3,687
VIEWS

สรุป ทิศทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การลงทุนที่น่าสนใจ จาก Exclusive Live "THE WISDOM Outlook 2021"

Mar 11, 2021 -None-

นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 โลกของเราก็เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ผลกระทบจากโควิด-19 ส่งผลให้ภาคเศรษฐกิจเกิดความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในระลอก 2 นี้ แม้ว่าบางธุรกิจจะสามารถเติบโตต่อไปได้ดี บางธุรกิจอาจจะทรงตัวอยู่ได้ แต่ก็มีบางธุรกิจเช่นกันที่ถูกโควิด-19 ซ้ำเติมจนหยุดชะงักไป

 

เดอะวิสดอมกสิกรไทย ได้จัด Exclusive Live “THE WISDOM The Symbol Of Your Vision: 2021 Economic Outlook & Investment Forum” ขึ้น โดยเชิญวิทยาการผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมาวิเคราะห์ทิศทางและแนวโน้มเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวปี 2564 ที่ส่งผลต่อการลงทุน

 

คุณขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า โควิด-19 ระลอก 2 นี้ ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน ในภาคของการผลิต แม้ประเทศจะไม่ได้ล็อกดาวน์ แต่ผู้ประกอบการก็ต้องแบกรับภาระต้นทุนในขณะที่รายได้ลดลงไปกว่า 80% และที่หนักที่สุด คือภาคการท่องเที่ยวและบริการ ที่ขาดรายได้ไปนานกว่า 12 เดือน

 

ไม่เพียงเท่านั้น ปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ล้วนส่งผกระทบโดยตรงกับเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็น ความชัดเจนเรื่องการฉีดวัคซีนและการเปิดประเทศ ขีดความสามารถในการรับมือกับไวรัสของแต่ละประเทศที่มีไม่เท่ากัน รวมไปถึงการมาของประธานาธิบดี โจ ไบเดน กับนโยบายการผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีมูลค่าถึง 1.9 ล้านล้าน ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.5 เท่าของ GDP ประเทศไทย ตลอดจนนโนบาย “Build Back Better” ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบไปทั่วโลก ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสสำคัญหากเมืองไทยมีความพร้อมมากพอที่จะรับมือ

นโยบายดังกล่าวจะมีผลให้ทิศทางผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะยาวปรับขึ้น ทั้งยังมีการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางของสหรัฐ (FED) อาจจะทยอยออกจากนโยบายผ่อนคลายทางการเงินภายในปี 2565 ราคาน้ำมันได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของแรงอุปสงค์ ควบคู่ไปกับการลดกำลังการผลิตของประเทศตะวันออกกลาง ตรงกันข้าม สถานการณ์เช่นนี้กลับไม่ได้ส่งผลดีเลยกับราคาทองคำ ขณะเดียวกัน ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและการผลักดันมาตรการต่างๆ ของไทยย่อมมีผลต่อแนวโน้มผลตอบแทนตราสารหนี้ อัตราดอกเบี้ย และค่าเงินบาทในระยะข้างหน้าด้วยเช่นกัน

 

ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว ธนาคารกสิกรไทยยังเห็นสัญญาณฟื้นตัวที่ดีจากลูกค้าเงินกู้ เนื่องจากมีสัดส่วนการชำระหนี้สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้

 

ปัจจัยดังกล่าวทำให้นักวิเคราะห์ทยอยปรับเปลี่ยนมุมมองต่อเศรษฐกิจของสหรัฐและโลกในปีนี้ สำหรับประเทศไทยสถานการณ์ต่างๆ จะดีหรือร้าย ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของเศรษฐกิจและปัจจัยแวดล้อมดังที่กล่าวมา การจับจังหวะการลงทุนนับจากนี้ไปจะมีความละเอียดอ่อนมากขึ้น ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด จึงเป็นโอกาสดีที่เราจะได้มาหารือกับแต่ละภาคส่วน เพื่อหาวิธีรับมือและหยิบฉวยโอกาสเหล่านั้นร่วมกัน

