8,904
VIEWS

ทีดี ตะวันแดง เดินหน้าลุยค้าปลีก ปั้นร้าน“ถูกดี” เป็นมากกว่าร้านโชวห่วย แต่คือ Point of Everything

Jul 12, 2021 R.Somboon

ถ้าดูจำนวนจำนวนร้านโชวห่วยที่เข้าร่วมเป็นร้านถูกดี มีมาตรฐาน ตามที่ เสถียร เศรษฐสิทธิ์ ประธานกรรมการ บริษัท ทีดี ตะวันแดง จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจร้านค้าปลีก “ถูกดี มีมาตรฐาน”  บอกว่าปัจจุบันมีกว่า 1,000 ร้านค้า และมีเป้าหมายขยายเป็น 8,000 ร้านค้า ในปี 2564 ส่วนปี 2565 จะเพิ่มเป็น 30,000 ร้านค้า และปี 2566 หรืออีก 2 ปีข้างหน้าจะเพิ่มเป็น 50,000 ร้านค้าแล้ว พอจะมองเห็นทิศทางของการเติบโตทางธุรกิจได้ดีว่า คุณเสถียร มองไกลมากกว่าแค่การทำธุรกิจค้าปลีก แต่จะเป็นเน็ตเวิร์คที่ทรงพลัง เพราะถือเป็นร้านสะดวกซื้อที่สามารถเข้าถึงชุมชนที่ลึกที่สุดในระดับหมู่บ้าน โดยคุณเสถียร มียุทธศาสตร์หลักอย่างชัดเจนว่าจะเจาะลึกเข้าไปในระดับหมู่บ้านในชุมชนเล็กๆ ที่มีร้านค้าปลีกตั้งอยู่

 

เน็คเวิร์คที่แข็งแกร่งเจาะลึกลงสู่ระดับหมู่บ้านที่แม้แต่เชนยักษ์ใหญ่อย่างเซเว่น อีเลฟเว่น ยังไม่สามารถเข้าไปได้ครอบคลุมถึง ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจก็คือ คุณเสถียร ต้องการวางให้ร้านถูกดี มีมาตรฐาน ก้าวข้ามจากแค่การเป็นร้านค้าปลีก มาสู่เน็ตเวิร์คที่เป็น Point of Sales เมื่อมีสาขาถึง 8,000 สาขา ในช่วงสิ้นปีนี้ และเมื่อก้าวสู่การมีสาขาในระดับ 30,000 สาขา ในปีหน้า จะก้าวสู่การเป็น Point of Everything ที่สามารถต่อยอดไปสู่การสร้างรายได้จากธุรกิจอื่นๆ ที่จะตามมาทั้งเรื่องของค่าบริการต่างๆ การเป็นโฆษณา ณ จุดขาย สำหรับสินค้าที่ต้องการเจาะเข้าไปหากลุ่มรากหญ้า รวมถึงการเป็นจุดที่ทำกิจกรรมต่างๆ ของหน่วยงานของรัฐ อย่างช่วงที่ผ่านมา ก็เป็นจุดลงทะเบียนฉีดวัคซีนของหมอพร้อม เป็นต้น

เสถียร ทดลองทำร้าน ถูกดี มีมาตรฐาน เมื่อราว 2 ปีที่แล้ว เริ่มจากการลงทุนทำเองเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ โดยทดลองทำร้านของตัวเองที่นครปฐม ขอนแก่น อุดรธานี พิษณุโลก ก่อนจะพบว่าสามารถทำยอดขายได้ค่อนข้างดี สามารถทำยอดขายเฉลี่ยวันละร่วมหมื่นบาท เลยมีการขยายไปยังเขตภาคกลางและตะวันออก ทำให้มีร้านที่ลงทุนเองประมาณ 100 แห่ง

ประสบการณ์จากการทำคาราบาวแดง ของเสถียร ทำให้สามารถเข้าถึงร้านโชวห่วยกว่า 200,000 ร้านค้าจากจำนวนโชวห่วยทั่วประเทศที่มีกว่า 400,000 ร้าน ซึ่งพบว่า Pain Point ที่สำคัญของคนทำร้านโชวห่วยก็คือขาดการบริหารจัดการที่ดี โดยเฉพาะกับการนำระบบมาตรฐานเข้ามาช่วยในการจัดการ จึงเป็นที่มาของการทำร้านถูกดี มีมาตรฐาน ขึ้นมา ซึ่งไม่ได้มองถึงการเข้าไปแข่งกับโชวห่วยที่มีอยู่ แต่ต้องการเข้าไปช่วยยกระดับเรื่องของการบริหารจัดการ

ทำให้เงื่อนไขของการเข้าร่วมไม่ต้องมีต้นทุนมากนัก เพียงแต่เจ้าของร้านต้องปรับแต่งร้านให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และมีเงินค่ามัดจำสินค้า 2 แสนบาท เมื่อเลิกทำก็จะได้เงินส่วนนี้คืน โดยทีดี ตะวันแดงจะจัดการเรื่องสินค้าเข้าร้านหมุนเวียน ประมาณ 1 ล้านให้ ทำให้เจ้าของร้านไม่ต้องเสียเวลาไปซื้อสินค้าเอง ซึ่งการมีระบบหลังบ้านที่เชื่อมต่อกับเครื่อง POS ในร้าน จะทำให้รู้ว่าสินค้าตัวไหนขายดี ต้องเติมเวลาไหน โดยทีดี ตะวันแดง จะเป็นคนหาแหล่งเงินกู้ที่มีการร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทยปล่อยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำให้

