10,703
VIEWS

Apple และ Hyundai-Kia ใกล้จะสรุปข้อตกลงเกี่ยวกับ Apple Car

Feb 04, 2021 P.Patikom

มีความคืบหน้าเกี่ยวกับ Apple Car ที่เราเคยเสนอข่าวไปแล้วเมื่อเดือนก่อน

Apple ใกล้ที่จะสรุปข้อตกลงกับ Hyundai-Kia เพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้าขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Autonomous Electric Vehicle) ภายใต้แบรนด์ Apple หรือ Apple Car ที่โรงงานประกอบรถยนต์ของ Kia ใน West Point รัฐจอร์เจีย สหรัฐ แหล่งข่าวบอกกับสำนักข่าว CNBC

แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับความสนใจของ Apple ในการทำงานร่วมกับ Hyundai กล่าวว่า ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีต้องการสร้าง “Apple Car” ในอเมริกาเหนือ โดยมีบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่มีความตั้งใจที่จะอนุญาตให้ Apple เป็นผู้ควบคุมซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ที่จะใส่ไว้ในรถ ซึ่งเป็นเรื่องแน่นอนว่า "Apple Car” ไม่ใช่รถ Kia ที่มีซอฟต์แวร์ของ Apple

มีการคาดหมายว่า “Apple Car” ซึ่งกำลังพัฒนาโดยทีมงานของ Apple มีกำหนดจะเริ่มผลิตในปี 2024  แม้ว่าแหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับการพูดคุยระหว่าง Apple และ Hyundai-Kia กล่าวว่า ในที่สุดการเปิดตัวอาจจะมีการเลื่อน

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวบอกกับสำนักข่าว CNBC ว่า ยังไม่มีการบรรลุข้อตกลงระหว่างทั้ง 2 บริษัท นอกจากนี้พวกเขายังเน้นว่า ในท้ายที่สุด Apple อาจตัดสินใจเป็นพันธมิตรกับผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นแยกกัน หรือนอกเหนือจากการทำงานร่วมกับ Hyundai

แหล่งข่าวคนหนึ่งที่คุ้นเคยกับกลยุทธ์ของ Apple ในการพัฒนารถยนต์บอกกับ CNBC ว่า “ผมยังสงสัยว่า Hyundai เป็นผู้ผลิตรถยนต์รายเดียวเท่านั้นที่พวกเขาสามารถตกลงกัน หรืออาจมีรายอื่นอีกก็ได้”

หุ้นของ Apple เพิ่มขึ้นมากกว่า 2% หลังจากที่มีข่าวออกไปหลายชั่วโมง

ขณะที่โฆษกของทั้ง Apple และ Hyundai-Kia ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าวกับ CNBC

แต่ถ้าข้อตกลงสิ้นสุดลง ก็อาจมีคำถามว่าเหตุใด Apple จึงเลือก Hyundai-Kia และที่สำคัญ ทำไมผู้ผลิตรถยนต์เกาหลีถึงทำข้อตกลงกับ Apple

แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้กล่าวว่า แต่ละบริษัทต่างเล็งเห็นผลประโยชน์พิเศษเฉพาะของตน ในการทำงานร่วมกับอีกบริษัทหนึ่งเพื่อพัฒนารถยนต์ Apple Car

ในมุมของ Apple การตัดสินใจสร้างรถยนต์จะเปิดโอกาสให้ Apple ก้าวสู่ตลาดรถยนต์ระดับโลกที่มีมูลค่า 10 ล้านล้านดอลลาร์ Katie Huberty นักวิเคราะห์ของ Morgan Stanley อธิบายถึงศักยภาพในการทำกำไรของ Apple ในบันทึกการวิจัยของเธอที่เผยแพร่เมื่อเดือนมกราคม