 

 

ดร.ชญาวดี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจัยที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกขณะนี้ มี 2 ปัจจัยสำคัญ คือ เรื่องของวัคซีน และมาตรการของแต่ละประเทศ ทั้งในเรื่องของการเงินและการลงทุน ทุกประเทศล้วนให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจ สิ่งที่น่าจับตามองมากที่สุด คือ การมาของ โจ ไบเดน ซึ่งจะเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสของประเทศไทยในขณะเดียวกัน นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จะส่งผลให้ภาคเศรษฐกิจของสหรัฐต่อ ทำให้การส่งออกของไทยได้อานิสงส์ไปด้วยในระยะสั้น แต่ต้องไม่ลืมว่าในระยะยาว Build Back Better นโยบายเพื่อสหรัฐที่ดีกว่า จะเข้ามาสร้างผลกระทบอันใหญ่หลวงให้กับเราได้ เพราะฉะนั้นในอนาคต หากผู้ส่งออกไทยต้องการโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจสหรัฐ ต้องปรับตัวโดยด่วน

สำหรับเศรษฐกิจของประเทศ ในมุมมองของธนาคารแห่งประเทศไทย มองว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้น่าจะฟื้นตัวได้ดีกว่าปีก่อน แต่อาจจะช้ากว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียน

 

ในภาพรวมจะเห็นว่าเศรษฐกิจฟื้น เพื่อนบ้านเราฟื้น อยู่ที่เราว่าจะปรับตัวอย่างไรให้โตไปกับเพื่อนได้

 

ที่น่ากังวลมากที่สุด คือ เรื่องของวัคซีน นโยบายการคลัง และมาตรการพักชำระหนี้ที่กำลังจะหมดลง ซึ่งต้องรอดูต่อไปว่า รัฐบาลจะมีมาตรการอะไรออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องของการท่องเที่ยวที่ห้ามสะดุดโดยเด็ดขาด 

 

รัฐบาลเองในช่วงที่เศรษฐกิจแย่มากๆ เก็บรายได้ได้น้อยลงด้วย ฉะนั้นการตั้งกรอบงบประมาณปี 2565 ก็จะน้อยลงไปด้วย และอาจไม่สามารถตั้งกรอบได้สูงเท่าเดิม แต่ถ้าการท่องเที่ยวกลับมาได้ทัน ก็จะช่วยให้เศรษฐกิจกลับมาโตได้

 

 

ทางด้าน คุณธิติ ตันติกุลานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ. หลักทรัพย์กสิกรไทย กล่าวว่า แม้จะมีข่าวดีเรื่องวัคซีน แต่สำหรับเมืองไทยแล้วอาจยังต้องรอถึงปีหน้ากว่าจะสามารถฉีดวัคซีนได้ถึงขั้นที่เป็น เฮิร์ด อิมมูนิตี้ เมืองไทยที่พึ่งพาการท่องเที่ยวมากกว่า 10% ของ GDP อาจต้องยอมเปิดประเทศก่อน เพื่อให้การท่องเที่ยวเข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้ดีขึ้น ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่า ประชาชนไทยสามารถอยู่ร่วมกับโควิดได้หรือไม่ด้วย และอาจจะต้องมีกลไกเรื่องวีซ่าหรือวัคซีนพาสปอร์ตเข้ามาช่วย

พร้อมกันนี้ คุณธิติ มองว่า การลงทุนในช่วงนี้เป็นไปด้วยความลำบาก แต่ด้วยสภาพคล่องของโลกรวมถึงอัตราเงินเฟ้อในระบบที่ค่อนข้างสูง และดอกเบี้ยที่ต่ำ ทำให้นักลงทุนยังคงสนใจ ยอมจ่ายให้กับราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ผลตอบแทนเท่าเดิม เห็นได้ชัดจากกรณีบิทคอยน์ที่เติบโตสูงถึง 540% 

 

 

