32,186
VIEWS

อีซูซุ สร้างความยั่งยืนด้วยนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม

May 19, 2021 -None-

“ตรีเพชรอีซูซุเซลส์” นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งองค์กรชั้นนำของประเทศไทยที่มีแผนการดำเนินธุรกิจด้วยการวางเป้าหมายระยะยาวที่จะเติบโตอย่างยั่งยืนควบคู่ไปกับสังคมไทยตลอดระยะเวลากว่า 64 ปี จึงได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากคนไทย ด้วยเพราะเป็นองค์กรตัวอย่างที่ดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม

นอกเหนือจากความเป็นเบอร์ 1 ในกลุ่มรถกระบะที่ผู้บริโภคให้ความเชื่อถือ และได้รับความไว้วางใจสูงสุดจากผลวิจัย Thailand’s Most Admired Brand 2021 “อีซูซุ” ยังได้รับคัดเลือกให้ได้รับรางวัลพิเศษ Greenovation จากผลการสำรวจชุดเดียวกันซึ่งสะท้อนถึงภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่มีความโดดเด่นด้านนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี

คุณปนัดดา เจณณวาสิน กรรมการรองผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวว่า นโยบายหลักที่สำคัญประการหนึ่งในการดำเนินธุรกิจของอีซูซุ คือความรับผิดชอบต่อสังคมในฐานะ “นิติบุคคลที่ดี” (Good Corporate Citizen) เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และความน่าเชื่อถือให้แก่องค์กรและแบรนด์  “อีซูซุ”

โดยความสำเร็จที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการดำเนินกิจกรรมด้าน CSR ในหลากหลายรูปแบบ คือ

1) กิจกรรม CSR ที่มีผลต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และสิ่งแวดล้อมขององค์กร หรือ CSR in Process เช่น ระบบการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การใช้วัสดุรีไซเคิล การสร้างอาคารสำนักงานที่ประหยัดพลังงาน เป็นต้น

2) กิจกรรม CSR ที่มีผลต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินงานขององค์กรโดยตรง หรือ CSR After Process เช่น โครงการ “อีซูซุให้น้ำ…เพื่อชีวิต” เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำดื่มสะอาดให้แก่โรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศที่ได้ดำเนินการไปแล้ว 38 แห่ง และยังคงมุ่งมั่นทำอย่างต่อเนื่องรวมถึงโครงการ “อีซูซุเยาวชนสัมพันธ์” เพื่อส่งเสริมทักษะด้านศิลปะและการทำงานร่วมกันเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพในหมู่เยาวชนไทย โดยมุ่งเน้นปลูกจิตสำนึกในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นหลัก

3) การจัดตั้งองค์กรเพื่อช่วยเหลือสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยไม่มุ่งหวังผลกำไร หรือ CSR as Process เช่น การจัดตั้งมูลนิธิกลุ่มอีซูซุ (The Isuzu Group Foundation) ขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2530 มีเงินทุนเกือบ 500 ล้านบาท โดยเป็นองค์กรสาธารณกุศลลำดับที่ 150 ตามประกาศของกระทรวงการคลัง

มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต

บริษัทให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์พลังงาน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคมเป็นหลัก นอกเหนือจากการออกแบบ และพัฒนารถอีซูซุทุกรุ่นให้ประหยัดน้ำมันสูงสุดและปล่อยมลพิษ CO2 ต่ำสุดเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมซึ่งกลายเป็น DNA ของรถอีซูซุตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และเป็นจุดเด่นที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในหมู่ผู้ใช้รถยนต์ชาวไทยมาโดยตลอด

โดยอีซูซุมีนโยบายสำคัญ เพื่อการขับเคลื่อนนโยบายด้านการอนุรักษ์พลังงานต่างๆ ดังนี้

  • บริษัทถือว่าการอนุรักษ์พลังงานเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้บริหาร และพนักงานทุกระดับที่จะต้องให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามมาตรการอนุรักษ์พลังงาน
  • บริษัทดำเนินการการอนุรักษ์พลังงาน และการจัดการพลังงานอย่างเหมาะสม โดยกำหนดให้การอนุรักษ์พลังงาน และการจัดการพลังงานเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการของบริษัท
  • บริษัทปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์พลังงาน และการจัดการพลังงาน
  • บริษัทดำเนินการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานขององค์กรอย่างต่อเนื่อง
  • บริษัทให้การสนับสนุนทรัพยากรที่จำเป็นเพื่อให้การดำเนินงานอนุรักษ์พลังงาน และการจัดการพลังงานมีประสิทธิภาพ
  • บริษัทส่งเสริม และสนับสนุนให้บริษัทในกลุ่มตรีเพชรทั้งหมดมีนโยบายอนุรักษ์พลังงาน และดำเนินการที่เกี่ยวข้องเพื่อการจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม

