9,752
VIEWS

สิงห์ เอสเตท ทุ่ม 2.4 พันล้าน เสริมพอร์ต ซื้อนิคมฯ เวิลด์ ฟู๊ด วัลเลย์ ไทยแลนด์ ต่อยอดธุรกิจโรงไฟฟ้า

May 12, 2021 -None-

คุณจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ประธานกรรมการ บมจ. สิงห์ เอสเตท เปิดเผยว่า ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ยากจะคาดเดาทั้งในประเทศและทั่วโลก ทำให้ สิงห์ เอสเตท ในฐานะบริษัทผู้พัฒนาและลงทุนอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทยยังคงต้องเดินหน้าพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีได้อย่างสม่ำเสมอ

ปัจจุบัน 3 กลุ่มธุรกิจหลักของ สิงห์ เอสเตท ประกอบไปด้วย ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ ธุรกิจโครงการที่พักอาศัย และธุรกิจรีสอร์ทและโรงแรม

ล่าสุด สิงห์ เอสเตท ทุ่มเงินลงทุนมูลค่ากว่า 2,421 ล้านบาท ให้กับกลุ่มธุรกิจที่ 4 อาทิ ธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้า ธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง ธุรกิจบริการด้านวิศวกรรม และธุรกิจบริการนวัตกรรมอื่นๆ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งตลอดจนเติมเต็มและส่งเสริมซึ่งกันและกันกับธุรกิจอื่นๆ ในเครือ

โดยได้ลงนามในข้อตกลงเข้าซื้อหุ้น 100% ของบริษัท ปาร์ค อินดัสตรี จำกัด ผู้เป็นเจ้าของ นิคมอุตสาหกรรม เวิลด์ ฟู๊ด วัลเลย์ ไทยแลนด์ ซึ่งมีเนื้อที่ 1,790 ไร่ ตั้งอยู่ใน จ.อ่างทอง จาก บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เป็นจำนวน เงินกว่า 510 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าการโอนหุ้นระหว่างกันจะแล้วเสร็จในไตรมาสที่ 3 ของปี 2564 พร้อมวางงบลงทุนที่จะใช้ในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมไว้สูงถึง 1,726 ล้านบาท

“การซื้อนิคมอุตสาหกรรมซึ่งเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับโรงไฟฟ้า 3 แห่งที่เราเข้าไปถือหุ้นในสัดส่วนที่มากพอสมควรนี้ถือเป็นความก้าวหน้าอีกขั้นหนึ่งในการเดินหน้าสู่เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ของเราที่จะสร้างจุดแข็งที่ทรงพลังให้กับธุรกิจจากการส่งเสริมซึ่งกันและกันของกลุ่มธุรกิจต่างๆ ที่หลากหลายของสิงห์ เอสเตท เพื่อทำให้เรามีความแข็งแกร่งในการแข่งขัน และทำให้ธุรกิจของเรามีความเป็น Resilient Business”

คุณจุตินันท์ กล่าวต่อไปว่า สิงห์ เอสเตท ได้มีการจัดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 23 เมษายนที่ผ่านมา การประชุมดังกล่าวผู้ถือหุ้นได้อนุมัติแผนการซื้อหุ้น 30% ในโรงไฟฟ้า 3 แห่งที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม เวิลด์ ฟู๊ด วัลเลย์ ไทยแลนด์ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 1,392 ล้านบาท

“โรงไฟฟ้าแห่งแรกจะเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ดำเนินการผลิตอยู่แล้วขนาด 123 เมกะวัตต์ ส่วนโรงไฟฟ้าแห่งที่ 2 และ 3 จะเป็นโรงไฟฟ้าใหม่ที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง โดยมีกำหนดจะเปิดดำเนินการได้ในปี 2566 มีกำลังการผลิตแห่งละ 140 เมกะวัตต์”

ทางด้าน คุณฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.สิงห์ เอสเตท บอกกับเราว่า นิคมอุตสาหกรรมคือหนึ่งในผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุด การดำเนินกิจการต่างๆ ในนิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ทำให้เกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าในปริมาณมหาศาล การที่นิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้เน้นสินค้าอาหารโดยเฉพาะ ทำให้มีความต้องการใช้ไอน้ำจากผู้ประกอบการแปรรูปอาหารต่างๆ เป็นจำนวนมาก