สำหรับภาคการท่องเที่ยว ความหวังสำคัญที่จะช่วยการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยหลังจากประเทศมหาอำนาจกลายเป็น เฮิร์ด อิมมูนิตี้ แล้ว คุณยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย คาดการณ์ว่า เรื่องของวัคซีนพาสปอร์ตของประเทศต่างๆ น่าจะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเป็นเอกสารที่สร้างความมั่นใจให้ทุกคนสามารถกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจรวมถึงเดินทางท่องเที่ยวได้อีกครั้ง

 

สิ่งที่จะเกิดขึ้นจากนี้ไป จะเปลี่ยนแปลงไปด้วยอัตราเร่ง เราไม่สามารถคาดการณ์เวลาได้เลย ทุกอย่างอาจจะช้า หรืออาจจะเร็วกว่าปกติด้วยซ้ำ วัคซีนจะกลายมาเป็น Game Changers ที่ทำให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว

 

คุณยุทธศักดิ์ เปิดเผยว่า เมืองไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการท่องเที่ยวจากต่างชาติในระดับสูง ปี 2562 เมืองไทยมีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติมากที่สุดถึง 2 ล้านล้านบาท มีนักท่องเที่ยวเข้ามามากกว่า 40 ล้านคน ผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้รายได้การท่องเที่ยวในภาพรวมหายไปถึง 73% หรือเหลือราวๆ 6.7 ล้านคน

 

ถือเป็นความโชคดี เพราะผลจากการตรวจสอบดีมานด์จากต่างประเทศพบว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องการมาเที่ยวไทยเป็นจำนวนมาก และไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของการฉีดวัคซีนในประเทศที่ต้องการจะไปท่องเที่ยวมากนัก นักท่อง เที่ยวส่วนใหญ่ตัดสินใจจะเดินทางไปประเทศที่มีความเสี่ยงน้อย และควบคุมสถานกาณ์การแพร่ระบาดได้ดีเท่านั้น

สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ในตอนนี้ คือ การตรวจสอบดีมานด์ในต่างประเทศ เราให้สำนักงานของเราทั้งหมดในต่าง ประเทศ ตรวจเช็ค 2 เรื่อง คือ แผนการฉีดวัคซีน และนโยบายการส่งออก ซึ่งจะทำให้รู้ว่าคนกลุ่มไหนจะออกมาเที่ยวได้ก่อน เร็วที่สุดตอนนี้ เราคาดการณ์ว่าน่าจะเป็นรัสเซีย โดยเขาจะเริ่มเดินทางหลังจากได้รับวัคซีนครบแล้ว 1-2 เดือน เมื่อต่างประเทศมี ดีมานด์จะมาแล้ว สิ่งสำคัญที่สุด คือ เราต้องเตรียมความพร้อมที่จะรับเขาเข้ามาด้วย

 

คุณยุทธศักดิ์ อธิบายว่า หลังจากหลายประเทศได้รับวัคซีนจนเป็น เฮิร์ด อิมมูนิตี้ การแข่งขันในอุตสาหกรรม   ท่องเที่ยวของแต่ละประเทศจะสูงขึ้น ทุกประเทศล้วนเตรียมความพร้อม เพราะทุกคนทราบดีว่า ต้นทุนในการเดินทางหลังโควิด -19 จะสูงขึ้น นักท่องเที่ยวที่สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้กลุ่มแรกๆ จะเป็นกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อ และมียอดใช้จ่ายต่อทริปที่ค่อน ข้างสูง ภาพการท่องเที่ยวของไทยต่อจากนี้ไปควรจะต้องเปลี่ยนแปลง ไม่เน้นไปที่ปริมาณนักท่องเที่ยวต่อหัว แต่ควรจะต้องเน้นไปเชิงคุณภาพให้มากกว่าเดิม

 

