19,575
VIEWS

“วิชา พูลวรลักษณ์” “เมเจอร์ไม่ใช่แค่โรงหนัง แต่เป็นธุรกิจ Content Provider”

Dec 21, 2020 R.Somboon

“ทิศทางการทำธุรกิจของเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป นับจากนี้ไปจะไม่ใช่แค่การเป็นโรงหนัง แต่เรากำลังก้าวไปเป็น Content Provider ผ่านการทำหนังไทย เพื่อป้อนให้กับโรงหนังในเครือและขายไลเซ่นให้วินโดว์อื่นๆ โดยเฉพาะสตรีมมิ่งที่ต้องการโลคอล คอนเทนต์ไปออกอากาศทั้งในประเทศไทยและตลาดต่างประเทศ ทำให้โครงสร้างรายได้ของธุรกิจจะเปลี่ยนไป จากเดิมที่มีรายได้จากส่วนแบ่งของการนำหนังมาฉายในโรง ก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากหนังที่สร้างขึ้นมา ผ่านโมเดลในรูปแบบของการร่วมทุนกับพาร์ทเนอร์ทั้งใน และต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้มีโอกาสสร้างมาร์จิ้นเพิ่มขึ้น ถือเป็นแนวทางที่จะเข้ามาสร้างการเติบโตทางธุรกิจได้แบบยั่งยืนในระยะยาว”

นั่นคือคำกล่าวของ วิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) ที่พูดไว้ในงานแถลงข่าวประจำปีของบริษัท

การปรับโมเดลในครั้งนี้  นอกจากจะเป็นการมองเห็นโอกาสทางการตลาดที่โลคัล คอนเทนต์ อย่างหนังไทย กำลังได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากบรรดาสตรีมมิ่งระดับโลกที่ต้องการโลคัล คอนเทนต์ เพื่อตอบโจทย์ตลาดแต่ละประเทศแล้ว ยังเป็นการเรียนรู้จากวิกฤตโควิด –19 ในช่วงที่ผ่านมาที่หนังไทยกลายมาเป็นคอนเทนต์หลักที่ช่วยให้ธุรกิจโรงภาพยนตร์สามารถผ่านจุดวิกฤต ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าว กลายเป็นโอกาสดีที่ของหนังไทยที่จะคอนเทนต์สู่ตลาดอย่างเต็มที่

 

เขายกตัวอย่างให้เห็นภาพก็คือ ความสำเร็จของหนังไทยอย่าง “อีเรียมซิ่ง” ที่ล่าสุดทำรายได้ทะลุหลัก 200 ล้านบาทไปแล้ว ซึ่งการมีเครือข่ายโรงหนังกระจายอยู่ทั่วประเทศของเมเจอร์ เป็นแรงส่งชั้นดีให้กับอุตสาหกรรมหนังไทย เช่นเดียวกับการเลือกวิธีสร้างหนังให้ตรงกับความต้องการของแต่ละภูมิภาคได้ ทำให้มีหนังของแต่ละภาคออกมาให้เห็นมากขึ้น

เมเจอร์ ใช้โมเดลการทำหนังไทยในรูปแบบของการร่วมทุนกับพันธมิตรทั้งในประเทศจีน เกาหลีใต้ และในประเทศ โดยมีพันธมิตรมากมาย ไม่ว่าจะเป็น CJ ของเกาหลี เวิร์คพอยท์ หรือแม้แต่ไท เอ็นเตอร์เทนเม้นต์ ซึ่งไม่ใช่แค่การร่วมทุน แต่ยังเป็นการแชร์ศักยภาพในการทำตลาดร่วมกันอีกด้วย อย่างในกรณีของค่ายเวิร์คพอยท์ ที่ถนักในการทำการตลาดแบบ “ออนกราวด์” เป็นต้น

 

วิชา บอกว่า ธุรกิจโรงหนัง เข้ามาช่วยเพิ่มพลังในการเป็น Content Provider ได้เป็นอย่างดี เพราะคอนเทนต์ที่ผ่านโรงหนัง จะมีสตอรี่ให้พูดถึงมากมาย และสามารถสร้างกระแสเพื่อส่งต่อการรับชมไปยังวินโดว์ที่เป็นสตรีมมิ่ง ซึ่งที่ผ่านมา แม้เจ้าของช่องสตรีมมิ่งเอง พยายามที่จะสร้างหนังเพื่อมาป้อนในช่อง แต่ก็ไม่มีกระแสที่ช่วยสร้างแรงส่งให้เกิดการอยากรับชม ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ

เขายกตัวอย่างให้เห็นก็คือ การเข้ามาทำธุรกิจสตรีมมิ่งของดิสนีย์ในอเมริกา ที่ช่วงแรกอาจจะไม่หวือหวา แต่เมื่อทุกอย่างลงตัวกลับสร้างความฮือฮาได้ไม่น้อย เนื่องจากดิสนีย์มีคอนเทนต์อยู่ในสต๊อกมากมาย หลายเรื่องผ่านโรงหนังมาแล้ว และสามารถนำมาต่อยอดในธุรกิจสตรีมมิ่งได้เป็นอย่างดี จนหุ้นของดิสนีย์พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

