Facebook พยายามรั้ง Starbucks ไว้ไม่ให้ออกเพราะ Hateful Comments

May 10, 2021 P.Patikom

Facebook กล่าวว่า Hateful Comments (ความคิดเห็นที่แสดงความเกลียดชัง) อาจผลักดัน Starbucks ให้ออกจาก Facebook

ทั้งนี้เพราะมีข่าวออกมาว่า Starbucks กำลังอยู่ในขั้นตอนการประเมินสถานะออร์แกนิก (Organic Presence) ของพวกเขาบน Facebook และพวกเขาควรจะมีตัวตนบนแพลตฟอร์มนี้ต่อไปหรือไม่

เรื่องนี้ทำให้ Facebook กำลังดิ้นรนพยายามอย่างหนักเพื่อป้องกันไม่ให้ Starbucks ออกจากแพลตฟอร์มของตนหลังจากบริษัทกาแฟที่ใหญ่ที่สุดในโลกกล่าวว่ารู้สึกกังวลใจกับความคิดเห็นที่แสดงความเกลียดชังจำนวนมาก (Hateful Comments) ในโพสต์เกี่ยวกับปัญหาความยุติธรรมทางเชื้อชาติและสังคม

ในการสนทนากันเป็นการภายในที่ทางสื่อ BuzzFeed News ได้เห็นนั้นพนักงานของ Facebook ที่บริหารจัดการด้านความสัมพันธ์ของเครือข่ายสังคมออนไลน์กับ Starbucks เขียนว่าทางบริษัทดังกล่าวผิดหวังมากจากความเกลียดชังและการไม่ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างบนแพลตฟอร์มจนทางบริษัทอาจลบเพจ Facebook ของตนออกไปซึ่งหาก Starbucks ทำเช่นนั้นก็จะเป็นหนึ่งในบริษัทที่ใหญ่ที่สุดที่เคยตัดความสัมพันธ์กับ Facebook

“Starbucks กำลังอยู่ระหว่างการประเมินสถานะออร์แกนิก (Organic Presence) ของพวกเขาบน Facebook และ Starbucks ควรจะมีสถานะบนแพลตฟอร์มนี้ต่อไปหรือไม่” พนักงานของ Facebook เขียนถึงเพื่อนร่วมงานเมื่อต้นสัปดาหที่ผ่านมา “ทุกครั้งที่ Starbucks โพสต์ (แบบออร์แกนิก - Organically) เกี่ยวกับปัญหาทางสังคมที่ต้องคำนึงถึงหรืองานเกี่ยวกับภารกิจและค่านิยมของพวกเขา (เช่น BLM, LGBTQ, ความยั่งยืน / การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Sustainability/Climate Changeฯลฯ) พวกเขาจะได้รับความคิดเห็นเชิงลบอย่างล้นหลามถูกวิพากษ์วิจารณ์ด้วยคำพูดแสดงความเกลียดชัง (Hate Speech) บนโพสต์ของพวกเขา"

พนักงานคนดังกล่าวได้กล่าวต่อไปว่าทีมบริหารชุมชนของ Starbucks พยายามอย่างหนักในการกลั่นกรองคำพูดที่แสดงความเกลียดชังและไม่สามารถปิดการแสดงความคิดเห็นบนเพจของตนได้พวกเขายังถ่ายทอดชุดคำถามจากฝ่ายบริหารของ Starbucks ซึ่งพยายามที่จะทำความเข้าใจว่าอัลกอริทึมของ Facebook กลั่นกรองหรือขยายความคิดเห็นในโพสต์อย่างไร

การประเมินค่า Facebook ใหม่ของ Starbucks เกิดขึ้นท่ามกลางการพิจารณาในเรื่องความเกลียดชังและข้อมูลที่ผิดที่ยังคงแพร่กระจายอย่างต่อเนื่องบนแพลตฟอร์มนี้

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วในสหราชอาณาจักรพรีเมียร์ลีก (Premier League) และทีมฟุตบอลที่เกี่ยวข้องอีก 20 ทีมคว่ำบาตร Facebook และแอพแชร์รูปภาพ Instagram เป็นเวลา 4 วันเพื่อพยายามสร้างความตระหนักให้กับการละเมิดการเหยียดผิวที่ยังมีอย่างต่อเนื่องที่ผู้เล่นเผชิญบนแพลตฟอร์มเหล่านั้น

เมื่อปีที่แล้ว Starbucks เป็นหนึ่งในบริษัทหลายร้อยบริษัทที่หยุดโฆษณาบน Facebook ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ “Stop Hate for Profit” ซึ่งพยายามกดดันเครือข่ายโซเชียลที่ใหญ่ที่สุดในโลกให้มีจุดยืนที่หนักแน่นขึ้นเกี่ยวกับเนื้อหาเกี่ยวกับการเหยียดผิวและการแสดงความเกลียดชัง

Sanja Gould โฆษกของ Starbucks ไม่ยืนยันว่าบริษัทกำลังพิจารณาที่จะลบเพจ Facebook ของตนหรือไม่แต่ก็ได้กล่าวในแถลงการณ์ว่าบริษัทกาแฟ (Starbucks) แสดงจุดยืน "ต่อต้านคำพูดแสดงความเกลียดชัง (Against Hate Speech)"

“ขณะที่การเปลี่ยนแปลงบางอย่างมีการดำเนินการไปแล้วเราเชื่อว่าสามารถทำได้มากกว่านี้เพื่อสร้างสรรค์ชุมชนออนไลน์ที่เป็นที่ต้อนรับโดยรวม” เธอกล่าวเกี่ยวกับ Facebook ในแถลงการณ์ “เราทำงานร่วมกันกับทุกบริษัทที่เราทำธุรกิจด้วยเพื่อให้แน่ใจว่าการโฆษณาใดๆที่ทำในนามของเรานั้นสอดคล้องกับมาตรฐานแบรนด์ของเรา”


ในแถลงการณ์ของ Facebook, Dani Lever โฆษกของ Facebook กล่าวว่า Facebook นำเสนอ "เครื่องมือในการจำกัดเนื้อหานี้ไม่ให้ปรากฏบนเพจของพันธมิตรรวมถึงวิธีที่การหลากหลายสำหรับแบรนด์ต่างๆในการควบคุมผู้ที่สามารถแสดงความคิดเห็นในโพสต์ของพวกเขา"

"ทีมของเราทำงานร่วมกับลูกค้าของเราทั่วโลกในประเด็นปัญหาต่างๆและเป็นดังที่โพสต์นี้แสดงให้เห็นว่าเรากำลังทำงานร่วมกับพวกเขาเพื่อไม่ให้มีการแสดงความเกลียดชังออกมาจากเพจของพวกเขา" เธอกล่าว

ในขณะที่บริษัทจำนวนมากหยุดการโฆษณาบน Facebook ชั่วคราวเพื่อให้เป็นไปตามการแถลงข่าวการเคลื่อนไหวเหล่านั้นได้สร้างความเสียหายเล็กน้อยให้กับธุรกิจที่แม้ภายหลังจากแคมเปญ Stop Hate for Profit ก็ได้มีการบันทึกไว้เป็นประวัติการณ์ว่าบริษัททำรายได้สูงถึง 86 พันล้านดอลลาร์ในปี 2020

สำหรับ Starbucks อ้างอิงตามรายงานประจำปีของ Starbucks บริษัทนี้ใช้เงินไปกว่า 258 ล้านดอลลาร์ในการโฆษณาทั่วโลกในปีที่แล้ว

Cr : BuzzFeed News

Source

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.