เราได้อะไรเมื่อผลิตภัณฑ์ยาได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา?

Feb 17, 2021 -None-

ถ้าอาหารที่แย่นำไปสู่สุขภาพที่ไม่ดี แล้วยาที่อันตรายจะส่งผลต่อสุขภาพของเราขนาดไหน

ทำไมเราจึงสนใจและให้ความสำคัญกับแหล่งผลิตวัคซีนต่าง ๆ เป็นอย่างมาก แต่กลับไม่ค่อยตั้งคำถามถึงแหล่งผลิตยาที่พวกเราบริโภคกันอยู่ทุกวันนี้มากเท่าที่ควร เราจะทราบได้อย่างไรว่าผลิตภัณฑ์ยาที่วางจำหน่ายตามท้องตลาดมาจากแหล่งผลิตที่ถูกต้องตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญามีความเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้ และทำไมการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาและการขึ้นทะเบียนยาอย่างถูกต้องจึงมีความสำคัญ

ทั่วโลกต่างกำลังแข่งขันผลิตวัคซีนเพื่อต่อสู้กับการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่นี่จะกลายเป็นจุดสนใจของสาธารณชนในทุกประเทศ ผู้คนทุกวัยทั้งที่มีและไม่มีความเชี่ยวชาญด้านการทดลองทางคลีนิกต่างติดตามขั้นตอนการผลิตอย่างใกล้ชิด โดยต่างตั้งความหวังว่าวิทยาศาสตร์จะสามารถเสนอทางออกในการหยุดยั้งการแพร่ระบาดได้ และเราจะได้กลับมามี “ชีวิตปกติ” กันอีกครั้ง ความสนใจในประเด็นนี้จึงนำไปสู่การตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับการทดลองวัคซีนว่าจะปลอดภัยมากพอสำหรับมนุษย์ และนับว่าน่าดีใจที่ความสนใจนี้ทำให้ความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ยาถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในวงกว้าง

ผลิตภัณฑ์ยาหมายถึงยารักษาโรคหรือขั้นตอนต่าง ๆ ในการรักษาหรือป้องกันโรคและความเจ็บป่วย หรืออีกนัยหนึ่งคือสิ่งที่ทำให้เรามีสุขภาพดีหรือช่วยให้เรารู้สึกดีนั่นเอง แต่จะเป็นอย่างไรถ้ามันกลับสร้างอันตรายต่อสุขภาพหรือแม้แต่ฆ่าเราได้  ต้นเหตุก็คือยาปลอมหรือยาปลอมแปลง ทั้งสองอย่างนี้มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือไม่ได้ผ่านการตรวจสอบโดยหน่วยงานรัฐบาลเพื่อรับรองความปลอดภัยในการใช้กับคนในวงกว้าง

การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของยาผิดกฎหมายทั้งสองประเภทนี้สร้างผลกระทบมากกว่าที่คิดเนื่องจากในอดีต ยาผิดกฎหมายส่วนใหญ่จะเป็นผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพแนว “ไลฟ์สไตล์” แต่ในปัจจุบัน แม้แต่ยารักษาโรค เช่น ยารักษาโรคหัวใจ ก็ยังเพิ่มมากขึ้นและหลั่งไหลเข้าสู่ตลาดโดยไม่ผ่านการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาและการขึ้นทะเบียนยาอย่างถูกต้อง

แม้ว่ายาทั้งสองประเภทนี้จะผิดกฎหมายและก่อให้เกิดอันตรายได้เหมือนกัน แต่ความแตกต่างระหว่างยาปลอม (Falsified Medicine) กับยาปลอมแปลง (Counterfeit Medicine) คืออะไร? ยาปลอมคือยาที่ทำให้ดูเหมือนยาที่ผ่านการอนุมัติให้จำหน่ายแต่อาจมีส่วนผสมคุณภาพต่ำหรือผสมในสัดส่วนที่ผิด และเนื่องจากไม่ได้ผ่านการประเมินทั้งในเรื่องคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพการรักษาตามขั้นตอนที่กำหนดโดยหน่วยงาน ยาปลอมจึงอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก

