35,972
VIEWS

Bitkub สตาร์ทอัพที่สร้างตลาดหลักทรัพย์ 2.0 และเทรดสินทรัพย์ได้มากกว่าหุ้น

Jan 07, 2021 A.Kanitha

หลังจากมูลค่า Bitcoin เพิ่มสูงขึ้น ทำให้หลายคนจับตา Bitcoin ในฐานะแหล่งลงทุนใหม่ที่น่าสนใจ ซึ่งปัจจุบันในเมืองไทยมีตลาดการซื้อขาย Bitcoin ไม่ต่ำกว่า 6 ราย แต่ที่โดดเด่นที่สุดคงหนีไม่พ้น Bitkub ในฐานะผู้ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุด 95%

จากเด็กเศรษฐศาสตร์ผู้หลงใหลวิวัฒนาการการเงิน

Bitkub เป็นสตาร์ทอัพที่ก่อตั้งโดย “จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา” โดยในช่วงเรียนมหาวิทยาลัยเขาศึกษาในคณะเศรษฐ ศาสตร์ แต่ประวัติศาสตร์ด้านการเงินกลับเป็นวิชาที่เขาชอบมากที่สุด เพราะทำให้เขารู้ว่า “ระบบเงินโลก” มีวิวัฒนาการการเปลี่ยนแปลงทุก 50 ปี โดยหลังจากยุค Fiat Currency ที่เป็นยุคล่าสุดเกิดขึ้นในปี 1971 ปีนี้ 2021 ก็จะครบรอบ 50 ปีที่ระบบการเงินโลกจะเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง

ความเชื่อของเขาเพิ่มมากขึ้นหลัง Bitcoin ถือกำเนิด ประกอบกับได้มีโอกาสอ่านบทความ Why bitcoin does matters? ของ Mark Anderson ซึ่งต่อมาได้ถูกตีพิมพ์มีนิตยสารนิวยอร์กไทม์ บอกว่า Bitcoin จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลก เพราะมันทำอะไรได้เยอะมากกว่ายุคการเงินที่แล้วที่ไม่สามารถทำได้

เก็บประสบการณ์สตาร์ทอัพที่ซิลิคอนวัลเลย์

ความเชื่อมั่นใน Bitcoin ทำให้เขาตัดสินใจไปทำงานกับบริษัทเทคโนโลยีที่ซิลิคอลวัลเลย์ แต่ความรู้ที่จบมาทางเศรษฐศาสตร์ จึงไม่สามารถทำงานตามที่ตั้งใจไว้ได้ งานที่ดีที่สุดตอนนั้นที่ทำได้คือ ที่ปรึกษาด้านการเงินที่ Market Street ซานฟรานซิสโก

ทว่าระหว่างทางเขาได้เก็บเกี่ยวและเรียนรู้การเป็นผู้ประกอบการจากที่นี่ เพราะไม่ว่าจะเดินไปไหนในซานฟรานซิสโก ทุกคนจะแนะนำตัวว่าเป็น Co-Founder

“ก่อนหน้านี้ผมเหมือนคนทั่วไปที่จบเศรษฐศาสตร์มาแล้วก็อยากเข้าไปอยู่ในบริษัทการเงินแล้วไต่เต้าขึ้นไป แต่พอเปลี่ยนสภาพแวดล้อม คุยกับคนอีกประเภทหนึ่งแล้วทำให้ Mindset ของผมเปลี่ยน คือมีจิตวิญญาณของความเป็นผู้ประกอบการ จากนั้นผมเลยบินกลับมาประเทศไทยเพื่อเปิดบริษัท coins.co.th ในปี 2014 เป็นบริษัทแรก”

ลองผิดลองถูก

การเริ่มต้นนับหนึ่งเป็นความท้าทายมหาศาลสำหรับคนจบเศรษฐศาสตร์แล้วต้องมาทำงานด้านเทคโนโลยี แต่เมื่อสภาพการณ์บังคับ ผลักดันให้เขาต้องอยู่นอก Comfort Zone เพื่อความอยู่รอดของบริษัท

“ผมมาจากฝ่ายการเงินก็จริง แต่ผมคิดว่าการเปิดบริษัทไม่ใช่รู้แค่สายเดียวแล้วจะประสบความสำเร็จ แต่มันต้องรู้ทุกเรื่อง บางเรื่องอาจไม่ลงลึกก็ได้ ตอนแรกผิดพลาดเยอะมากในบริษัทแรก เอาชั้นลอยของร้านขายเสื้อผ้าของพ่อแม่ที่ประตูน้ำมาเป็นออฟฟิศ แต่โชคดีของบริษัทแรกคือ พนักงานมีผมคนเดียว สภาพแวดล้อมบังคับเราให้ต้องเรียนรู้ทุกอย่างเอง ผมต้องเป็นนักบัญชีเอง ทำการตลาดเอง ทำโอเปอเรชั่นเอง ดีไซน์เว็บไซต์เอง คือทำทุกอย่าง”