“หนังไทยหลายเรื่องที่เราร่วมทุนสร้างขึ้นมา ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการสตรีมมิ่ง อย่างหนังเรื่องแสงกระสือ ก็สามารถขายได้ถึง 5.5 แสนเหรียญ ซึ่งเป็นการขายให้ Netflix โดยหนังไทยรายได้หลักยังมาจากการฉายผ่านโรงที่มีสัดส่วนถึง 42% หลังจากนั้นจะเป็นวินโดว์อื่นๆ อย่างสตรีมมิ่ง ซึ่งการร่วมทุนกับทั้งจีน เกาหลี และญี่ปุ่น จะเป็นการเปิดทางให้กับหนังไทยในการออกสู่ตลาดโลกมากขึ้น”

 

เมเจอร์ ทำหนังผ่านโมเดลการร่วมทุนมาประมาณ 6 – 7 ปี ซึ่งวิชา บอกว่า มีการเรียนรู้แนวทางการทำธุรกิจผู้สร้างหนังจนทำให้ปัจจุบันหนังที่ทำออกมาแทบไม่มีเรื่องไหนที่ขาดทุน โดยการสร้างหนังแต่ละเรื่อง จะมีทีมงานที่เข้ามาดูทั้งเรื่องของตัวผู้ชมว่าจะทำคอนเทนต์ออกมาเจาะคนดูกลุ่มไหน ในลักษณะอย่างไร รวมถึงมีเอเยนซีโฆษณาที่เข้ามาช่วยร่วมวางแผนในการทำตลาดเพื่อให้หนังออกมาเป็นที่ต้องการจริงๆ

“โมเดลที่เราใช้ เป็นโมเดลที่คนทำหนังทั่วโลกใช้กัน นั่นคือ เราจะเป็นคนออกทุน แล้วดูว่าจะดึงใครเข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์ เช่นเดียวกับตัวผู้กำกับที่เมื่อหนังทำเงินจะได้ส่วนแบ่งจากกำไรอย่างชัดเจน ทำให้สามารถดึงผู้กำกับชื่อดัง เข้ามาร่วมทำงานได้ ขณะเดียวกัน การมีเครือข่ายโรงหนังอยู่ในมือ จะช่วยในเรื่องของการจัดโปรแกรมการฉายที่ไม่ชนกับหนังฟอร์มใหญ่จากฮอลลีวู้ด  ซึ่งจะช่วยทำให้หนังมีรายได้เพิ่มชึ้น”

ในปี 2564 จะเริ่มมีหนังฟอร์มใหญ่จากฮอลลีวู้ดกลับเข้ามาฉายในบ้านเรา โดยคาดว่าน่าจะมีหนังเข้าฉายรวมกันประมาณ 300 เรื่อง ในจำนวนนั้นจะเป็นหนังไทยประมาณ 50-60 เรื่อง ในอนาคตมีการมองกันว่าโลคอล คอนเทนต์อย่างหนังไทยจะเข้ามาแชร์ตลาดได้ถึง 50% ซึ่งจะเหมือนกับตลาดจีน เกาหลี ญี่ปุ่น และอินเดีย ที่โลคอล คอนเทนต์มีความแข็งแรงมาก โดยของบ้านเรา ถ้าจะมีแชร์ได้ 50% จะต้องมีหนังเข้าฉายไม่ต่ำกว่าปีละ 80 – 100 เรื่อง หรือมีหนังไทยเข้าฉายทุกสัปดาห์

 

สิ่งที่ตามมาจากการเกิดวิกฤตโควิด-19 ก็คือ การเกิดการ Rethink Business Model ในการทำธุรกิจใหม่ ที่ต้อง Fast & Flexible เมเจอร์ก็เช่นเดียวกัน โดยมีการปรับโมเดลในการทำธุรกิจใหม่ๆ อย่างการเข้าสู่ธุรกิจ Trading ที่เป็นการนำสินค้าอย่างป๊อปคอร์นมาขายผ่านช่องทางดิลิเวอรี่ และเร็วๆ นี้จะเข้าสู่ช่องทางร้านค้าปลีก กลายเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีโอกาสค่อนข้างสูง เพราะไม่เพียงแค่ป๊อปคอร์น แต่ยังจะตามมาด้วยสินค้าอื่นๆ อาทิ สินค้าที่เกี่ยวข้องกับ Merchandise ที่ได้ไลเซ่นมาจากหนังเรื่องต่างๆ

เมเจอร์มีการมองถึงการทำยอดขายสินค้าป๊อปคอร์นผ่านธุรกิจ Trading ถึง 10% ของยอดขายโดยรวมของป๊อปคอร์นที่ขายผ่านโรงหนังเมเจอร์ที่มีประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะทำให้รายได้จากธุรกิจใหม่ในปีหน้านี้มีถึง 200 ล้านบาท เป็นการเพิ่มรายได้จากการเข้าสู่ธุรกิจใหม่ๆ ที่ถือว่าน่าพอใจไม่น้อย

เป็นอีกการขยับตัวที่เข้ามาช่วยเติมเต็มการก้าวข้ามจากแค่ธุรกิจโรงหนังของเมเจอร์ได้อย่างลงตัว....

 

Major

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.