เจ้าของร้านจะได้ส่วนแบ่งจากกำไร 85% อีก 15% จะเป็นของทีดี ตะวันแดง โดยเจ้าของร้านจะเป็นคนเสียค่าใช้จ่ายประจำอย่างค่าน้ำ ค่าไฟ และภาษีเอง ซึ่งเสถียร บอกว่า จากการเข้าร่วมร้านโชวห่วยในช่วงแรก ผลออกมาค่อนข้างดี สามารถทำยอดขายเฉลี่ยได้วันละ 5,000 – 10,000 บาท จากเดิมที่มียอดขายเฉลี่ยแค่วันละ 2,000 – 3,000 บาท

“เราเอาเทคโนโลยี และโนว์ฮาวในการทำร้านค้าปลีกไปให้เขา เพื่อผสมผสานกับพลังความเป็นเจ้าของของเขา ซึ่งจะเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนสำคัญ เพราะความเป็นเจ้าของจะทำให้เขาเข้าใจลูกค้าในชุมชนได้ดี ทีสำคัญ เราจะดูจากทำเล และความตั้งใจในการทำธุรกิจของเขาด้วย โดยชุมชนแต่ละแห่งที่เปิดจะมีจำนวนครัวเรือนประมาณ 300 – 400 หลังคาเรือน ซึ่งเรามั่นใจว่าจะสามารถทำยอดขายจากลูกค้าในชุมชนได้วันละอย่างต่ำๆ 5,000 บาท”

 

คุณเสถียร บอกว่า การทำธุรกิจของ ทีดี ตะวันแดง เป็นธุรกิจที่มองถึงการขับเคลื่อนไปสู่อนาคต โดยมีทีมงานคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดเหมือนกันในการขับเคลื่อนรีเทลอีโคซิสเท็มตรงนี้ให้เติบโตแบบยั่งยืน เพราะไม่ใช่แค่ร้านค้าที่เป็นพาร์ทเนอร์เท่านั้น ในอนาคตยังมีซัพพลายเออร์ท้องถิ่นที่จะร่วมเข้ามาช่วยสร้างความเติบโต ซึ่งการมีดาต้าที่เป็นไลฟ์สไตล์ที่แท้จริงจะเข้ามาช่วยขับเคลื่อน และต่อยอดไปสู่การทำธุรกิจอื่นๆ ที่ตามมาได้เป็นอย่างดี แม้ว่าในช่วงแรกจะยังคงขาดทุน โดยในปีนี้จะขาดทุนประมาณ 1,500 ล้านบาท แต่เชื่อว่า เมื่อจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้นได้ตามเป้าหมาย จะสามารถพลิกกลับมาทำกำไรในระยะยาวได้

“สิ่งที่ยากก็คือเราทำธุรกิจกับชาวบ้าน มีความคิดที่หลากหลาย ผมโชคดีที่หลายปีทำคาราบาวแดง คลุกคลีกับเขา เลยรู้ว่าจะต้องหยืดหยุ่นอย่างไร เรื่องสำคัญต้องดึงให้เขามาร่วมกับเราก่อน ทำให้เขามาอยู่กับเราแล้วอยากอยู่”

อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ของการทำค้าปลีกในลักษณะของการเป็นเชนที่มีจำนวนสาขามากๆ นั้น ระบบหลังบ้านต้องดี ซึ่งการทำร้านซีเจ เอ็กซ์เพรสมาก่อน ทำให้มีการลงทุนเรื่องของระบบและได้คนรุ่นใหม่เข้ามาช่วยเป็นพลังขับเคลื่อน ส่วนเรื่องของคลังสินค้าที่จะเข้ามาดูแลการกระจายสินค้าเข้าร้านนั้น ปัจจุบันมีอยู่ 8 แห่งทั่วประเทศ เป็นคลังสินค้าในรูปแบบเช่าซึ่งเป็นการทดสอบตลาดก่อนที่จะมีแผนการลงทุนทำคลังสินค้าของตัวเอง 15 แห่งในปีหน้านี้ ใช้เงินลงทุนเฉลี่ยต่อแห่ง 3,000 ล้านบาท

ปัจจุบันมีลูกค้าเข้าร้านถูกดี มีมาตรฐานเฉลี่ยต่อวันที่ประมาณ 160 คน ซึ่งในช่วงแรกนี้ ถือว่าเป็นช่วงของการ Branding เพื่อสร้างการจดจำที่คุณเสถียร บอกว่า การสร้างภาพจำเป็นเรื่องสำคัญจึงเลือกใช้แบรนด์ “ถูกดี มีมาตรฐาน” เพื่อสื่อถึงการเป็นร้านโชวห่วยที่ขายสินค้าดี ราคาถูก และมีมาตรฐานเดียวกัน

“พลังของความเป็นเจ้าของเมื่อรวมกับเทคโนโลยีการจัดการสมัยใหม่ที่เราเติมเต็มให้จะเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนการเติบโตให้ธุรกิจ โดยเรามองว่า ร้านที่เราลงทุนเองกว่า 100 สาขา เตรียมที่จะเปิดให้พนักงานที่สนใจจะทำธุรกิจต่อได้เข้ามาเป็นเจ้าของ พนักงานส่วนใหญ่จะเป็นคนในชุมชน ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนร้านได้ดี เพราะเข้าใจลูกค้าในชุมชนได้อย่างลึกซึ้ง”

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.