7,522
VIEWS

ซมโปะ ประกันภัย เปิดแผนครึ่งปีหลัง ชูจุดแข็ง Data ขับเคลื่อนองค์กร

Jul 29, 2021 -None-

วิกฤตโควิด-19 ทำให้หลายธุรกิจได้รับผลกระทบแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในแวดวงของธุรกิจประกันเองนั้น มีความน่าสนใจอยู่ที่ผู้บริโภคเริ่มมี Awareness ในการทำประกันเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ข้อมูลจากสมาคมประกันวินาศภัย เปิดเผยถึงการขยายตัวของของตลาดประกันอย่างมีนัยสำคัญว่า ผลจาก Covid-19 ดันประกันภัยสุขภาพและกระตุ้นการซื้อประกันออนไลน์ ส่วนปี 64 คาดโตถึง 0-5.0%

ผศ.ชญณา ศิริภิรมย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซมโปะ ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดและความท้าทายของตลาดประกันว่า “โดยภาพรวมแล้ว ผู้บริโภคมีกำลังซื้อน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ผู้บริโภคมี Awareness เรื่องของการทำประกันภัยเพิ่มมากขึ้น แค่รอให้เวลามันดีขึ้น คนเหล่านั้นก็จะกลับมาทำประกันอีกครั้ง ยิ่งผลกระทบที่ขยายไปเป็นวงกว้าง คนที่เปราะบางที่สุดคือกลุ่มคนรายได้น้อย หรือลูกค้ารายย่อยอื่นๆ ทำให้แบรนด์ ต้องเตรียมความพร้อมที่จะสร้างโอกาสของประกันสุขภาพ ทำให้คนตระหนักถึงความจำเป็นของประกัน”

เดิมที ซมโปะ ประกันภัย เองนั้นมีการปรับแผนพร้อมรุกตลาดครึ่งปีหลัง ด้วยการดัน 3 โปรดักต์ใหม่ลุยรายย่อย ทั้งประกันภัยเดินทางรายปี ประกันสุขภาพ และประกันรถกระบะเจาะกลุ่มผู้ซื้อรถมาใช้งานจริงและ SME

เป้าหมายเดิม ซมโปะ ประกันภัย คือการตั้งเป้าในปี 2020 ตั้งเป้าเป็นประกันภัยการเดินทางอันดับ 1 ของเอเชียภายใน 3 ปี แต่ด้วยสถานการณ์ต่างๆ ทำให้ครึ่งปีหลังนี้ต้องมุ่งไปยังตลาดของประกันสุขภาพและประกันรถยนต์แทน ผศ.ชญณา ศิริภิรมย์ เผยถึงเป้าหมายหลักหลังจากนี้คือการขยายฐานลูกค้ารายย่อย

“ผู้บริโภคมี Awareness เรื่องของการทำประกันภัยเพิ่มมากขึ้น ยิ่งในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เริ่มเห็นความสำคัญมากขึ้น ถ้าเทียบกับยุคก่อนหน้านี้ ผู้บริโภคมีความรู้เรื่องการทำประกันมากขึ้นอีกด้วย สิ่งเหล่านี้ถือเป็นโอกาสของแบรนด์ที่สามารถขยายฐานลุกค้ากลุ่มใหม่ๆ ได้” 

ในยุค Digital Transformation นี้เองเป็นผลผลิตที่ผลักดันให้องค์กรหลายองค์กรต้องมาอยู่ในพื้นที่ของออนไลน์และใช้ประโยชน์จาก Data เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคได้ครอบคลุมและตรงกลุ่มเป้าหมาย เพื่อมอบประสบการณ์การซื้อประกันทางออนไลน์ที่ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีการใช้ระบบ Robotic Process ภายในองค์กร การต่ออายุกรมธรรม์ รวมถึงการใช้ AI ในการจัดการกับระบบ Marketing Automation เพื่อสร้างแคมเปญโฆษณา ขณะเดียวกันบริษัทไม่ลืมให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรให้เปิดกว้างทางความคิด (Growth Mindset) เพื่อสามารถรองรับระบบการทำงานและเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วได้อย่างมีคุณภาพ และที่สำคัญที่สุดคือการคงไว้ซึ่งปรัชญาการดูแลคนไทย ด้วยหัวใจญี่ปุ่น เพื่อความสุขในทุกรายละเอียดการใช้ชีวิตของทุกคน

การบุกเข้าตลาดไทยของ ซมโปะ ประกันภัย ในฐานะบริษัทประกันชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น ที่ดำเนินธุรกิจในประเทศญี่ปุ่นมากว่า 130 ปี ได้เริ่มทำธุรกิจในประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2540 การเข้าตลาดไทยของ SOMPO ณ ปัจจุบันเป็นเวลากว่า 24 ปี ณ ตอนนั้นจุดเริ่มต้นของการขยับขยายธุรกิจมายังประเทศไทย คือการเข้ามาดูแลลูกค้าจากประเทศญี่ปุ่นที่ต้องเข้ามายังประเทศไทยเพื่อประกอบธุรกิจ เช่น กลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ในขณะนั้น SOMPO เข้ามาในฐานะบริษัทที่ทำประกันอัคคีภัย กลุ่มลูกค้าเป็นองค์กรญี่ปุ่นทั้งสิ้น ในช่วงแรกนั้นเป็นการให้บริการประกันแบบ B2B

จนกระทั่งปี พ.ศ. 2558 ได้มีการเริ่มปรับพอร์ตจากการประกอบธุรกิจแบบ B2B ให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าแบบ B2C อีกด้วย และในช่วงปี พ.ศ. 2559 เริ่มเน้นเรื่องของประกันการเดินทาง ณ จุดนี้ที่เริ่มต้นเข้าสู่การขยายฐานลูกค้ารายย่อย