“สมาร์ทโฟนมีมูลค่าตลาดต่อปี 500 พันล้านดอลลาร์ โดย Apple มีส่วนแบ่งประมาณ 1 ใน 3 ของตลาดนี้ ส่วนตลาดรถยนต์มีมูลค่า 10 ล้านล้านดอลลาร์ ดังนั้น Apple จึงต้องการส่วนแบ่งตลาดเพียง 2% เท่านั้นของตลาดนี้ เพื่อให้มีขนาดเท่ากับธุรกิจ iPhone ของพวกเขา” Huberty เขียน
สำหรับในมุมของ Hyundai-Kia การทำงานร่วมกับ Apple นั้นได้รับการผลักดันจากประธานคนใหม่ของบริษัท Euisun Chung ซึ่งเข้าบริหารบริษัทผลิตรถยนต์ของเกาหลีรายนี้ เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา  อ้างอิงข้อมูลจากแหล่งข่าวรายหนึ่ง ที่คุ้นเคยกับกลยุทธ์ของ Hyundai-Kia ที่บอกว่า “Chung ได้เคยกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า รถยนต์ที่มีระบบขับเคลื่อนที่คล่อง ตัว คืออนาคตของบริษัท” นั่นเป็นเรื่องสำคัญเพราะ Apple Car จะเป็นระบบอัตโนมัติ เป็นรถยนต์ขับเคลื่อนตัวเอง (Self-driving Car)

ด้วยการทำงานร่วมกับ Apple ผู้บริหารของ Hyundai-Kia เชื่อว่า พวกเขาจะสามารถเร่งการพัฒนาแผนงานสร้างรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติและเป็นรถยนต์ไฟฟ้าของตนเอง ขณะที่ปัจจุบัน Hyundai ร่วมมือกับ Aptiv ในการร่วมทุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์อัตโนมัติ (รถยนต์ขับเคลื่อนตัวเอง - Self-driving Car), รวมถึงรถแท็กซี่หุ่นยนต์ (Robotaxis)

ยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่ากิจการร่วมทุนนี้จะเปลี่ยนไป และหาก Hyundai บรรลุข้อตกลงกับ Apple โรงงาน Kia ที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของแอตแลนตา มลรัฐจอร์เจีย มีกำลังการผลิตเหลืออยู่ ดังนั้นการปรับขนาดการผลิต และการดำเนินการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของ Hyundai-Kia จึงทำได้ค่อนข้างเร็ว

ในขณะที่ยังไม่ชัดเจนว่า Apple Car คันแรกจะมีลักษณะอย่างไร แต่แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับแผนงานดังกล่าวกล่าวว่า มีคุณสมบัติที่โดดเด่น 2-3 ประการ

“Apple Cars คันแรกจะไม่ได้รับการออกแบบให้มีคนขับ” แหล่งข่าวรายหนึ่งกล่าว พร้อมแสดงถึงความรู้เกี่ยวกับแผนงานปัจจุบัน “รถยนต์เหล่านี้จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ ที่ออกแบบมาให้ทำงานโดยไม่มีคนขับตลอดเส้นทางจนถึงจุดหมายปลายทาง”  นั่นอาจหมายถึงว่ารถยนต์ของ Apple อย่างน้อยในตอนแรก สามารถเจาะไปที่ตลาดธุรกิจการดำเนินการจัดส่งอาหารแบบแพ็กเกจ และบริษัทที่ให้บริการแท็กซี่หุ่นยนต์ (Robotaxis)

การเคลื่อนไหวดังกล่าวนี้ อาจทำให้ Apple ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีเข้าสู่การแข่งขันโดยตรงกับ Tesla

Tesla กำลังเปิดตัวคุณสมบัติขับเคลื่อนตัวเองสำหรับรถยนต์ของตน ซึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ Elon Musk CEO ของ Tesla ได้บอกกับนักลงทุนว่า การเปลี่ยนรถ Tesla ให้เป็นแท็กซี่หุ่นยนต์ขับเคลื่อนตัวเอง (Self-driving Robotaxis) สามารถช่วยปรับการประเมินมูลค่าของบริษัทได้ เนื่องจากรถยนต์จะถูกใช้งานมากขึ้นหลายชั่วโมงต่อวันทำให้ Tesla มีรายได้ต่อรถสูงขึ้น

เมื่อปี 2018 Apple ได้ดึง Doug Field ซึ่งเป็นรองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมของ Tesla กลับไปที่ Apple สถานที่ที่เขาเคยทำงานมาก่อน ซึ่งน่าจะกลับไปทำงานเกี่ยวกับรถยนต์ขับเคลื่อนตัวเอง Apple ยังได้จ้างอดีตพนักงาน Tesla อีกหลายคนรวมถึง Michael Schwekutsch ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมของกลุ่มโครงการพิเศษของ Apple (Senior Director of Engineering for the Special Projects Group at Apple) ซึ่งสมัยเขาอยู่ Tesla นั้น เขาเคยเป็นรองประธานฝ่ายวิศวกรรมของ Tesla

Cr : CNBC

 

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.