6,922
VIEWS

“เนสกาแฟ” สร้างนิยามของผู้นำตลาด คุณค่าที่มากกว่าการดื่มกาแฟ

Mar 15, 2021 -None-

ความหมายของการเป็นผู้นำตลาดจะมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เมื่อแบรนด์นั้นสามารถเป็นที่หนึ่งในใจผู้บริโภคด้วย เช่นเดียวกับ “เนสกาแฟ” แบรนด์กาแฟที่ครองตลาดกาแฟไทยมายาวนานกว่า 48 ปี โดยมีสถิติว่าคนไทยดื่มเนสกาแฟ มากกว่า 20,000 แก้วต่อนาที หรือคิดเป็น 350 แก้วต่อวินาที ทั้งยังครองตำแหน่งแบรนด์ที่มีผู้บริโภคชื่นชอบมากที่สุดติดต่อกัน  12 ปี จากผลสำรวจ Thailand’s Most Admired Brand 2021

คุณศรีประภา จิงประเสริฐสุข ผู้จัดการธุรกิจกาแฟสำเร็จรูปและครีมเทียม บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวถึงความสำเร็จของเนสกาแฟว่ามาจากจุดยืนของแบรนด์ที่ชัดเจนในการ “เชื่อมทุกความผูกพัน” ของคนไทยไว้ด้วยกัน โดยมีกาแฟที่มีคุณภาพเป็นสื่อกลาง และด้วยความที่แบรนด์มีสตอรี่อยู่คู่คนไทยยาวนานกว่า 48 ปี จนกล่าวได้ว่าคนไทย 3 เจนเนอเรชั่นเติบโตมากับเนสกาแฟ ที่สำคัญยังเป็นแบรนด์เดียวในตลาดที่ตอบโจทย์คนทุกเจน ทุกกลุ่ม และทุกความต้องการ

ความครบครันของสินค้านั้นมีตั้งแต่กาแฟสำเร็จรูปแบบชง เนสกาแฟ เรดคัพ และเนสกาแฟ เรดคัพ ออริจิน ซีเล็คชั่น กาแฟปรุงสำเร็จ ได้แก่ เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู เนสกาแฟ อเมริกาโน่ และเนสกาแฟ ลาเต้ กาแฟพรีเมียมภายใต้ แบรนด์เนสกาแฟ โกลด์ และกาแฟพร้อมดื่มในรูปแบบกระป๋องและแบบขวด รวมถึงเนสกาแฟ โคลด์ บริว จึงกล่าวได้ว่าเนสกาแฟมีผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกโอกาสการดื่มทั้งในบ้าน และนอกบ้าน ทั้งยังมีหลายระดับราคาให้เลือก

แต่ละผลิตภัณฑ์ยังสะท้อนให้เห็นถึงการเป็นผู้นำแห่งนวัตกรรมของเนสกาแฟ ยกตัวอย่าง เนสกาแฟ เบลนด์แอนด์ บรู สูตรใหม่ เป็นกาแฟปรุงสำเร็จครั้งแรกในเมืองไทยที่ผสมกาแฟคั่วบดละเอียดคุณภาพเยี่ยม 2 สายพันธุ์ ทั้งอาราบิก้า และโรบัสต้า ซึ่งใช้เทคโนโลยีพิเศษเอกสิทธิ์เฉพาะของเนสกาแฟช่วยกักเก็บกลิ่นหอมกรุ่น ให้รสชาติหอมขึ้น อร่อยขึ้น เข้มนุ่มลงตัว เนสกาแฟ อเมริกาโน่ปรุงสำเร็จ สไตล์คาเฟ่ โดยใช้กาแฟสายพันธุ์อาราบิก้ามาคั่วบดละเอียดด้วยกรรมวิธีพิเศษเฉพาะของเนสกาแฟ เพื่อให้ได้กลิ่นหอมกรุ่นและรสชาติของกาแฟคั่วบดแท้ๆ ในทุกซอง เนสกาแฟ โคลด์ บริว กาแฟสกัดเย็นพร้อมดื่มครั้งแรกในประเทศไทย รองรับกระแสกาแฟพรีเมียมพร้อมดื่ม โดยมีให้เลือก 2 รสชาติ ทั้งเพียว แบล็ค และคราฟท์ลาเต้

คุณธนธร พันพานิชย์กุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาดอาวุโส กลุ่มผลิตภัณฑ์กาแฟพร้อมดื่มและชา บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า ปีที่ผ่านมาบริษัทยังได้ออกเนสกาแฟ เรดคัพ ออริจิน ซีเล็คชั่น สุราษฎร์ธานี รุ่น ลิมิเต็ด เป็นอีกหนึ่งไอเดียที่ให้ผู้บริโภคมีโอกาสการดื่มกาแฟที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ พร้อมสนับสนุนเกษตรกรให้ปลูกกาแฟคุณภาพและสร้างความภาคภูมิใจของกาแฟไทยไปด้วยกัน ตอกย้ำแนวคิด “ปลูกด้วยใจ กาแฟไทยยั่งยืน”

อย่างไรก็ดี นวัตกรรมไม่ได้มีแค่โปรดักต์เท่านั้น แต่เนสกาแฟยังขยายขอบเขตไปถึงแพ็กเกจจิ้งที่สามารถลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายจะเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เนสกาแฟทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ให้นำไปรีไซเคิลได้ 100% ภายในปี 2565 นำร่องโดยเนสกาแฟ โพรเทค โพรสลิม ที่เปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์กระดาษเป็นครั้งแรกของเนสกาแฟทั่วโลก เพื่อทดแทนการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก รวมถึงได้นำร่องพัฒนาซองเนสกาแฟ โพรเทค โพรสลิม ให้เป็นนวัตกรรมแบบ Mono Structure ที่ผลิตจากพลาสติกตระกูลเดียวกัน แต่ยังเก็บรักษาคุณภาพของกาแฟที่ดีไว้ได้รวมถึงกาแฟกระป๋องพร้อมดื่ม ซึ่งเนสกาแฟถือเป็นแบรนด์แรกๆ ในตลาดที่สามารถเปลี่ยนมาใช้กระป๋องอะลูมิเนียมที่นำไปรีไซเคิลได้

