปอร์บอร์ดรีไซเคิล ออกแบบมาให้ถือง่าย ไม่ต้องใส่ถุงพลาสติก และสามารถย่อยสลายได้ เป็นมิตรกับธรรมชาติ ถือเป็นแบรนด์เบียร์แรกในเอเชียที่เริ่มใช้และปรับเปลี่ยนรูปแบบแพ็กเกจ

Singha Way

Singha Way ไม่เพียงแต่เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการส่งต่อสินค้าคุณภาพเท่านั้น แต่ยังส่งต่อเรื่องราวที่ดีต่างๆ ทั้งกับเพื่อนพนักงาน คู่ค้า ลูกค้า และสังคมรอบข้าง เสมือนกับทุกคนคือคนในครอบครัว

“เป้าหมายสำคัญของ Singha Way คือการส่งต่อคุณภาพที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าของเราผ่านผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของบริษัทควบคู่กับการสร้างคุณภาพสังคมที่ดีผ่านการช่วยเหลือต่างๆ อย่างที่ทราบกันดีในนาม “สิงห์อาสา” ที่พร้อมเข้าช่วยเหลือในทุกวิกฤตทุกเหตุการณ์ เพื่อบรรเทาความทุกข์ ความยากลำบากที่เกิดขึ้นกับคนในสังคม อีกทั้งในแต่ละผลิตภัณฑ์ของเราก็จะมี Campaign ต่างๆ ออกมาโดยตลอด”

ยกตัวอย่าง เช่น น้ำดื่มสิงห์กับแคมเปญ “Return Heart to Home” ที่เปลี่ยนขวดน้ำดื่มสิงห์กว่า 20 ล้านขวด ช่วยตามหาเด็กหายที่หายไปนานกว่า 10 ปี ร่วมกับมูลนิธิกระจกเงา นับเป็นนวัตกรรมการสื่อสารที่มีบทบาทในการกระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว เพื่อให้พ่อแม่ผู้ปกครองดูแลบุตรหลานของตัวเองให้ดีที่สุด

และที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือสถานการณ์ Covid-19 แม้ธุรกิจร้านอาหาร/ผับบาร์จะได้รับผลกระทบและย่อมส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจเครื่องดื่มอย่างสิงห์ แต่ด้วยปรัชญาของ Singha Way ที่ใส่ใจทุก Stakeholder ไม่ใช่แค่สนใจแต่ตัวเอง สิงห์ก็ยังคงเดินหน้าดูแลสังคมอย่างต่อเนื่อง

นอกจากการบริจาคน้ำดื่มแล้ว น้ำดื่มสิงห์ปล่อย MV เพลง Live and Learn Version พิเศษ เพื่อเป็นกำลังใจให้กับทุกๆ อาชีพที่เจอวิกฤตนี้ลุกขึ้นสู้ และก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปพร้อมกัน ตามด้วยกิจกรรมทางการตลาดต่างๆ จากหลากหลายผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างความผูกพันกับลูกค้าให้มีความเหนียวแน่นยิ่งขึ้น ยกตัวอย่าง เช่น ลีโอกับแคมเปญ “Online Music Festival” โดยเปิดเวทีการแสดงให้แก่นักร้อง นักดนตรี ดีเจกว่า 5,000 ชีวิต ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ว่างเว้นงานแสดงดนตรีหลังสถานบันเทิงปิดให้บริการมาโชว์ผลงานเพลงกันแบบสดๆ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

“ในสถานการณ์โควิดที่ระบาดหนักแบบนี้ บริษัทก็จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังเพื่อเอาตัวเองรอดแต่ผู้เดียว ผู้ประกอบการ ผับบาร์ ร้านอาหารกับบุญรอด เราเปรียบเสมือนญาติสนิทกัน หากใครคนใดคนหนึ่งต้องล้มหายตายจากไป เราจะเศร้าใจมาก ดังนั้นจะดีกว่าถ้าเราช่วยกลุ่มผู้ประกอบการเหล่านี้ให้พอเอาตัวรอดต่อไปได้ ไม่ว่าการสนับสนุนทางตรงหรือทางอ้อม ดังที่ได้เห็นแบรนด์ลีโอเปิดพื้นที่บน Online ในช่องทาง Facebook ให้นักดนตรีกลางคืนมาเปิด Floor ร้องเล่นแสดงคอนเสิร์ตเหมือนที่เคยแสดงยามผับบาร์ร้านอาหารเปิดปกติ เวทีนี้ทำให้กลุ่มดังกล่าวเหล่านี้มีงานทำ มีรายได้พอเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวต่อไป อีกทั้งยังทำให้เหล่าแฟนคลับศิลปินกลางคืนกลุ่มนี้ได้พบปะกันเพื่อคลายความคิดถึงกันลดความเครียดจากสถานการณ์ได้อีกวิธีหนึ่ง กิจกรรมนี้ลีโอได้ช่วยพยุงกลุ่มนักดนตรีและผู้ที่เกี่ยวข้องกว่า 5,000 ชีวิต ดังนั้นไม่ว่าสถานการณ์จะดีหรือเลวร้ายเพียงใด เราใส่ใจทุก Stakeholder เราจะดูแลกันและกัน ไม่ทิ้งกันต่อยอดแบรนด์สู่ความยั่งยืน”

Sustainable Brand

การพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา สิงห์จึงเชื่อมโยง Brand Love กับ Sustainable Brand ไว้ด้วยกัน โดยให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจที่ควบคู่ไปกับการพัฒนาชุมชนสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้มองเป้าหมายระยะยาวของเราโดยแบ่งเป็น 3 มิติหลัก คือ 1. มิติเศรษฐกิจ โดยเน้นสร้างสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ ผ่านนวัตกรรมบนพื้นฐานของความยั่งยืน และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย 2. มิติทางสังคม ที่จะดูแลและเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาคนและสังคมในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลสังคมผ่านเครือข่ายสิงห์อาสา และพยายามยกระดับคุณภาพความเป็นอยู่ของชุมชน และ 3. มิติทางสิ่งแวดล้อม เน้นการบริหารจัดการการใช้พลังงาน โดยต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น การลดการใช้พลังงาน เปลี่ยนมาใช้พลังงานทดแทน หรือ Clean Energy, ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน, ลดและรีไซเคิลของเสียจากการดำเนินธุรกิจ

“อย่างที่กล่าวไปข้างต้น พื้นฐานของเรา เราเน้นเรื่องคุณภาพสินค้าของเราควบคู่กับความจริงใจในการดำเนินธุรกิจอย่างที่สุด และตั้งมั่นอยู่ในแนวคิดที่ว่า ทุกคนเป็นเสมือนคนในครอบครัวเดียวกันมาโดยตลอด และเราจะทำสิ่งนี้ต่อไปเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันเราก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลกที่ไม่หยุดอยู่กับที่ และยังมีอีกหลายสิ่งที่เรายังคงต้องพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ”

เพราะสำหรับสิงห์ “คำว่าดีที่สุดของเมื่อวาน อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดของพรุ่งนี้” 

Singha

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.