ความท้าทายที่อยู่เหนืออุปสรรค

คุณปนัดดา กล่าวเสริมว่า ในรอบปีที่ผ่านมา บริษัทยังต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ นั่นคือการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อธุรกิจต่างๆ ในเกือบทุกอุตสาหกรรม จากมาตรการล็อกดาวน์ การจำกัดการเดินทาง การเว้นระยะห่างทางสังคม ทำให้ทางบริษัทต้องชะลอ หรืองดการจัดกิจกรรมหลายชนิด

“แต่เรายังคงพยายามอย่างเต็มที่ที่จะดำเนินโครงการ “อีซูซุให้น้ำ...เพื่อชีวิต” เพื่อขุดเจาะหาแหล่งน้ำบาดาล และสร้างระบบการผลิตพร้อมอาคารสำหรับผลิตน้ำดื่มสะอาดให้แก่โรงเรียนที่ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำดื่มสะอาดให้ได้เท่าที่สถานการณ์จะเอื้ออำนวย ทำให้เราได้รับรางวัล “โครงการเพื่อสังคมดีเด่นแห่งปี 2021”

จากการพิจารณาของคณะกรรมการจัดงาน “Car of the Year 2021” นับเป็นรางวัลที่ได้รับจากคณะกรรมการดังกล่าวติดต่อกันเป็นปีที่ 7 เพราะเอกลักษณ์อันโดดเด่น และความต่อเนื่องของโครงการแม้ในช่วงที่เกิดวิกฤต COVID-19”

ในปีนี้ อีซูซุได้ร่วมกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทำพิธีส่งมอบอาคารพร้อมระบบผลิตน้ำดื่มสะอาด อีกทั้งปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบให้แก่โรงเรียนบ้านแปลง (รามคำแหงอนุสรณ์ 7) ที่อำเภอเกาะจันทร์ จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2564 นับเป็นโรงเรียนแห่งที่ 38 ของโครงการของเรา

โดยกลุ่มอีซูซุในประเทศไทย มีความมุ่งมั่นในการจัดทำโครงการ “อีซูซุให้น้ำ...เพื่อชีวิต” ซึ่งยึดถือเป็นโครงการระยะยาวที่ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และได้รับรางวัลเกียรติยศมากมายทั้งในระดับประเทศรวมถึงระดับสากลด้วย ความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของอีซูซุ ด้วยความร่วมมือกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ปี 2556 โดยมุ่งหวังที่จะบรรเทาความเดือดร้อนปัญหาการขาดแคลนน้ำดื่มสะอาดซึ่งเกิดขึ้นที่โรงเรียนในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ

สำหรับการจัดทำโครงการ “อีซูซุให้น้ำ...เพื่อชีวิต” ในปีนี้ได้ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 9 ด้วยปณิธานที่ว่า “เราจะดำเนินโครงการนี้จนกว่าจะไม่มีโรงเรียนในประเทศไทยประสบปัญหาขาดแคลนน้ำดื่มสะอาดอีกต่อไป”

ดังนั้น โครงการ “อีซูซุให้น้ำ...เพื่อชีวิต” จึงยังคงเดินทางเสาะหา และเร่งดำเนินโครงการติดตั้งศูนย์สาธิต และผลิตน้ำดื่มสะอาด ให้แก่โรงเรียนที่ประสบปัญหาคลาดแคลนน้ำดื่มสะอาดต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุดตามปณิธานที่ตั้งไว้

ผู้นำนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม

ที่ผ่านมา อีซูซุมีการคิดค้นนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมออกมาอยู่อย่างสม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนนโยบายของภาครัฐ เช่น นโยบายส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซลที่ออกมาตั้งแต่ปลายปี 2562 ที่ภาครัฐกำหนดให้น้ำมัน B10 เป็นน้ำมันดีเซลพื้นฐานมาตรฐานใหม่ของประเทศไทย เป็นพลังงานทดแทนที่ได้มาจากพืชผลทางการเกษตรภายในประเทศ

ในฐานะผู้นำเทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซล และพลังงานทดแทนไบโอดีเซล อีซูซุจึงมีความตั้งใจที่จะให้การสนับสนุนนโยบายดังกล่าวของภาครัฐ ส่งผลให้ปัจจุบันรถทุกคันที่ผลิตจากโรงงานอีซูซุทั้งรถปิกอัพ รถอเนกประสงค์ และรถบรรทุกขนาดกลางและขนาดใหญ่ สามารถรองรับการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B20 ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยการใช้น้ำมันไบโอดีเซล นอกจากจะช่วยประหยัดเงินแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมเกษตรกรชาวสวนปาล์ม ที่ส่งผลต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอีกด้วย

ทั้งนี้ การสนับสนุนใช้น้ำมันไบโอดีเซลให้มากขึ้น นอกจากจะช่วยให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มมีรายได้ และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมเพราะไบโอดีเซลทำให้ควันไอเสียสะอาดขึ้น จึงสามารถช่วยลดมลภาวะของฝุ่น PM2.5 ได้อย่างมาก

