4,970
VIEWS

Unlock Trade Zone ร้านอาหาร ธุรกิจค้าปลีก

Jan 19, 2021 R.Somboon

คลื่นของดิจิทัล ดิสรัปชั่น ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงแลนด์สเคปใหม่ในการทำธุรกิจร้านอาหาร และค้าปลีกของบ้านเราอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะกับการก่อให้เกิดเทรนด์ที่เรียกว่า Unlock Trade Zone ที่ต่อจากนี้ไป ไม่ว่าอยู่ในมุมไหนของประเทศ ก็สามารถใช้บริการร้านค้าปลีก หรือลิ้มรสกับอาหารเมนูโปรดได้โดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของพื้นที่การให้บริการ

คุณไพศาล อ่าวสถาพร รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจอาหาร บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เคยให้สัมภาษณ์กับ BrandAge ว่า เทคโนโลยีดิจิทัล เข้ามาช่วยทลายข้อจำกัดในการให้บริการของร้านอาหารในบ้านเราอย่างสิ้นเชิง โดยมีตัวขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เกิดการ Unlock Trade Zone ก็คือ ตัวดิลิเวอรี่ และคลาวด์ คิทเช่น ที่ทำให้ลูกค้าสามารถเลือกใช้บริการร้านอาหารที่ตัวเองสนใจ แม้จะไม่ได้อยู่ในโลเกชั่นที่เป็นที่ตั้งของร้านอาหารนั้นๆ ก็ตาม

“การเติบโตของบริการดิลิเวอรี่ ในช่วงที่ผ่านมาได้เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมของคนไทยที่อยากทานอะไร ต้องได้ทันที โดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของพื้นที่การให้บริการของร้านอาหารนั้นๆ ซึ่งผู้ให้บริการที่เป็น Food Aggregator และเชนร้านอาหารต่างก็มีการลงทุนในเรื่องของคลาวด์ คิทเช่น ที่จะเข้ามาช่วยทำให้การเข้าถึงการให้บริการของร้านอาหารชื่อดังต่างๆ เป็นเรื่องง่ายขึ้น โดยโออิชิเองมีการลงทุนทำคลาวด์ คิทเช่น ในชื่อ โออิชิ คิทเช่น  และมีการเปิดสาขาแรกบนย่านถนนพระราม 4 ณ บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า พระราม 4 (ในพื้นที่ครัวของ โออิชิ บุฟเฟ่ต์) ซึ่งถือว่าเป็นทำเลยุทธศาสตร์ที่รายล้อมไปด้วยอาคารสำนักงานสำคัญๆ สถานศึกษา และที่อยู่อาศัย พร้อมตั้งเป้าขยายพื้นที่ให้บริการและสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นในเขตกรุงเทพฯ และแหล่งชุมชน เพิ่มเติมอีก 5 - 10 สาขา ภายในปี 2564”

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ตลาดฟู้ด ดิลิเวอรี่ มีการเติบโตค่อนข้างดีในช่วงที่ผ่านมา โดยในปีนี้ จากสถานการณ์การระบาดของโควิด –19 ได้กลายเป็นตัวเร่งให้ตลาดมีการเติบโตสูงถึง 100 – 200% จากมูลค่าตลาดรวมในปี 2562 ที่มีประมาณ 35,000 ล้านบาท

การเติบโตของตลาด กลายเป็นตัวเร่งให้เชนร้านอาหารมีการปรับโมเดลการทำตลาดใหม่ เพื่อให้รับกับเทรนด์การเติบโตของตลาด รวมถึงการทลายข้อจำกัดในการเข้าถึงลูกค้าบางพื้นที่ โดยการปรับส่วนหนึ่งจะเป็นการมองถึงการรองรับการทำตลาดดิลิเวอรี่ด้วย อย่างการทำดิลิเวอรี่ของไมเนอร์ ฟู้ด ที่มีการ Branding แอพ 1112 ของตัวเองอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมกับขยายโอกาสในการทำตลาดออกมารับทำฟู้ด ดิลิเวอรี่ให้กับร้านอาหารแบรนด์เล็กๆ ที่ยังไม่มีการลงทุนในเรื่องนี้อีกด้วย

ขณะที่ผู้เล่นรายใหญ่อย่าง เซ็นทรัล เรสเตอรองส์ กรุ๊ป หรือซีอาร์จี ก็มีการพัฒนาโมเดลร้านค้าที่เป็น “เดลโก้ (Delco)” ที่จะช่วยเสริมในส่วนของการขยายฐานการส่งดิลิเวอรี่ให้ครอบคลุมและเข้าถึงทุกพื้นที่มากยิ่งขึ้น และยังเป็นการขยายโลเกชั่นในรูปแบบของโมบายสโตร์ ที่สามารถสับเปลี่ยนไปตามย่านต่างๆ ที่เป็นทำเลเป้าหมาย โดยจะเน้นตามปั๊มน้ำมัน แหล่งชุมชนใหญ่ และพื้นที่รอบนอก เพื่อการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้น