ใส่หมวกหลายใบยังไม่พอ เขายังต้องฝ่าฟันกับวิกฤตต่างๆ มากมาย เพราะ Bitcoin ในยุคนั้นถูกมองว่าเป็นธุรกิจสีเทา เป็นแชร์ลูกโซ่ซึ่งไม่ใครยอมรับ โดยเฉพาะภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็น ปปง. กลต. กรมสรรพกร และธนาคารแห่งประเทศไทย ที่เรียกตัวไปสอบสวน

 “เป็นช่วงที่เครียดมากๆ แต่มองย้อนกลับไปถือเป็นช่วงที่เราโตมากที่สุดในหน้าที่การงาน เพราะเราโดนบีบให้เอาศักยภาพของเราออกมาใช้ให้ได้มากที่สุด ถ้าไม่ทำบริษัทอยู่ไม่รอด หรือโดนเรียกตัวสอบสวน มันบีบให้เราต้องทำงานทุกวันถึงตี 3 มันเป็นแรงกดดันให้เราเก่งขึ้น  ประสบการณ์ทำงาน 8 ปีจากบริษัทแรกผมคงหาจากไหนไม่ได้อีกแล้ว”

Bitkub เจ้าตลาด Bitcoin ในไทย

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในปี 2017 เมื่อญี่ปุ่นประกาศว่า Bitcoin เป็นสกุลเงินที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้ Bitcoin โตร้อนแรงมาก จนปี 2018 กลุ่ม coins ซึ่งเป็นบริษัทแรกของเขาก็ถูก GOJEK ซื้อกิจการ จากนั้นไม่นาน Bitkub ก็เกิดขึ้นในปีเดียวกันนั้นเอง และจนถึงปัจจุบันยังเป็นบริษัทฟินเทคที่เติบโตเร็วมากในไทย โดยปีที่แล้วโต 600% จากปีก่อนหน้านี้โต 400%

Bitkub มีโมเดลการสร้างรายได้หลากหลาย อันแรกคือค่าธรรมเนียมการซื้อขาย หรือ Trading Fee คล้ายกับตลาดหลักทรัพย์ แต่จิรายุส ย้ำว่า Bitkub เป็นตลาดหลักทรัพย์ 2.0 มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่ายุคก่อน เพราะเป็นตลาดที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ โอนเงินเข้าออกภายใน 3 วินาที

“แต่โมเดลรายได้คล้ายๆ กัน คือ Trading Fee เราคิด 0.25% ของปริมาณการซื้อขาย รายได้จากดอกเบี้ยที่ลูกค้าฝากเงิน และค่าธรรมเนียมการถอนซึ่งจะมีการถอนต่อวันประมาณ 2,000 ออร์เดอร์”

ทุกวันนี้มีนักลงทุนมากกว่า 4 แสนคนที่มาเปิด Crypto Currency Account กับ Bitkub และมีมูลค่าการซื้อขายเกือบ 1,000 ล้านบาทต่อวัน เพิ่มจากปีก่อนหน้านี้ที่ซื้อขายกัน 200-300 ล้านบาท ส่วนหนึ่งมาจากการที่ลูกค้าใช้มากขึ้นเรื่อยๆ ครอบคลุมทั้งนักลงทุนที่เป็นคนรุ่นใหม่ คนรุ่นเก่า กูรู จนไปถึงนักลงทุนสถาบัน

อีกส่วนหนึ่งมาจาก Bitkub เป็นแบรนด์ที่คนรู้จักมากขึ้น ในตลาดมีทั้งหมด 6 เจ้า แต่ Bitkub ครองส่วนแบ่ง 95% ของตลาดทั้งหมด พูดง่ายๆ ว่าถ้าพูดถึง Bitcoin คนส่วนใหญ่ใช้ Bitkub

“เพราะเราเป็น First Mover ตรงนี้สำคัญ เราทำมา 7 ปี แต่เจ้าอื่นเพิ่งทำไม่กี่ปี บางแห่งไม่กี่เดือน นั่นหมายความว่า ผมทำมา 7 ปีแล้วและทำพลาดมาเยอะมาก มันหล่อหลอมให้เรามี Business Practice ที่เราไม่เหมือนคนอื่น ความผิด พลาดทำให้เราเรียนรู้มา 7 ปี คนอื่นไม่ได้มี 7 ปีเหมือนเรา 7 ปีที่ผ่านมามันได้สร้าง Business Secret ให้กับเราอย่างที่คนอื่นไม่รู้ ทุกๆ วงการจะมี Business Secret ด้วยกันทั้งนั้น ซึ่ง  Bitkub โชคดีที่เราอยู่ในวงการนานที่สุด ลูกค้าเชื่อใจที่สุด คนได้ยินชื่อ และกล้าโอนเงินมาฝากกับเราบางคนมากถึง 5,000 ล้านบาท”

ความเชื่อมั่นไม่ได้มีเฉพาะกับลูกค้าเท่านั้น แต่ Bitkub ยังสร้างความเชื่อมั่นกับ Regulator ในฐานะผู้ร่วมระดมความคิดในการออกกฎหมาย ประกอบกับทำหน้าที่ Educate เกี่ยวกับเทคโนโลยี Blockchain กับทุกภาคส่วนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

