9,199
VIEWS

ทำ Collaboration อย่างไรถึงเพิ่มพลังให้แบรนด์ มองผ่านกรณีศึกษาของ “มาชิตะ”

Dec 07, 2020 R.Somboon

หากมองเข้ามาที่ความหมายของกลยุทธ์ Collaboration Marketing แล้ว จะพบว่า มันก็คือการที่ธุรกิจในสายอุตสาหกรรมเดียวกัน หรือต่างธุรกิจมาจับมือร่วมกันในการทำตลาด ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการ Collaboration กันของแบรนด์ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน หรือต่างอุตสาหกรรม แต่การทำ Collaboration ในครั้งนั้นๆ จะต้องสามารถมอบหรือสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับลูกค้า

หากมองเข้ามาในรายละเอียดแล้ว การ Collaboration อาจจะแยกย่อยออกไปเป็น

1.Co – Branding ในลักษณะของการพัฒนาแบรนด์ร่วม หรือ Co-Brand อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการตลาดโลก เพราะมี Co-Brand ให้เห็นมาโดยตลอด แต่ในยุคปัจจุบันทรนด์ในเรื่องของการ Co – Branding จะมีออกมาให้เห็นกันมากขึ้นเหตุผลสำคัญของการพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาด Co-Brand ขึ้นมาในวงการตลาดโลกมีความหลากหลายออกไป 

ประการแรก เพื่อนำสินค้าและบริการของบริษัทหนึ่งให้แก่ฐานลูกค้าหลักของอีกบริษัทหนึ่ง       

ประการที่ 2 เพื่อให้สินค้าและบริการได้ประโยชน์จากความมีชื่อเสียง ความเชื่อถือที่มีในแบรนด์อีกแบรนด์หนึ่ง      

ประการที่ 3 เพื่อการประหยัดต้นทุนของการจัดแคมเปญส่งเสริมการตลาดที่ลดลงจากการ Co-Brand เทียบกับที่แต่ละแบรนด์ดำเนินการกันเอง

ว่าไปแล้ว การรวมกันเป็นพันธมิตร ก็คือ การเอา Resource ของทั้ง 2 บริษัทมาร่วมกัน เพื่อทำให้เกิดความแข็งแกร่ง ในภาษาการตลาด เราเรียกว่า “การตลาดแบบน้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า” หรือ Symbiotic Marketing คือ เอาจุดแข็งของทั้ง 2 บริษัทนี้มาร่วมกัน

 

ยกตัวอย่างเช่น มีบริษัทหนึ่งขายเนยแข็ง อีกบริษัทขายแป้งสำเร็จรูป สำหรับทำขนมปัง ทำพาย  แทนที่ทั้ง 2 บริษัทนี้ จะมี Salesforce ของตัวเอง และลงทุนตู้เย็นของตัวเอง ทำไมไม่รวมกัน เพื่อใช้ตู้เย็นร่วมกัน ใช้ตู้แช่ร่วมกัน ใช้ Salesforce ร่วมกัน อย่างนี้จะทำให้มีความแข็งแรงมากขึ้น และของพวกนี้ ทำให้ลูกค้าสะดวกมากขึ้น ก็ Win – Win กันหมด

2.Co – Marketing เป็นกลยุทธ์ประสานความร่วมมือกันเพื่อสร้างพลังให้เกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นภาพที่มีออกมาให้เห็นมากขึ้น หลังจากที่ตลาดเปลี่ยนจาก Single Market หรือตลาดเดียว มาเป็นตลาดระดับประชาคม ที่จำเป็นต้องอาศัยความแข็งแกร่งของพันธมิตรที่อยู่ในพื้นที่เข้ามาเป็นตัวช่วย โดยอาจจะใช้วิธีการทำผ่านบริษัทในเครือที่ซื้อกิจการมา อย่างการเข้าตลาดชาเขียวพร้อมดื่มของโออิชิ ในประเทศมาเลเซีย ที่ใช้ระบบจัดจำหน่ายและเครือข่ายทางการตลาดของ F&N เข้ามาช่วย เป็นต้น

3.Co – Technology จะเป็นอีกแนวทางที่มีออกมาให้เห็นมากขึ้น เช่น ในรายของโตโยต้ากับซูบารุ เอสซีจีกับดูปองท์ เป็นต้น โดย Co – Technology ถือเป็นการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างหรือพัฒนานวัตกรรมที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ๆ ขึ้นมา ซึ่งจะช่วยสะท้อนภาพของความเป็นแบรนด์หรือองค์กรที่เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมของทั้งคู่ออกมาอย่างโดดเด่น

4.Co - Creationตัวอย่างของเรื่องนี้ก็คือ การจับมือกันของแอปเปิ้ลกับไนกี้ ทำในเรื่องอุปกรณ์ที่ใช้ไอโฟนเป็นตัวหลัก หรือไอพอดเป็นตัวหลัก เอาเซ็นเซอร์ไปใส่ไว้ที่รองเท้า และมีเซ็นเซอร์ที่มือ ถือเป็นการพัฒนาร่วมกัน เป็นการ Extend ความสามารถของแอปเปิ้ล ในขณะที่ไนกี้ ก็ไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ก็เอา Resource จาก 2 บริษัทมาร่วมกัน ทำให้ต้นทุนต่ำลง และทำให้เกิดความสามารถใหม่ๆ ได้ดีขึ้น และทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายสามารถขยายฐานลูกค้าได้

