3,968
VIEWS

Travel Bubble ความท้าทายของการท่องเที่ยว สู่บริบทใหม่

Jan 26, 2021 S.Vutikorn

แม้ว่าในตอนนี้จะเริ่มมีข่าวดีเกี่ยวกับการพัฒนาวัคซีนป้องกันไรรัส COVID-19 ออกมาให้เห็นตามพื้นที่สื่ออย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายฝ่ายคาดว่าน่าจะมีวัคซีนที่องค์การอนามัยโลกรับรองได้ในเร็วๆ นี้

กระนั้นก็ดี ต่อให้มีวัคซีนออกมาจริง กว่าที่คนทั่วโลกจะได้รับยาก็ยังคงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ๆ เนื่องจากการผลิตให้เพียงพอต่อประชากรโลกที่มีเกือบ 7,000 ล้านคนนั้นยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ

แน่นอนว่าวัคซีนล็อตแรกๆ จะต้องถูกนำไปแจกจ่ายใช้งานให้กับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขซึ่งเป็นแถวหน้าที่ต้องต่อสู้กับโรคร้าย ต่อจากนั้นถึงจะกระจายไปยังกลุ่มเสี่ยง เช่น กลุ่มผู่สูงอายุ

พูดง่ายๆ ว่ากว่าที่วัคซีนจะกระจายลงมาถึงคนทั่วไป หลายฝ่ายก็คาดว่าน่าจะใช้เวลาอีกอย่างน้อย 1-2 ปี นั่นหมายความว่ากว่าที่ทุกอย่างจะกลับเข้าสู่ปกติจริงๆ ก็คงกินเวลาไปถึงปี 2022 - 2023

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วอุตสาหกรรมท่องเที่ยวซึ่งเป็นธุรกิจแรกๆ ที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มเหนี่ยวจึงต้องหาหางดิ้นรนเพื่อช่วยเหลือตัวเองให้อยู่รอด

กลับมาในตลาดท่องเที่ยวของไทย ทุกวันนี้ทางออกของผู้ประกอบการท่องเที่ยวส่วนใหญ่ได้มีการปรับเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายหลักมาเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยเกือบหมดแล้ว ระหว่างที่รัฐบลยังปิดประเทศอยู่ แต่ก็เริ่มมีข่าวดีบ้างภาครัฐเริ่มมีการผ่อนผันยอมให้กลุ่มนักท่องเที่ยวระยะยาวเข้ามาในประเทศไทยได้บ้าง แต่ต้องทำตามมาตรการควบคุมการระบาดของภาครัฐอย่างเข้มงวด โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มแรกนั้นเริ่มเดินทางเข้ามาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา แต่ยังมีการจำกัดจำนวนจำนวนนักท่องเที่ยวอยู่  การเปิดรับนักท่องเที่ยวในเฟสแรกนี้จึงน่าจะเป็นเหมือนการทดลองมากกว่า ว่าหากภาครัฐจะเปิดตลาด Travel Bubble จริง จะต้องเตรียมพร้อมอะไรเพิ่มเติมบ้าง

เพื่อเป็นการรักษาสมดุลระหว่างระบบสาธารณสุขกับการประคองตัวเลขทางเศรษฐกิจ เชื่อว่าปี 2021 นี้ ทางภาครัฐจะมีการเปิดตลาดท่องเที่ยวอีกครั้งในรูปแบบ Travel Bubble หรือการท่องเที่ยวแบบจับคู่กับประเทศหรือเมืองใหญ่ๆ ที่มีการควบคุมการระบาดของไวรัส COVID-19 ได้ดี เพราะทุกคนรู้ดีว่าการพึ่งพานักท่องเที่ยวชาวไทยเพียงอย่างเดียวนั้น ไม่เพียงพอต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

พูดกันตามเนื้อผ้า ต้องยอมรับว่าการเปิด Travel Bubble นี้หมายถึงเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการระบาดมากขึ้น ดังนั้นสิ่งแรกที่ภาครัฐต้องทำก็คือ สร้างความเข้าใจกับภาคประชาชนว่าการระบาดของ COVID-19 จะยังคงมีไปอีกพักใหญ่