ซมโปะเองได้มีกลยุทธ์หลักที่ถือเป็นจุดแข็งที่ถือว่าเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขัน จากรากฐานของความเป็นบริษัทชั้นนำของธุรกิจประกันในประเทศญี่ปุ่น คือเรื่องของ Data บุกตลาดประกันภัยของไทยผ่านข้อมูลอินไซต์ด้าน “การท่องเที่ยว-ผลผลิตทางการเกษตร-การเดินทาง”

โดย Data ตัวแรกอย่างข้อมูลด้านการเดินทางนั้น สิ่งที่ ซมโปะ ประเทศไทย พบคือ เมื่อญี่ปุ่นเปิดฟรีวีซ่า ทำให้ตัวเลขนักเดินทางจากไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลุ่มลูกค้าคนไทยเติบโตมากขึ้นทุกปี มีคนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่นตลอดทั้งปีกว่า 1.13 ล้านคนต่อปี และการท่องเที่ยวย่อมมีความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ อย่างเช่น เรื่องของการไม่คุ้นชินกับสภาพอากาศ อาหาร อาจจะส่งผลถึงการเจ็บป่วย เป็นช่องว่างที่ทำให้ประสบเป็นโอกาส มองว่าหากธุรกิจสามารถจัดหาล่ามสำหรับช่วยสื่อสารกับแพทย์ในโรงพยาบาลของญี่ปุ่นแทนได้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ทำประกันการเดินทางมากขึ้น ซึ่งกรณีเหล่านี้ไม่จำกัดแค่การเจ็บป่วย แต่ยังรวมถึงการขึ้นโรงพัก ฯลฯ ที่ต้องการล่ามสำหรับสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย

Data ตัวต่อไป เป็นการใช้เพื่อขยายฐานลูกค้ารายย่อยออกสู่ต่างจังหวัดเป็นกลุ่มของเกษตรกรก็คือ Data ด้านภูมิอากาศ และนำมาใช้แล้วกับผลผลิตลำไย หนึ่งในผลไม้ที่คนญี่ปุ่นชื่นชอบ มีการใช้ข้อมูลสภาพอากาศจากดาวเทียมและข้อมูลปริมาณน้ำฝนย้อนหลัง 20 ปี มาสร้างเป็นสมการได้ว่า หากพื้นที่เหล่านี้ฝนไม่ตกติดต่อกันนานเกินดัชนีแล้งที่ กำหนดไว้ ความเสียหายของลำไยจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ดังนั้นให้บริษัทอนุมัติการจ่ายค่าชดเชยให้กับเกษตรกรได้เลย

Data ตัวสุดท้าย ที่ซมโปะ มีคือเรื่องของการใช้รถ ประกันรถกระบะชั้น 1 ใจใจ และประกันรถกระบะชั้น 1 ใจดี  เป็นสินค้าเรือธงชิ้นที่ 3 เหมาะกับกลุ่มคนขับรถกระบะเพื่อใช้ทำมาหาเลี้ยงชีพ เช่น พ่อค้า แม่ค้า, เจ้าของธุรกิจสวนผลไม้ สวนยาง ฯลฯ ทดลองนำมาปรับใช้กับประเทศไทยคือเรื่องของข้อมูลการขับรถ โดยพบว่า สิ่งที่ผู้ใช้รถใช้ถนนยังไม่ทราบมากนักก็คือ พฤติกรรมการขับรถของตัวเองว่าปลอดภัย

จุดเด่น 3 ด้านในการใช้ Data ของซมโปะ เป็นการตอกย้ำบทบาทเรื่องของความสามารถในการแข่งขันในตลาดประกัน การบุกตลาดครึ่งปีหลังของ ซมโปะ คือการบุกหนักไปยังลูกค้ารายย่อยในตลาดของประกันรถยนต์และประกันสุขภาพ เนื่องจากขาธุรกิจหลักอย่างประกันท่องเที่ยงนั้น ได้รับผลกะทบจากวิกฤตโควิด-19 ทำให้แบรนด์ต้องชะลอด้าน ประกันการเดินทางออกไป แล้วเบนเข็มมายังตลาดที่สามารถเติบโตได้อยู่อย่างรถยนต์และสุขภาพ ในปัจจุบันรายได้ของซมโปะ แบ่งสัดส่วนเป็น 80% เป็นลูกค้าองค์กร B2B และ 20% เป็นลูกค้ารายย่อย และยังคงสัดส่วนเช่นนี้ไปก่อน เพื่อรักษาฐานลูกค้าที่มีอยู่ในมือ

อย่างไรก็ตาม การทำแบรนดิ้งของซมโปะนั้น เป็นการทำตลาดผ่านความชำนาญคือเรื่องของ Data ที่เข้ามาเชื่อมโยงเสริมสร้างให้แบรนด์แข็งแรงมากขึ้น ผ่านการมองตลาดอย่างเข้าใจว่า เค้กก้อนนี้พร้อมที่จะมีหลายคนลงมาแบ่งมากขึ้นตามสภาพโอกาสในการเติบโตของตลาด แต่ซมโปะเองก็ยังเดินหน้าบุกตลาดต่อไป และที่สำคัญที่สุดคือการคงไว้ซึ่งปรัชญาการดูแลคนไทยด้วยหัวใจญี่ปุ่น เพื่อความสุขในทุกรายละเอียดการใช้ชีวิตของทุกคน

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.