 

การทำ Collaboration Marketing กลายเป็นกลยุทธ์ยอดนิยมที่หลายแบรนด์นำมาใช้ อย่างในการณีของสาหร่ายมาชิตะจากค่ายสิงห์ที่ใช้กลยุทธ์นี้เป็น 1 ในกลยุทธ์หลักในการทำตลาด โดยที่ผ่านมามีการ Collab กับแบรนด์ร้านอาหารชื่อดังมาตลอดในช่วง 2 – 3 หลังมานี้ ไล่ตั้งแต่ การ Collab กับบาร์บีคิวพลาซ่า ไก่ทอดบอนชอน และล่าสุดเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมากับการจับมือกับร้านซูกิชิ ซึ่งเป็นอีกภาพสะท้อนของการให้ความสำคัญกับเรื่องของการทำ Partnership Marketing ของสาหร่ายแบรนด์นี้

ว่าไปแล้ว ตลาดขนมขบเคี้ยวประเภทสาหร่ายปรุงรสนั้น มีแบรนด์เถ้าแก่น้อยเป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่ง 60 - 70% การเป็นเบอร์ 2 ในตลาดของมาชิตะ จึงต้องพยายามที่จะเลือกวางกลยุทธ์ที่แตกต่างออกไป เพื่อช่วยให้สามารถฉีกหนีร่มเงาของผู้นำตลาดที่ทอดบังอยู่ให้ได้

สิ่งที่มาชิตะพยายามนำเสนอให้กับตลาดมาตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาก็คือ การสร้างความแปลกใหม่ทั้งในเรื่องของตัวสินค้า กลยุทธ์การตลาดผ่านแคมเปญต่างๆ ที่ส่งเข้ามาทำตลาด โดยแกนหลักที่ถูกใช้ในการขับเคลื่อนแบรนด์มาตลอดก็คือเรื่องของนวัตกรรมที่สามารถเข้ามาสร้างเซอร์ไพรส์ และความน่าสนใจที่ดึงมาสู่การสร้างแฟนประจำของแบรนด์ได้อย่างเป็นกลุ่มก้อน

 

 

ที่สำคัญ ยังมีเรื่องของการออกรสชาติที่แปลกใหม่จากที่มีอยู่ในตลาด เพื่อสร้างความน่าสนใจให้กับการออกสินค้าใหม่ๆ ในแต่ละครั้ง ซึ่งการ Collaboration กับแบรนด์ร้านอาหารในแต่ละครั้ง จะตามมาด้วยการออกสินค้ารสชาติใหม่ๆ อย่างล่าสุด การจับมือกับซูกิชิ ก็มีการออกสินค้าใหม่คือ “รสซี่โครงย่างหมักซอสเกาหลี” เมนู Signature ยอดนิยมของร้านซูกิชิ

การออกรสชาติใหม่ดังกล่าว ช่วยตอกย้ำให้แบรนด์มาชิตะในฐานะเป็นผู้ผลิตสาหร่ายสไตล์เกาหลีชั้นนำของประเทศ ผสานจุดแข็งร้านอาหารซูกิชิ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญอาหารเกาหลี ทำให้  แบรนด์มาชิตะมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นและขยายฐานลูกค้าที่ชื่นชอบอาหารสไตล์เกาหลีกลุ่มใหม่ๆ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะวัยรุ่นมัธยมถึงมหาลัยและวัยทำงานอายุระหว่าง 15-34 ปี และนับว่าเป็นการต่อยอดความสำเร็จอย่างต่อเนื่องหลังจากเมื่อปี 2561 มาชิตะร่วมมือกับบาร์บีคิวพลาซ่าทำตลาดสาหร่าย ด้วยรสเบคอนย่างซอสบาร์บีคิวพลาซ่า

ผลลัพธ์จากการ Collaboration อีกอย่างก็คือ การทำให้เกิดกระแส Word of Mouth ที่ถูกพูดถึงต่อในวงกว้าง และสิ่งที่ตามมาก็คือ การสร้างแรงดึงดูดให้ผู้บริโภคเข้าไปถามหาสินค้าในร้านค้าปลีก ซึ่งนั่นจะทำให้แบรนด์มีพื้นที่ขายที่โดดเด่นในร้านค้าปลีกมากขึ้น จากเดิมที่พื้นที่บนเชลฟ์จะเป็นรองผู้นำตลาดที่มียอดขายดีกว่า

แทคติคในเรื่องของการช่วงชิงพื้นที่ขาย หรือสร้างสีสันให้กับแบรนด์มาชิตะในช่องทางขายนั้น กลายเป็น 1 ใน แทคติคที่ถูกใช้มาอย่างต่อเนื่อง โดยมาชิตะเองจะมีการพัฒนาสินค้าในรสชาติที่แปลกใหม่ออกมาวางตลาดอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยๆ ในทุกๆ 3 เดือน

เป็นอีกความพยายามในการฉีกหนีร่มเงาของลีดเดอร์เพื่อสร้างจุดยืนที่แข็งแกร่งให้กับแบรนด์ตัวเอง....

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.