ซีอาร์จี ใช้งบลงทุนต่อสาขาที่ 1.5 ล้านบาท โดยในช่วงแรกจะอัดงบลงทุนไปมากกว่า 30 ล้านบาท เพื่อรองรับแผนการขยายสาขา ปัจจุบันเปิดแล้ว 1 สาขา คือที่ปั๊ม ปตท. นวมินทร์ โดยตั้งเป้าเปิดสาขาจำนวน 10 สาขาภายในปีนี้  หรือจำนวน 25 สาขา ภายในปี 2564 นอกจากนี้ ในปี 2564 จำนวนสาขาใหม่ของแบรนด์มิสเตอร์ โดนัท กว่า 50% ที่จะเปิดให้บริการ ก็จะเป็นร้านในรูปแบบ Delco Model อีกด้วย

นอกจากในเรื่องโลเกชั่นและคอนเซ็ปต์ร้านแล้ว ร้าน Delco ของมิสเตอร์ โดนัท และอานตี้ แอนส์ จะมีการปรับเมนูที่จำหน่ายที่ร้าน Delco ให้เหมาะสมกับรูปแบบการบริการ เนื่องจากเป็นร้านที่ให้บริการในรูปแบบซื้อกลับ (Take Away) และดิลิเวอรี่ 100% อาทิ มิสเตอร์ โดนัท จะเน้นเมนูอาหารเช้ามากขึ้น เช่น แซนด์วิช ครัวซอง อาหารรองท้อง ส่วนอานตี้ แอนส์ จะเน้นเมนูช่วงบ่ายหรือช่วงค่ำ ซึ่งเป็น Mix & Match ในรูปแบบ Bucket Party เหมาะสำหรับการแชร์กันในครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน รวมทั้งเมนู Signature อย่างเครื่องดื่มเลมอนเนด ในรูปแบบบรรจุขวดและ Party Size เป็นต้น เป็นอีกความพยายามในการทลายข้อจำกัดในเรื่องของการเข้าถึงลูกค้าในพื้นที่ต่างๆ ที่บริการของร้านในห้างหรือในศูนย์การค้าไม่สามารถรองรับได้

เวนดิ้ง แมชชีน

ทลายข้อจำกัดร้านค้าปลีก

เช่นเดียวกับตลาดค้าปลีกที่แต่เดิมมีเรื่องของ Catchment Area หรือรัศมีในการให้บริการของแต่ละสาขาว่าจะครอบคลุมพื้นที่ให้บริการในระยะทางเท่าไร ซึ่งในอดีตนั้น ร้านค้าปลีกในบ้านเราจะมีกลยุทธ์อยู่ 2 แบบ นั่นคือ ร้านค้าปลีกที่มีขนาดใหญ่ อาทิ ไฮเปอร์มาร์เก็ต จะใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า Pull Strategy ด้วยการใช้ความครบวงจร และราคาถูก เข้ามาเป็นตัวดึงดูดลูกค้า ทำให้มี Catchment Area ค่อนข้างกว้างหลายกิโลเมตร กับอีกกลยุทธ์คือ การใช้ Push Strategy ที่เป็นการผลักดันตัวเองเข้าไปเปิดในย่านชุมชน ด้วยขนาดของไซส์ที่ไม่ใหญ่นัก ขายสินค้าที่ราคาสูงกว่าไฮเปอร์มาร์เก็ต อย่างร้านคอนวีเนียน สโตร์ และซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดเล็กทั้งหลาย

อย่างไรก็ตาม แม้จะสามารถเข้าไปเปิดได้ในแทบทุกชุมชนที่มีกำลังซื้อมากพอ แต่ข้อจำกัดอย่างหนึ่งก็คือ ยังไม่สามารถผลักดันตัวเองเข้าไปยังพื้นที่ใหม่ๆ อย่างโรงงาน โรงพยาบาล โรงเรียน หรือแม้กระทั่งคอนโดมิเนียม การทลายข้อจำกัดดังกล่าวจึงมีทั้งที่เป็นการเพิ่มบริการดิลิเวอรี่ และการนำตู้เวนดิ้ง แมชชีน ที่กำลังมีเทรนด์การเติบโตค่อนข้างดีเข้าไปวางจำหน่าย แม้จะมีสินค้าไม่ครอบคลุมทุกรายการ แต่ก็เป็นสินค้าที่สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่ได้ค่อนข้างจะลงตัว โดยตู้เวนดิ้ง แมชชีน รุ่นใหม่ๆ สามารถรองรับการให้บริการในเรื่องของ Cashless Society ได้เป็นอย่างดี จึงไม่มีข้อจำกัดเหมือนในอดีตที่รับเฉพาะเหรียญ

 เวนดิ้ง แมชชีน ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมีมาตั้งแต่ร่วม 30 ปีที่แล้ว โดยกลุ่มสหพัฒน์นำเข้ามาทำตลาด แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ บรรดาผู้เล่นในตลาดค้าปลีกอย่างเซเว่น อีเลฟเว่น และเทสโก้ โลตัส ต่างก็เริ่มใช้เวนดิ้ง แมชชีน เข้ามาช่วยเพิ่มโอกาสในการขาย และเติมเต็มความเป็นค้าปลีก Omni Channel ของตัวเองให้มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น โดยในปีนี้ คาดว่าจำนวนตู้ที่ให้บริการจาก 4 ค่ายใหญ่คือ สหพัฒน์ FORTH เวนดิ้ง พลัส และเซเว่น อีเลฟเว่น น่าจะมีรวมกันประมาณ 30,000 ตู้ เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มีประมาณ 20,000 ตู้

เป็นอีกการขยับตัวที่จะเข้ามาทำให้ภาพของการ Unlock Trade Zone มีความชัดเจนมากขึ้น

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.