ในขณะที่หลายๆ ประเทศเริ่มเข้าใจและยอมรับตัวเลขการติดเชื้อที่จะมีโอกาสเกิดขึ้นบางในกลุ่มเล็กๆ เพื่อแลกกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น เกาหลีใต้ หรือญี่ปุ่น ที่เริ่มเปิดประเทศบ้างแล้ว

แต่ในขณะที่ประเทศไทยนั้นความหวังของคนไทยจะต้องมีตัวเลขผู้ติดเชื้อเป็นศูนย์ 100% ซึ่งก็เป็นเงื่อนไขที่ทำได้ลำบาก

ดังนั้นการเปิดตลาดท่องเที่ยวครั้งนี้จึงมี 3 ปัจจัยหลักที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญอย่างมาก ก็คือ

1. Test การตรวจหาเชื้อเมื่อเดินทางถึงประเทศไทย และระหว่างที่พักอาศัยอยู่ในประเทศไทยจะต้องเพิ่มความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการระยะเวลาในการตรวจสอบ หรือจุดที่นักท่องเที่ยวสามารถตรวจเชื้อ อาจจะไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาล แต่สามารถเพิ่มจุดตรวจเพื่ออำนวยความสะดวก หรือแม้กระทั่งเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามารับช่วงต่อก็ยังทำได้

2. Tracking การติดตามนักท่องเที่ยวขณะที่อยู่ในประเทศไทย จะต้องมีทางเลือกที่เหมาะสมให้กับนักท่องเที่ยว อาทิ การบังคับให้นักท่องเที่ยวต้องโหลดแอพพลิเคชั่นติดตามตัว และใช้สมาร์ทโฟนเป็นเครื่องมือติดตามตัวผ่านเทคโนโลยี Cloud Computing, GPS หรือจะเลือกใช้สายรัดข้อมือเพื่อติดตามตัวก็ทำได้

3. Touchless การนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาประยุกต์ใช้ เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสร่างกายให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเอาระบบ Kiosk มาใช้ในการเช็คอิน การใช้ระบบ E-Ticket แทนบัตรโดยสาร หรือแม้กระทั่งการเอาระบบจดจำใบหน้าเข้ามาประยุกต์ใช้

มาถึงเรื่องของพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งคนในธุรกิจท่องเที่ยวจำเป็นต้องรับรู้ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้

สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนหลังการเริ่มเปิดประเทศ ก็คือ

 1. เทรนด์การเดินทางท่องเที่ยวเป็นกลุ่มใหญ่จะลดลง เพราะนักท่องเที่ยวเองก็ไม่อยากที่จะเดินทางไปพร้อมกับคนที่ไม่รู้จัก ดังนั้นจากที่เดินทางเป็นคณะทัวร์ใช้รถบัสขนาดใหญ่จะเปลี่ยนมาเป็นกลุ่มทัวร์ขนาดเล็กแทน

2. ความต้องการของนักท่องเที่ยวจะเปลี่ยนแปลงไป เช่น กลุ่มนักท่องเที่ยวผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงสูงจะเลี่ยงการไปในที่ชุมชนที่มีคนมากๆ แต่จะเลือกไปท่องเที่ยวในสถานที่ที่ไม่แออัด ขณะที่กลุ่มวัยรุ่นที่มีความเสี่ยงต่ำจะมีมุมมองอีกแบบคือ ยังพร้อมที่จะไปในสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน เช่น ศูนย์การค้า

ในงานสัมมนา Powering Digital Thailand 2021 หัวข้อ The Next Innovation Wave in Air Travel ที่จัดโดย Bangkok Post และ Huawei คุณนัดดา บุรณศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนแรกของสายการบิน ไทย แอร์เอเชีย เอ็กซ์ กล่าวว่า ผู้ประกอบการท่องเที่ยวจำเป็นต้องเข้าใจบริบทของการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป โดยยกตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงที่เห็นอย่างชัดเจน เช่น

1. Personal Hygiene ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยทุกคนจะหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องการรักษาความสะอาดมากขึ้น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะมุ่งพัฒนาสินค้าและบริการให้ดียิ่งขึ้น ตัวอย่าง เช่น หน้ากากอนามัยถูกพัฒนาให้หายใจสะดวกมากขึ้นแต่ยังคงประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้เช่นเดิม