ส่วนยาปลอมแปลงเป็นยาที่ไม่ได้จดทะเบียนคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและสิทธิในทรัพย์สินอุตสาหกรรม เช่นเครื่องหมายการค้าหรือสิทธิบัตร ยาปลอมแปลงไม่ได้ก่อปัญหาในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเท่านั้น เพราะจากการศึกษาการค้าขายผลิตภัณฑ์ยาปลอมแปลง (Trade in Counterfeit Pharmaceutical Products) ของสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาของสหภาพยุโรป (European Union Intellectual Property Office : EUIPO) และองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organisation for Economic Cooperation and Development: OECD)ในกรณีส่วนใหญ่ซึ่งมากถึง 90%ยาปลอมแปลงก็สามารถเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ป่วยได้เช่นกัน

นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO)ยังระบุในเอกสารรายงานระบบการเฝ้าระวังและการตรวจสอบระดับสากลขององค์การอนามัยโลกสำหรับผลิตภัณฑ์ยามาตรฐานและผลิตภัณฑ์ยาปลอมแปลง (WHO Global Surveillance and Monitoring System for Substandard and Falsified Medical Products)ถึงการประเมินจำนวนเด็กที่เสียชีวิตจากโรคปอดบวมหลังจากบริโภคยาปลอมแปลงในแต่ละปี ซึ่งมีจำนวนตั้งแต่ 72,000 ถึง 169,000 คนเลยทีเดียว

ยาปลอมแปลงไม่ใช่เรื่องน่ากังวลสำหรับการสาธารณสุขเท่านั้น เนื่องจากการคิดค้นนวัตกรรมและการสร้างสรรค์ถือเป็นรากฐานของเศรษฐกิจสมัยใหม่ ยาปลอมแปลงคือตัวดูดเม็ดเงินที่เจ้าของสิทธิ์ที่แท้จริงสมควรได้รับผ่านการลอกเลียนแบบจนทำให้เจ้าของสิทธิ์ขาดรายได้ส่วนนี้ไป ซึ่งไม่เพียงบริษัทผู้ผลิตยาที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้นที่ได้รับความเสียหาย แต่ประชาชนทั่วไปก็จะเสียประโยชน์ด้วยเพราะจะเกิดอุปสรรคในการคิดค้นพัฒนายาที่ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากรายได้ที่จะนำมาเป็นทุนในการค้นคว้าและพัฒนาลดน้อยลง

ผลิตภัณฑ์เหล่านี้สามารถหาลู่ทางเข้าสู่วงจรห่วงโซ่อุปทานที่ถูกกฎหมายได้ง่ายกว่าในอดีต ซึ่งหมายความว่าการจำหน่ายยาผิดกฎหมายไม่ได้ถูกจำกัดเฉพาะในช่องทางผิดกฎหมายอย่างผู้ค้าเถื่อนหรือช่องทางออนไลน์แต่ผู้บริโภคหรือผู้ป่วยหนักที่อาจซื้อยาผิดกฎหมายมาบริโภคโดยไม่ตั้งใจ และไม่อาจล่วงรู้ถึงอันตรายจากผลข้างเคียงที่จะเกิดกับสุขภาพของตนเอง

หากปัญหายังไม่หมดแค่นั้น ดังที่มีการเน้นย้ำในรายงานของสำนักงานสหประชาชาติเรื่องUnited Nations Office on Drugs and Crime’s report ว่าองค์กรอาชญากรรมมักอยู่เบื้องหลังการผลิตยาปลอมแปลงเหล่านี้ ซึ่งหมายความว่าผลกำไรที่ได้มาอาจถูกนำไปใช้หล่อเลี้ยงระบบการค้าสิ่งผิดกฎหมาย ยกตัวอย่างเช่น ยาเสพติดหรือแม้แต่การค้ามนุษย์ รวมไปถึงปฏิบัติการที่สนับสนุนอาชญากรรมรุนแรง เช่น การลักพาตัวและการขู่กรรโชก