การสร้างเทรนด์การดื่มกาแฟใหม่ๆ ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เนสกาแฟเป็นแบรนด์ที่มัดใจผู้บริโภคได้อยู่หมัด เพราะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่มอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู สูตรน้ำตาลน้อยลง 25% และสูตรไม่มีน้ำตาลทราย โดยเฉพาะในช่วงล็อกดาวน์จากสถานการณ์ COVID-19 เนสกาแฟ ก็ได้เปิดตัวเนสกาแฟ อเมริกาโน่ เฮาส์เบลนด์ กาแฟอเมริกาโน่พร้อมดื่มขวดใหญ่ เพื่อรองรับพฤติกรรมการอยู่บ้านมากขึ้น

หลักๆ เราอยู่กับคนไทย โตไปกับคนไทย และให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ประกอบกับเราเป็นบริษัทโกลบอล จึงมีความได้เปรียบในการเรียนรู้ Best Practice จากหลายตลาด และมีเทรนด์ใหม่ๆ ให้ศึกษา ที่สำคัญเรามีวิธีการจับอินไซต์ว่าแต่ละกลุ่มมีดีมานด์แบบไหน ทำให้เรามีสินค้าที่ตอบโจทย์ได้ทุกกลุ่ม ทั้งคุณภาพ ราคา และรูปแบบการดื่มในทุกโอกาสและสถานที่ เรายังคงยืนยันที่จะไม่หยุดสร้างสรรค์นวัตกรรมหรือนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาไว้ในสินค้า พัฒนาเรื่องความยั่งยืนในด้านต่างๆ และสนับสนุนเกษตรกรไทย”     คุณธนธร กล่าว

แต่ต้องยอมรับว่านวัตกรรมจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจาก Mindset การทำงานที่มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวสูง ซึ่งเนสกาแฟก็พิสูจน์ได้ว่าการเป็นองค์กรขนาดใหญ่ไม่ได้มีอุปสรรคต่อการทำงาน ตรงข้ามกลับมีความรวดเร็วและยืดหยุ่นสูง ดังจะเห็นได้จากนวัตกรรมสินค้า และแคมเปญการสื่อสารในปีที่ผ่านมาที่ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ แคมเปญชงโชครับตรุษจีนสไตล์อินเตอร์แอ็กทีฟ 3D อย่างครบวงจรเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยใช้เทคโนโลยี AR ซึ่งผู้บริโภคสามารถสแกนได้จากคอลเลคชั่นแก้วมงคล แพ็กเกจจิ้ง และซองเนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู รวมทั้งสื่อบน MRT สถานีวัดมังกร และการเปิดตัว “เนสกาแฟ ลาเต้” โดยจับมือกับนาดาว บางกอก ปล่อยซิงเกิ้ลเพลงและมิวสิกวิดีโอ ดี๊ดี กระทั่งได้รับรางวัลในฐานะคอนเทนต์ที่มีเอนเกจเม้นต์สูงสุด ล่าสุดในปีนี้มีการจัดแคมเปญลุ้นโชค ครบรอบ 48 ปีเนสกาแฟ “อภิมหาโชค ทอง รถ บ้าน” รวมรางวัลมูลค่ามากกว่า 10 ล้านบาท

“เราปรับการทำงานให้มีความรวดเร็ว คล่องตัว พร้อมรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป โดยเฉลี่ยทุก 4-6 เดือน ก็จะมีสินค้าหรือแคมเปญใหม่ออกมา จากเดิมที่การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ในอดีตอาจใช้เวลานานถึง 1-2 ปี การปรับเปลี่ยนเหล่านี้เกิดขึ้นได้จากการที่เราได้วางแนวทางการทำงาน นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ และสร้าง Mindset ให้กับทุกคนในองค์กรให้สร้างอะไรใหม่ๆ เพื่อลูกค้า และคนในสังคม”

เหมือนการสร้าง Business Ecosystem รองรับการดื่มกาแฟนอกบ้าน ถือเป็นมิติใหม่ที่ทำให้เนสกาแฟมีความครบวงจร นั่นคือ “เนสกาแฟ ฮับ” ร้านกาแฟสไตล์คาเฟ่ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ไม่สะดวกชงกาแฟดื่มที่บ้าน และโมเดลธุรกิจร้านกาแฟสดภายใต้ชื่อ “เนสกาแฟ สตรีท คาเฟ่” ของกลุ่มธุรกิจเนสท์เล่ โพรเฟชชันนัล ที่นำความเชี่ยวชาญด้านกาแฟ ไม่ว่าจะเป็นวิธีชง สูตรกาแฟ และการบริหาร เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการไทย

คุณศรีประภา กล่าวทิ้งท้ายถึงทิศทางการทำงานปีนี้ว่า บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้ามาเป็นอันดับ 1 ตามด้วยนวัตกรรมที่จะทยอยนำเสนอสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการหรือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมสร้างประสบการณ์ดื่มกาแฟที่ไม่ได้มีแค่คุณภาพ และให้ความสะดวกในทุกโอกาสเท่านั้น แต่ยังมอบคุณค่าให้กับลูกค้าในทุกๆ แก้ว

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.