นักท่องเที่ยวกลุ่มแรกที่จะเข้ามาน่าจะเป็นกลุ่มยุโรป อเมริกา สแกนดิเนเวีย เนื่องจากทางฝั่งจีนและอินเดียซึ่งเดิมเป็นกลุ่มหลักๆ ของเรา เขายังเอ็นจอยกับการท่องเที่ยวในประเทศของเขาอยู่ และแน่นอนว่ายังไม่มีสัญญาณให้ออกนอกประเทศ เกาหลีและญี่ปุ่นก็เพิ่งประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไป กลายเป็นความกดดัน ที่เราต้องหาตลาดใหม่มากขึ้น ต้องหาคนที่มีความสามารถในการใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น  เราจะต้องส่งเสริมการท่องเที่ยวลักษณะสร้างสรรค์ ไม่เน้นจำนวน แต่เน้นคุณภาพ ต้องโฟกัสไปที่กลุ่มที่เข้ามาแล้วใช้จ่ายในลักษณะ Inclusive กระจายรายได้เป็นวงกว้างมากขึ้น

 

ททท. ในฐานะคนที่อยากกระตุ้นการท่องเที่ยวให้กลับมา ได้ดำเนินการร่วมกับหลายหน่วยงาน มีการจัดทำ Sandbox เพื่อเปิดเป็นพื้นที่ทดลอง รองรับกับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่กำลังจะกลับมา ควบคู่ไปกับสร้างมาตรการป้องกัน 

 

สิ่งที่เราพยายามผลักดัน คือ ล้มแล้วต้องลุกไว ปี 2564 นี้ เราอยากเห็นนักท่องเที่ยวกลับมาสัก 6.5 ล้านคน มีรายได้รวมสัก 1.2 ล้านล้าน และมีรายได้ในปี 2565 ประมาณ 2.5 ล้านล้านบาท หรือเป็น 50% ของปี 2562 ค่าใช้จ่ายต่อคนต่อทริปจะต้องเพิ่มขึ้นจาก 50,000 บาท เป็น 60,000-63,000 บาท หรือประมาณ 30%”

เพื่อให้ตัวเลขเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ คุณยุทธศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เมืองไทยต้องกลับมาเตรียมความพร้อมทั้งในเรื่องของ Sandbox สายการบิน รวมไปถึงเรื่องของ Supply Size และจะมีความเป็นไปได้มากที่สุดหากประเทศไทยสามารถเปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาได้ภายในไตรมาส 3 ของปีนี้

 

เราอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง กรุงเทพฯ ต้องเป็นนิวกรุงเทพฯ ภูเก็ตต้องเป็นนิวภูเก็ต เราไม่อยากให้ทุกคนทำเหมือนว่าหลับไปแล้ว 2 ปี แล้วตื่นมาทุกอย่างเป็นเหมือนเดิม ถ้าเราต้องการนักท่องเที่ยวคุณภาพ เราก็ต้องมีของคุณภาพไว้รองรับเขา

 

การจะทำให้ภาพเหล่านี้เกิดขึ้นในไตรมาส 3 ได้ นับเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง เพราะความต้องการท่องเที่ยว มีตัว กำหนดหลายปัจจัยด้วยกันไม่ว่าจะเป็น มาตรการการดำเนินการของสาธารณสุข Sentiment ของคนในพื้นที่ เรื่องของการฉีดวัคซีนและการสร้างความมั่นใจ ความยากง่ายในการเดินทางท่องเที่ยว ตลอดจนนโยบายการเดินทางของแต่ละประเทศ

 

“Worst Case ที่สุดน่าจะเป็นไปตามที่คาดเอาไว้ คือ 3 ล้านคนในปีนี้ แต่ก็ไม่อยากให้มองในแง่ร้ายเกินไป เพราะจากการพูดคุยกับเจ้าของกิจการทั้งแอร์ไลน์ และโรงแรม ทุกคนยังเชื่อว่า อย่างไรเสียเศรษฐกิจไทย และการท่องเที่ยวต้องกลับมา ขึ้นอยู่กับเวลา แต่แน่นอนว่า ทำได้เร็วกว่าย่อมดีกว่า ที่น่าดีใจเลย คือ ไม่มีใครยกเลิกการลงทุน ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่ดี