ส่วนหนึ่งที่ช่วยเสริมให้เกิดกระบวนการค้าผิดกฎหมายมากขึ้นก็คือความนิยมของอีคอมเมิร์ซ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นของการซื้อสินค้าออนไลน์ โดยเฉพาะในช่วงของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ทำให้การวางระเบียบข้อกำหนดเป็นไปได้ยากส่งเสริมให้สินค้าปลอมแปลงแพร่หลายได้มากขึ้น และเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ค้าและการขนส่งสินค้าที่อยู่นอกระบบโดยในรายงานของคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) เรื่องการบังคับใช้กฎหมายศุลกากรของสหภาพยุโรปด้านสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา (EU customs enforcement of intellectual property rights) ระบุว่าการตรวจยึดสินค้าปลอมแปลงในยุโรปกว่า 84% เกิดขึ้นในกระบวนการขนส่งสินค้าและการขนส่งทางไปรษณีย์ เป็นต้น

ประชาชนทั่วไปสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการต่อต้านยาปลอมแปลงได้ ผ่านการตรวจสอบแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์หรือตราประทับของหน่วยงานที่กำกับดูแลผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ซึ่งจะช่วยให้ทราบถึงข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้อง เราสามารถร่วมมือกันต่อต้านสิ่งผิดกฎหมายเหล่านี้เนื่องจากยาปลอมแปลงมีวางจำหน่ายในท้องตลาดมาเป็นเวลานาน และหากปราศจากการตระหนักรู้ การบริโภคสิ่งเหล่านี้ก็อาจนำไปสู่อาการที่ไม่อาจคาดเดา ตลอดจนความผิดปกติถาวร และอาจถึงแก่ชีวิตได้

สหภาพยุโรป (European Union)ให้การสนับสนุนประเด็นทางทรัพย์สินทางปัญญาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงการต่อสู้กับปัญหายาปลอมแปลงผ่านโครงการ IP Key South-East Asiaโดยสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรมของโครงการได้ที่ www.ipkey.euหรือทาง Facebook, Twitterและ LinkedIn

 

เกี่ยวกับIP Key South-East Asia

ไอพี คีย์ เซาท์อีสต์เอเชีย (IP Key SEA)เป็นโครงการระยะเวลา 4 ปีที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากสหภาพยุโรปและดำเนินงานโดยสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาของสหภาพยุโรป (European Union Intellectual Property Office: EUIPO) มีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมการปกป้องสิทธิ์และการบังคับใช้กฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านการสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมทางกฎหมายและเศรษฐกิจที่เหมาะสมซึ่งช่วยส่งเสริมการค้าและการลงทุนในภูมิภาค ด้วยการสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายและการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพด้านทรัพย์สินทางปัญญา ไอพี คีย์ เซาท์อีสต์เอเชีย มุ่งหวังให้เกิดความเท่าเทียมทั้งสำหรับผู้ประกอบการในระดับประเทศและผู้ถือประโยชน์ทุกฝ่ายในสหภาพยุโรป โดย ไอพี คีย์ เซาท์อีสต์เอเชีย คือแผนงานหนึ่งในสามที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากสหภาพยุโรป มุ่งเน้นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและดำเนินงานโดยสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาของสหภาพยุโรป ร่วมกับIP Key China และ IP Key Latin America

 

เกี่ยวกับสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาของสหภาพยุโรป

สำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาของสหภาพยุโรป (European Union Intellectual Property Office: EUIPO)คือหน่วยงานของสหภาพยุโรป มีฐานการดำเนินงานในเมืองอาลีคานเต้ ประเทศสเปน ทำหน้าที่บริหารการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของสหภาพยุโรป (European Union Trade Mark: EUTM) และหน่วยงาน Registered Community Design (RCD) โดยทั้งสองหน่วยงานให้ความคุ้มครองแก่รัฐสมาชิกสหภาพยุโรปทั้ง 27 รัฐ ตลอดจนดำเนินกิจการความร่วมมือระหว่างสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศต่าง ๆ ในระดับภูมิภาคของสหภาพยุโรป ภายใต้แผนกลยุทธ์ปี 2020 สำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาของสหภาพยุโรปได้ประสานงานกับสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศต่าง ๆ ในสหภาพยุโรป เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระดับสากลในด้านทรัพย์สินทางปัญญา ระหว่างกลุ่มพันธมิตรของสหภาพยุโรป ประเทศนอกสหภาพยุโรป และองค์กรพหุภาคี

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.