ที่สำคัญ นโยบายนี้ยังส่งผลต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบ ทำให้ประเทศไทยมีความมั่นคงทางพลังงานมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ตามแนวทางการประหยัดน้ำมันที่อีซูซุกำหนดไว้เป็นนโยบายสำคัญตลอดกว่า 6 ทศวรรษที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย

นอกจากการสนับสนุนนโยบายส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซล ในปี 2558 อีซูซุยังได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับอุตสาหกรรมรถกระบะเมืองไทย ด้วยการแนะนำเครื่องยนต์รุ่นใหม่ “Isuzu 1.9 Ddi Blue Power” ถือเป็นการเปิดตัวครั้งแรกในอุตสาหกรรมรถกระบะระดับโลก ด้วยจุดเด่นของขุมพลังใหม่จากเครื่องยนต์ดีเซลขนาดต่ำกว่า 2,000 ซีซี. แต่ให้แรงม้าสูงกว่า และมีประสิทธิภาพที่เหนือกว่าเครื่องยนต์ยอดนิยมของอีซูซุรุ่นเดิม 2,500 ซีซี. ที่มีขนาดใหญ่กว่า

ที่น่าสนใจ คือ เครื่องยนต์รุ่นใหม่ “Isuzu 1.9 Ddi Blue Power” ยังช่วยสร้าง “พลังงานสะอาด” ที่ให้ค่ามลพิษต่ำสุด รองรับมาตรฐานสูงสุด Euro 6 อันเข้มงวดในอนาคต อีกทั้งยังประหยัดน้ำมันสูงสุดเมื่อเทียบกับรถในระดับเดียวกัน และส่งผลให้เครื่องยนต์รุ่นนี้ได้รับความนิยมอย่างท่วมท้นทันทีที่ออกสู่ตลาด

กระแสความแรงนี้ยังคงต่อเนื่องมาจนถึงในปัจจุบัน นับเป็นนวัตกรรมใหม่ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่อุตสาหกรรมรถปิกอัพอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

 

เดินหน้าเติบโตอย่างยั่งยืน

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในช่วงกว่า 6 ทศวรรษที่ผ่านมา ส่งผลให้อีซูซุมีความแข็งแกร่งด้านภาพลักษณ์ และคุณค่าของแบรนด์ (Brand Equity) ในทุกด้าน ด้วยเพราะมีเครือข่ายความร่วมมือที่แข็งแกร่งจากผู้จำหน่ายอีซูซุซึ่งมีเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการกระจายอยู่กว่า 300 แห่งทั่วประเทศ

สำหรับปี 2563 ที่ผ่านมา ขณะที่ตลาดรถยนต์โดยรวมของประเทศไทยหดตัวลงเป็นอย่างมาก และมียอดจำหน่ายรวมเหลือเพียง 792,146 คัน เนื่องมาจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ทั่วโลก ส่งผลให้บริษัทรถยนต์ในประเทศไทยมียอดขายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่อีซูซุเป็นเพียงแบรนด์รถยนต์หลักแบรนด์เดียวที่มียอดขายสูงกว่าปี 2562 ด้วยยอดจำหน่ายรวม 168,215 คัน

อีซูซุยังประสบความสำเร็จด้วยการสร้างสถิติสูงสุดในหลายๆ ด้าน โดยเป็นแบรนด์รถยนต์หลักเพียงแบรนด์เดียวในตลาดรถยนต์เมืองไทยที่มียอดจำหน่ายสูงกว่าปี 2562 ถึง 7.7% ในขณะที่ตลาดรถยนต์โดยรวมหดตัวลงมากถึง 21.4%

อีซูซุยังครองความเป็นเบอร์ 1 ในตลาดรถปิกอัพส่วนแบ่งตลาดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 43.9% และครองอันดับ 1 ในตลาดรถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่ด้วยส่วนแบ่งตลาดสูงกว่า 50%

“การเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กรธุรกิจมิได้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการทำกำไรสูงสุดเท่านั้น จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนและการยอมรับจากทั้งผู้บริโภค และสังคมโดยรวมด้วย นอกจากการดำเนินธุรกิจโดยยึดหลักจริยธรรมทางธุรกิจแล้วผู้บริหารองค์กรยังต้องปลูกจิตสำนึกเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคมให้แก่พนักงานในทุกระดับด้วย เพราะ “คน” เป็นผู้ขับเคลื่อนองค์กร สำหรับอีซูซุแล้วแนวคิดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในวิสัยทัศน์องค์กรของเรา ที่เรียกว่า “วิถีอีซูซุ: ผู้ใช้สุขใจ เพิ่มพูนรายได้ ช่วยให้สังคมพัฒนา” คุณปนัดดา กล่าว

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.