จิรายุส วางแผนว่าปีนี้จะจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์  และคาดการณ์ว่าปีนี้ Bitkub จะโตอีก 600% ในแง่ของมูลค่าการซื้อขาย รายได้ และลูกค้า ถึงแม้ว่ามูลค่าการซื้อขายยังห่างจากตลาดหลักทรัพย์ปกติหลายสิบเท่าตัว แต่เขามองว่าอีก 5 ปี Bitcoin จะกลายมาเป็นทางหลักของการลงทุน 

“ในอนาคต Digital Asset Exchange จะโตกว่าตลาดหลักทรัพย์ปกติ เพราะเทรดทรัพย์สินได้มากกว่าหุ้น ตั้งแต่ที่ดิน เพชร ทอง ชื่อเสียง ลิขสิทธิ์ทางปัญญา สามารถนำมา Tokenize ได้และให้ทุกคนมาเป็นเจ้าของร่วมกัน เพราะมันเอาคอนเซ็ปต์ของหุ้นมาประยุกต์ได้กับทรัพย์สินรอบตัวได้หมดเลย”

แต่ด้วยข้อจำกัดของกฎหมาย จึงยังไม่สามารถเทรด Asset อย่างอื่นได้ ยกเว้นชื่อเสียงที่ไม่ติดกับกฎข้อบังคับของ กลต.  Bitkub จึงเลือกที่จะนำชื่อเสียงมาเทรดกันในตลาด Digital Asset Exchange ภายใต้ชื่อ Fans Token โดยจับมือกับอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังระดับประเทศ เป็นกลุ่มยูทูบเบอร์ที่มีผู้ติดตามรวมกว่า 40 ล้านบัญชี ประกอบด้วย บี้เดอะสกา, เก๋ไก๋ สไลเดอร์, ปลื้ม VRZO, คิวเท โอปป้า และ SPD สไปรเดอร์

“Fan Tokens สามารถทำให้อินฟลูเอนเซอร์มีปฏิสัมพันธ์กับแฟนคลับของเขาได้ดีขึ้น อย่างทุกวันนี้บี้เดอะสการ์ เวลาเดินไปตามท้องถนน แฟนคลับจะเอามือถือวิ่งเข้ามาร้องขอให้บี้ทำโน่นทำนี่ให้ เช่น ร้องเพลง หรือบอกให้ตั้งใจเรียนหน่อย เพราะเป็นไอดอล บี้ก็ต้องร้องโดยที่ไม่รู้ว่าคนนี้เป็นแฟนคลับจริงหรือเปล่า ถ้าเป็นแฟนคลับคนนี้เป็นระดับไหน แต่หลังจากนี้ไป บี้บอกว่า คนที่วิดีโอของเขา 1,000 คลิปขึ้นไปสแกนคิวอาร์โค้ดจะได้ 1 เหรียญ Fans Token และทุกๆ 1,000 เหรียญสามารถนำมาเบิร์นแลกกับแอ็กชั่นของเขา Redeem เป็นแฮปปี้เบิร์ธเดย์ได้หนึ่งเพลง คนที่ไม่ได้ดูวิดีโอเขาจะไม่ทำให้ เงื่อนไขตรงนี้ วิน-วิน เพราะบี้ได้ยอดวิวเพิ่มขึ้น และยังได้รู้ว่าแฟนคลับตัวจริงคือใคร แฟนคลับก็วิน เพราะได้สิ่งที่เงินซื้อไม่ได้ ได้สิ่งที่มีมูลค่าทางจิตใจ

ในเคสของเก๋ไก๋สไลเดอร์ คนติดตาม 14 ล้านคน แต่ปัญหาเขาคือ ไม่รู้ว่าแฟนคลับท็อป 100 ของเขาคือใคร เขาอาจจะออกรูปบนบล็อกเชน 100 รูป เป็นรูปที่มีจำนวนจำกัดและเป็นของแท้ แฟนคลับอยากได้ ต้องมีเหรียญ Fan Tokens 10,000 เหรียญขึ้นไปถึงจะได้ 1 รูป คนต้องดูวิดีโออย่างน้อย 10,000 วิดีโอ เก๋ไก๋ ได้ยอดวิวเพิ่มขึ้น ได้รู้ว่าแฟนคลับแนวหน้าคือใครจากจำนวนเหรียญ พอทำแบบนี้เราสามารถแทรคแฟนได้ แฟนคลับก็ได้ของที่มีมูลค่าทางจิตใจ และมันจะมีสายเปย์ที่ไม่มีเวลา ก็จะมาตั้งโต๊ะซื้อขายเหรียญที่ตลาด Bitkrub คนที่มีเวลาดูก็จะได้เงินจากการดูวิดีโอ แล้วทุกค่าเทรดเราจะแบ่งให้กับอินฟลูเอนเซอร์”

นี่คือตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ที่ Bitcoin กำลังเข้ามาปฏิวัติวงการอื่นๆ นอกจากวงการทางการเงิน

 

Startup

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.