2. Venue Hygiene หรือการรักษาความสะอาดของสถานที่ท่องเที่ยว สถานที่สาธารณะ เช่น โรงแรม ห้างสรรพสินค้าจะต้องสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวว่ามีการทำความสะอาดตามมาตรฐานของภาครัฐ

3. การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ที่พร้อมจะเกิดขึ้นทุกที่ทุกเวลา

“บริษัททัวร์ต้องพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนทริปในระหว่างท่องเที่ยวแบบทันทีทันใด ซึ่งจะเกิดขึ้นจนกลายเป็นเรื่องสามัญ เช่น โปรแกรมทัวร์โอซาก้า - เกียวโต ทันทีที่มีการแจ้งเตือนการระบาดในพื้นที่เกียวโต บริษัททัวร์ต้องสามารถเปลี่ยทริปได้ทันที เพราะฉะนั้นระบบ Data Center จะสำคัญมากๆ ธุรกิจท่องเที่ยวต้องปรับระบบการจองให้สามารถเปลี่ยนโปรแกรมได้ทันที ซึ่งอาจจะเป็นปัญหากับทัวร์กลุ่มใหญ่

ตลาดกลุ่มทัวร์ใหญ่ยังอีกนานปี 2023 ถึงจะกลับมาเหมือนเดิม แต่จะเป็นโอกาสของทัวร์ขนาดเล็กที่สามารถคิดค่าบริการเพิ่มจากเดิมได้ เพราะทัวร์จะเปลี่ยนเป็นกึ่ง Customized Tour มัคคุเทศก์จะทำหน้าที่มากกว่าล่ามแปลภาษา แต่ต้องทำอย่างอื่นด้วย หน้าที่ของมัคคุเทศก์จะต้องสามารถตัดสินใจเปลี่ยนแปลงการวางทริปได้ทันที ต้องพานักท่องเที่ยวกลับไปเทสต์ก่อนส่งกลับ บทบาทของมัคคุเทศก์จะเป็นกึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐกลายๆ”

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนำมาซึ่งโอกาสทางธุรกิจมากมาย อาทิ ธุรกิจประกันสุขภาพ ประกันภัย ประกันการเดินทาง ฯลฯ จะเติบโตขึ้นจากการท่องเที่ยว

ในมุมมองของผู้บริหารสายการบิน คุณนัดดาเชื่อว่าในปีหน้าธุรกิจท่องเที่ยวจะกลับมาคึกคักในหลายเมือง เนื่องจากมีดีมานด์ทั้ง 2 ฝั่ง คนไทยก็อยากเที่ยวต่างประเทศ ส่วนคนต่างประเทศก็อยากมาเที่ยวประเทศไทย

“Golden Week ที่ผ่านมา ประเทศจีนมีนักท่องเที่ยวเดินทางในประเทศถึง 600 ล้านคน เทศกาลคนโสด 11.11 ยอดขายสินค้า Luxury ในจีนก็มีมหาศาล เพราะว่าทุกคนอั้นมานาน ดังนั้นถ้าเริ่ม Travel Bubble ได้ เอเชียจะได้รับประโยชน์จากการเปิดประเทศมากกว่าฝั่งยุโรปที่ยังมีการระบาดที่รุนแรง

3 ประเทศที่ควบคุมการระบาดได้ดีในอาเซียน คือ ไทย สิงคโปร์ เวียดนาม ซึ่งต้องแข่งขันกันอย่างมหาศาล ถ้าเราทำได้ดีตัวเลขนักท่องเที่ยวจะไม่เป็นแนวทแยงเหมือน Nike แต่เป็นแนวตั้ง เพราะคนจีนมองไทยเป็น First Destination”

ถึงบรรทัดนี้ใครที่อยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว คงต้องรีบวางแผนเพื่อรองรับการเปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวที่จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาอันใกล้นี้

 เพราะไม่ว่าจะอย่างไร การเดินทางจะไม่มีทางหายไปจากโลกนี้ เพียงแต่บริบทจะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่เท่านั้นเอง

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.