11,436
VIEWS

กรณีศึกษา “ตลาดยิ่งเจริญ” อยู่อย่างไรในวันที่โมเดิร์นเทรดเบ่งบาน

Dec 14, 2020 R.Somboon

ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของคนไทยรุ่นใหม่ กลายเป็นแรงกดดันสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อช่องทางการจัดจำหน่ายแบบดั้งเดิมของตลาดสดในบ้านเราที่วันนี้มีไม่น้อยที่ได้รับผลกระทบจนต้องมีการปรับตัวขนานใหญ่ ซึ่งหากมองเข้ามาที่ 6 ปัจจัยสำคัญของแรงเหวี่ยง จะประกอบไปด้วย

1.การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ในการจับจ่ายของผู้บริโภครุ่นใหม่ที่หันมาจับจ่ายผ่านร้านโมเดิร์นเทรดที่เป็น “ฟู้ด สโตร์” อย่างซูเปอร์มาร์เก็ต และไฮเปอร์มาร์เก็ต ที่มีความสะดวกสบายมากกว่า โดยพวกเขามองว่า ตลาดสดในรูปแบบเดิมไม่น่าเดิน เพราะเฉอะแฉะ มีกลิ่นเหม็น ที่สำคัญร้อนอบอ้าว ไม่เหมาะกับการเดินเลือกซื้อสินค้า ซึ่งเป็นมุมที่แม้ตลาดสดจะพยายามแก้ไข แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยน Perception ของผู้บริโภคได้เท่าไรนัก

2.ขณะที่การขยายตัวของสังคมเมืองที่เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ ก็มีส่วนทำให้เกิดการปรับ เปลี่ยนไลฟ์สไตล์การช้อปปิ้งของพวกเขา ทำให้เทรนด์ในเรื่องของ “สแน็ค บ๊อกซ์” ซึ่งเป็นรูปแบบของการบริโภคอาหารที่ปรุงสำเร็จโดยเชฟในซูเปอร์มาร์เก็ต เพื่อซื้อกลับมารับประทานที่บ้านโดยไม่ต้องเสียเวลาไปทำอาหารเองได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากคนรุ่นใหม่โดยเทรนด์นี้แพร่หลายในเมืองใหญ่ทั่วโลก และในเมืองไทยเอง เชนซูเปอร์มาร์เก็ตชื่อดังอย่างกรูเมต์ มาร์เก็ตของกลุ่มเดอะมอลล์ หรือเซ็นทรัล ฟู้ดฮอลล์ ของกลุ่มเซ็นทรัล ต่างมีการเติมเต็มการให้บริการในรูปแบบนี้เข้าไปอย่างเต็มที่เพื่อรับกับการเติบโตที่ดี

3.ตัวผู้ประกอบการโมเดิร์นเทรดเองก็มีการแข่งขันกันค่อนข้างรุนแรง มีการพัฒนาสโตร์ ฟอร์แมตที่หลากหลาย ทั้งสาขาที่อยู่ในศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ศูนย์การค้าในรูปแบบคอมมูนิตี้ มอลล์ สาขาสแตนด์อะโลน สาขาในอาคารสำนักงาน และสาขาในปั๊มน้ำมัน การมีรูปแบบสาขาที่หลากหลายนี้ สามารถรองรับกับความต้องการในการช้อปที่หลากหลายของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว

4.ไม่เพียงแค่การขยายสาขาที่เป็น Physical Store เท่านั้น แต่ฟู้ด รีเทล เหล่านั้นยังมีการพัฒนาฟอร์แมตที่เป็นออนไลน์ ซึ่งเข้ามาตอบโจทย์ความสะดวกสบายให้กับลูกค้าที่มีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแบบเร่งรีบได้อย่างลงตัว ผลที่ตามมาก็คือ จะมีสักกี่คนที่คิดถึงการไปเดินตลาดสด

5.ไม่เพียงความท้าทายจากการรุกเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมลูกค้าในส่วนที่เป็นผู้บริโภคทั่วไปเท่านั้น ในส่วนของลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการร้านค้า หรือร้านอาหาร ก็ถูกท้าทายจากการเข้ามาทำตลาดของค้าส่งโมเดิร์นเทรดอย่างแม็คโคร ที่มีการพัฒนาสโตร์ในรูปแบบที่ขายสินค้าอาหาร และอุปกรณ์การประกอบธุรกิจให้กับร้านอาหาร อย่างแม็คโคร ฟู้ด เซอร์วิสขึ้นมา และมีการขยายสาขาครอบคลุมในหลายพื้นที่ ซึ่งแม็คโครเอง มีการขายแบบเทิร์นคีย์ที่สามารถนำไปเปิดร้านได้ทันที ซึ่งจะเป็นอีกผลกระทบที่จะตามมา เพราะตลาดสดที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มีสัดส่วนลูกค้าที่ซื้อสินค้าไปขายต่อมากถึง 70 – 80% เลยทีเดียว