 

 

อย่างไรก็ตาม จากมุมมองของนักวิชาการอย่าง รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการอาเซียนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มองในมิติของภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจนั้น พบว่า เมืองไทยมีเรื่องต้องระมัดระวังอยู่หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความสามารถในการรับมือกับ Global Value Chain ที่เปลี่ยนไป การเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจของสหรัฐและจีนกับนโยบายที่เปลี่ยนไปซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเรา ประเด็นทางการเมืองของประเทศเพื่อนบ้านที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน เรื่องของ Disruptive Technology และรูปแบบการใช้ชีวิตเปลี่ยนไป ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศสิ่งแวดล้อม

 

รศ.ดร.ปิติ กล่าวว่า สิ่งที่น่ากลัวคือ เมื่อประเทศเปิดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวไทยก็ต้อง การออกไปเหมือนกัน สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับประเทศจีน แต่ยังควบรวมไปถึงประเทศต่างๆ ที่สหรัฐขาดดุลด้วย นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของ โจ ไบเดน อาจจะเป็นโอกาสสำหรับคนไทยในระยะหนึ่ง แต่นโยบาย Made in America Initiative จะทำให้ต้นทุนของคนไทยที่ต้องการค้าขายในสหรัฐสูงขึ้นในทุกๆ ด้าน

สิ่งที่เราต้องการที่สุดในตอนนี้ คือ นโยบายของผู้ที่ดูแลในส่วนนี้ว่าเราพร้อมหรือยัง นาทีนี้เราต้องชัดเจนว่าผลประโยชน์ของชาติเราอยู่ตรงไหน เพราะผลประโยชน์แห่งชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีหลากหลายมิติ ถ้าเราชัดเจนกันก่อนว่า จับคู่กับประเทศนี้แล้วดีที่สุด เราก็ต้องหารือกันระหว่างกรมต่างๆ ว่าความต้องการของใครเป็นอย่างไร แล้วขัดแย้งกันไหม ทำอย่างไรถึงจะทำงานร่วมกันได้ แล้วเรามีความสัมพันธ์กับทุกประเทศอย่างไรบ้าง แต่ละกระทรวงต้องตอบโจทย์เหล่านี้ให้ได้ ต้องมีนโยบายหลักมาควบคุมดูแล ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนมีอยู่ในแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติอยู่แล้ว ขึ้นอยู่ที่เราว่าจะหยิบขึ้นมาปรับใช้ และทำให้มันเกิดขึ้นจริงได้อย่างไร 

ถามว่าเราจะโชคดีได้อานิสงส์จากเรื่องนี้หรือไม่ ต้องถามต่อว่า โชคดีคืออะไร โชคดีมาจาก 2 อย่าง คือ โอกาส และ ความพร้อม ถ้าขาดอะไรไปอย่างใดอย่างหนึ่งเท่ากับพัง คำถาม คือเราจะสามารถเตรียมความพร้อมรับกับโอกาสที่เกิดขึ้น และพร้อมที่จะโตไปพร้อมอาเซียนหรือไม่

 

 

พร้อมกันนี้ คุณยุทธศักดิ์ กล่าวเสริมว่า ในทุกวิกฤตมีโอกาส ขอให้ทุกคนมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น สิ่งสำคัญที่มี 3 เรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องนำไปใช้เอาไปใช้ คือ เรียนรู้ให้เร็ว กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง และมีความตั้งใจที่จะปรับปรุง 

 

เราควรมองวิกฤตให้เป็นโอกาส อย่าไปพูดถึงอุปสรรค อย่าไปพูดถึงความไม่แน่นอน แต่เราต้องใช้ความเสี่ยง และบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ เราควรเลือกมองสิ่งที่จะเป็นความหวัง สิ่งที่จะเป็นอนาคต แล้วตั้งใจทำให้มันเกิดขึ้นไปพร้อมๆ กันคุณยุทธศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

BANK

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.