โรงไฟฟ้าทั้ง 3 แห่งของ สิงห์ เอสเตท ที่ไม่ใช่แค่ผลิตไฟฟ้าได้ แต่ยังสามารถผลิตไอน้ำที่ใช้ได้ในอุตสาหกรรมอาหารได้ด้วยนั้น จึงจะเข้ามาช่วยตอบโจทย์ให้กับธุรกิจภาพรวมได้หลากหลายด้าน

“การผสานธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมเข้ากับธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้าจะสร้างประโยชน์ให้กับธุรกิจของเราทั้งในด้านการเงินและการดำเนินงาน ทั้งยังช่วยให้เรามีรายได้อย่างต่อเนื่อง และมีกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ ลดความเสี่ยงในเรื่องความไม่แน่นอนของกระแสเงินสดจากการขายพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรม”

คุณฐิติมา เปิดเผยว่า อัตราการเข้าใช้พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมของทั้งประเทศนั้นเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 80% ณ ช่วงสิ้นปีของปีที่แล้ว ในขณะที่ภาคกลางของประเทศไทยมีอัตราการเข้าใช้พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมในระดับสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 89% ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า การลงทุนในครั้งนี้นอกจากจะเป็นความลงตัวในเชิงกลยุทธ์แล้วยังเป็นอนาคตที่สดใสของธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในภาคกลางของประเทศไทยอีกด้วย

“นิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ยังมีความสำคัญตามนโยบายการขับเคลื่อนประเทศที่มุ่งยกระดับประเทศไทยให้เป็นครัวของโลก และเป็นหนึ่งในผู้ผลิตอาหารชั้นนำของโลก โดยทำเลที่ตั้งของนิคมฯ แห่งนี้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีความเหมาะสมสำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหาร เนื่องจากตั้งอยู่ใจกลางห่วงโซ่อุปทานอาหารและวัตถุดิบของประเทศ ทั้งยังเป็นแหล่งสำคัญในการผลิตข้าว ผลิตภัณฑ์จากนม และสัตว์ปีก นอกจากนี้ยังมีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์เนื่องจากอยู่ใกล้กับแม่น้ำเจ้าพระยา”

พร้อมเปิดเผยว่า รัฐบาลไทยได้ให้การสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ซึ่งกำหนดเป็นนโยบายระยะยาว จากข้อมูลของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน พบว่า อุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร เป็นหนึ่งในภาคอุตสาหกรรมที่มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนเข้ามาในอัตราที่เติบโตรวดเร็วที่สุด โดยภาคกลางของประเทศไทยมีสัดส่วนของการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนประมาณครึ่งหนึ่งของการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งหมดในปี 2563 และมีการคาดการณ์ว่า ความต้องการที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้น เมื่อมีการผ่อนปรนมาตรการความเข้มงวดในการเดินทางหลังการคลี่คลายของวิกฤตโควิด-19

สิงห์ เอสเตท มีเป้าหมายดันรายได้ต่อปีเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า หรือประมาณ 20,000 ล้านบาท ต่อปี และมีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นเป็น 80,000 ล้านบาทให้ได้ภายใน 3 ปี

 

เกี่ยวกับ สิงห์ เอสเตท

ปัจจุบัน 3 กลุ่มธุรกิจหลักของ สิงห์ เอสเตท ประกอบไปด้วย ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ ธุรกิจโครงการ ที่พักอาศัย และธุรกิจรีสอร์ทและโรงแรม โดยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ของ สิงห์ เอสเตท ประกอบด้วยพื้นที่อาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีก รวม 140,000 ตารางเมตร สร้างรายได้ให้กับบริษัทประมาณ 15% ของรายได้ทั้งหมดในปี 2563

นอกจากนั้น บริษัทยังมีโรงแรมและรีสอร์ท 39 แห่ง ใน 5 ประเทศ ซึ่งมีห้องพักรวมกัน 4,647 ห้อง สร้างรายได้ให้กับบริษัทประมาณ 24% ของรายได้ทั้งหมด และมีโครงการที่พักอาศัย 23 โครงการ ประกอบด้วยที่อยู่อาศัยแนวราบ และคอนโดมิเนียม เช่น แบรนด์สันติบุรี The ESSE และแบรนด์อื่นๆ ซึ่งสร้างรายได้ให้กับบริษัทประมาณ 57% ของรายได้ทั้งหมด

กลุ่มธุรกิจที่ 4 ของ สิงห์ เอสเตท อาทิ ธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้า ธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง ธุรกิจบริการด้านวิศวกรรม และธุรกิจบริการนวัตกรรมอื่นๆ ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ที่เข้ามาเติมเต็มและส่งเสริมซึ่งกันและกันกับธุรกิจอื่นๆ

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.