6.ราคาที่ดินที่แพงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการตลาดสดบางราย ขายที่ดินที่เป็นที่ตั้งของตลาดสดตัวเองทิ้ง แล้วหันไปทำอย่างอื่นแทน ซึ่งเราได้เห็นตลาดสดที่อยู่ในเมืองหลายตลาดหายไป และถูกแทนที่ด้วยคอนโดมิเนียม เหมือนกับที่เกิดขึ้นกับธุรกิจปั๊มน้ำมัน ที่ปั๊มในเมืองทยอยปิดตัวลง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีตลาดสดบางแห่งที่สามารถปรับตัวและยืนอยู่ได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง เรามาลองดูแลนด์ สเคปใหม่ของตลาดสดบ้างว่ามีแนวทางอย่างไร โดยยกตัวอย่างการปรับตัวของตลาดยิ่งเจริญมาเป็นกรณีศึกษาในเรื่องนี้

 

ยิ่งเจริญ

การ Fight Back ของตลาดสด

หากย้อนไปดูการเกิดขึ้นของตลาดสดในบ้านเราแล้ว ตลาดสดเกิดขึ้นมาโดยเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน มีไม่น้อยที่การพัฒนาหมู่บ้านจัดสรรตามชานเมืองในอดีตจะมีการสร้างตลาดสดเพื่อเข้ามาเป็นแม่เหล็กส่วนหนึ่งของโครงการ ซึ่งคล้ายคลึงการสร้างโรงหนังสแตนด์อะโลนในอดีต ที่จะมีการสร้างอาคารพาณิชย์ล้อมรอบ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับที่ดินรอบข้าง

กรณีของตลาดยิ่งเจริญ ที่มีอายุยืนนานมาถึง 66 ปี คือตัวอย่างของการปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป

ยิ่งเจริญมีการปรับตัวมาตลอด โดยในช่วง 10 ปีที่แล้ว มีความพยายามที่จะเติมเต็มแมกเน็ต หรือร้านค้าในรูปแบบใหม่ๆ ที่แตกต่างจากตลาดสดทั่วไป เพื่อดึงทราฟฟิกให้เข้ามาเดินในตลาด เพราะหากมองเข้ามาที่กลุ่มลูกค้าที่เข้ามาจับจ่ายในตลาดแล้ว จะพบว่า 70 – 80% จะเป็นกลุ่มผู้ซื้อที่เข้ามาซื้อเพื่อไปขายต่อ

การปรับในเรื่องของร้านค้านี้ ตลาดยิ่งเจริญยังมีแผนที่จะดึงแบรนด์ร้านอาหารชื่อดังมาเปิดในตลาดเพื่อให้สามารถรับกับไลฟ์สไตล์ความชอบที่เปลี่ยนไปของคนรุ่นใหม่ โดยตลาดสดยิ่งเจริญที่มีพื้นที่กว่า 30 ไร่นั้น ปัจจุบันมีร้านค้าเช่าแผงทั้งหมด 1,500 ร้าน แบ่งเป็นขายอาหารสด 60%, ขายสินค้าอื่นๆ ในโซนพลาซ่า (แฟชั่น, ไอที, เครื่องสำอาง และธนาคาร) 30% และร้านอาหาร 15% โดยมีค่าแผงขนาด 4×4 ม. เฉลี่ยที่ 12,000 บาท/เดือน สามารถขายได้ 24 ชม. 7 วัน

 

ณฤมล ธรรมวัฒนะ ประธานกรรมการบริหารตลาดยิ่งเจริญ กล่าวว่า ตลาดยิ่งเจริญกำลังก้าวสู่ปีที่ 66 โดยในปี 2564 เดินหน้าตามนโยบาย “Y Together” มุ่งมั่นสู่ “Cashless Society : สังคมไร้เงินสด” สร้างช่องทางใหม่ของการซื้อ-ขายสินค้า และการใช้บริการ เป็นการดำเนินธุรกรรมสืบเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 นับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 เป็นต้นมา ตลาดยิ่งเจริญได้ตระหนักถึงความปลอดภัยของผู้ค้าและผู้ซื้อที่มาจับจ่ายใช้สอย และมีจุดมุ่งหมาย “เพื่อรักษาแหล่งอาหาร และวัตถุดิบให้ประชาชน” โดยเริ่มตั้งแต่การรณรงค์ และบังคับใช้อย่างเคร่งครัด จริงจัง และต่อเนื่อง ภายใต้ “มาตรการยิ่งเจริญ ป้องกัน ไม่รับ ไม่แพร่ พิชิตไวรัส Covid-19”

การขับเคลื่อนธุรกิจของตลาดยิ่งเจริญ ยังคงเดินหน้านโยบาย Y Together พร้อมกับการพัฒนาองค์กรไปด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ “ผู้ค้า” โดยการสร้างแคมเปญในปีที่ 2564 นี้มีความมุ่งมั่นสร้างการค้ารูปแบบใหม่ด้วย “Cashless Society สังคมไร้เงินสด” ถือเป็นการลดเสี่ยงหลายประการ เพียงเเค่สแกนเเล้วจ่าย จะเริ่มในปีหน้าประมาณไตรมาสที่ 1 ทางตลาดยิ่งเจริญจะร่วมมือกับสถาบันการเงิน และบริษัทชั้นนำ จัดทำ MOU ร่วมกัน ได้แก่ ร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย เดินหน้าสร้างสังคมไร้เงินสด กำหนดให้ผู้ค้า และรณรงค์ผู้ซื้อ ให้โหลดแอพพลิเคชั่นเป๋าตังค์ แล้วจัดทำ QR Code ติดหน้าร้านให้สามารถจ่ายเงินผ่านแอพได้ทันที ถือเป็นการรองรับทุกการใช้จ่ายจากทุกธนาคาร

ไม่ใช่แค่การพัฒนาตลาดด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเท่านั้น แต่ “Y Together” ยังมีองค์ประ กอบสี่มิติสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาองค์กรรอบด้าน การศึกษา สิ่งแวดล้อม และการแบ่งปัน เพื่อการพัฒนาตลาดยิ่งเจริญให้เกิดการยอมรับจากทั้งผู้ค้า องค์กรธุรกิจ ชุมชน และประชาชนทั่วไป  ให้เป็นตลาดสดมาตรฐานของประเทศไทย โดยเน้นการพัฒนาตลาดสู่การเป็น Green Market ตลาดยิ่งเจริญยังคงมุ่งการบริหารแบบมีส่วนร่วม และก้าวเดินไปด้วยกันอย่างยั่งยืนและมั่นคงไปพร้อมๆ กับกลุ่มของคู่ค้า ลูกค้า พันธมิตร และชุมชน เน้นการพัฒนาศักยภาพและทักษะการเรียนรู้ของกลุ่มพันธมิตรในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างสร้างสรรค์ โดยที่ผ่านมาจากการดำเนินนโยบาย “Y Together” มีผลตอบรับจากสังคม ผู้ค้า และชุมชนเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ตามวิสัยทัศน์ศูนย์กลางการค้าต้นแบบ ยกระดับมาตรฐานสากล สุดยอดแหล่งอาหารสุขภาวะสังคม

 

การปรับตัวในครั้งนี้ ยังรวมถึงการนำเรื่องของออนไลน์เข้ามาเป็นช่องทางขาย โดยพัฒนาบริการที่ชื่อว่า “ส่งสด”  เพื่อต่อยอดจากการเป็น “ตลาดสด”  ไปสู่  Online Fresh Marketplace

นอกจากนี้ ยังมองถึงการทำให้ตัวเองเป็น Food Destination เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะพัฒนาพื้นที่บริเวณรอบข้างที่เรียกว่าทุ่งบางเขน ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแบบ “One Day Trip” เพื่อสร้างแรงดึงดูดให้คนมาที่ตลาดเพิ่มมากขึ้น

ถือเป็นอีกหนึ่งความพยายามของยิ่งเจริญ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีความพยายามในการพัฒนาตัวเองเพื่อให้ยังคงเป็น Destination ของลูกค้าในการใช้บริการ น่าจะเป็นการมองถึงการทำให้สัดส่วนของลูกค้าที่เป็นผู้บริโภคยังคงมั่นคง และมีการเติบโต โดยไม่หนีหายไปใช้บริการในโมเดิร์นเทรด

เป็นอีกกรณีศึกษาของตลาดสด ที่แม้โลเกชั่นจะอยู่ในย่านชุมชนคือสะพานใหม่ แต่ก็ถูกรายล้อมด้วยยักษ์โมเดิร์น   เทรดอย่างบิ๊กซี และเทสโก้ โลตัส ที่เข้ามาเปิดสาขาในรัศมีไม่ห่างกัน แต่ก็สามารถรับมือกับการแข่งขัน และการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของคนไทยได้มาตลอด....

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.