20,539
VIEWS

Philips เสริมทัพสินค้าพรีเมียม รับตลาดเครื่องฟอกอากาศโต

Nov 27, 2020 S.Vutikorn

เพราะปัญหามลภาวะโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับฝุ่น PM 2.5 จึงทำให้ตลาดเครื่องฟอกอากาศของไทยเติบโตอย่างต่อเนื่องมา 2-3 ปีแล้ว ตัวเลขล่าสุดพบว่าตลาดมีการเติบโตประมาณ 17% โดยมีมูลค่ารวมอยู่ที่ประมาณ 2,800 ล้านบาท

ถ้ามองลึกลงไปจะพบว่าในตัวเลข 2,800 ล้านบาทนี้ ยังสามารถแบ่งตลาดเครื่องฟอกอากาศออกเป็น 2 เซ็กเม้นต์ คือ ตลาดแมสหรือราคาเครื่องต่ำว่า 10,000 บาท โดยสินค้าส่วนใหญ่จะเป็นแบรนด์ท่มาจากประเทศญี่ปุ่น, จีน, เกาหลี และไทย กับตลาดพรีเมียม ที่ราคาของเครื่องเฉลี่ยแล้วสูงกว่า 10,000 บาท ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นแบรนด์จากยุโรป, สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น เกาหลีในบางรุ่น

ล่าสุด Philips แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านจากยุโรปก็มีการเพิ่มสินค้าในกลุ่มเครื่องฟอกอากาศตลาดบนเข้ามาเสริมทัพอีก 2 รุ่น คือ Philips Air Purifier 4000i Series ชูจุดเด่นที่ฟอกอากาศได้ภายใน 6 นาที และมีหน้าจอแสดงคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ และ Philips Air Purifier 2000i Series จะสามารถฟอกอากาศสะอาดได้ภายใน 9 นาที

วสิริวรรณ นิจกิจจาทร ผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจ Personal Health บริษัท ฟิลิปส์ (ประเทศไทย) จำกัด อธิบายว่าสัดส่วนการขายของเครื่องฟอกอากาศของ Philips ในเชิง Value นั้น มาจากเครื่องราคาเกิน 10,000 บาท ประมาณ 85% ที่เหลืออีก 15% มากจากสินค้าที่มีราคาต่ำกว่า 10,000 บาท ซึ่งสินค้าใหม่ทั้ง 2 รุ่นนี้ออกมาเพื่อเสริมทัพในกลุ่มเครื่องฟอกอากาศในกลุ่มพรีเมียม ของ Philips ในปีนี้

สำหรับกลุ่มเป้าหมายของเครื่องฟอกอากาศ 2 รุ่นใหม่นี้ Philips จะเน้นสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายที่เป็นครอบครัวคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพ มีกำลังซื้อ และสนใจเทคโนโลยี ผ่าน KOL ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี, นักวิชาการ และกลุ่มครอบครัวยุคใหม่ แม่ยุคใหม่ เพราะเครื่องฟอกอากาศทั้ง 2 รุ่นมีฟังก์ชั่น WiFi ที่สามารถสั่งงานผ่านสมาร์ทโฟน หรือเช็คอากาศในห้องผ่านสมาร์ทโฟนได้

“ตอนนี้ตลาดบนเริ่มโตมากขึ้น เพราะผู้บริโภคเริ่มมีความเข้าใจมากขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2018 เครื่องฟอกอากาศรุ่นใหม่ทั้ง 2 รุ่น มาพร้อมแผ่นกรอง Nano Protect HEPA และระบบการกรอง 3 ชั้น จึงสามารถกรองอนุภาคขนาดเล็กได้ถึง 0.003 ไมครอน ซึ่งเล็กกว่าขนาดของไวรัสที่แพร่กระจายในอากาศ** และเล็กกว่าฝุ่น PM 2.5 ถึง 800 เท่า และเล็กกว่าขนาดของไวรัส เครื่องฟอกอากาศของฟิลิปส์สามารถกรองฝุ่นละอองและไวรัสที่แพร่กระจายในอากาศ เช่น H1N1 ได้ถึง 99.9%”

ความต้องการของ Philips นั้น มีเป้าหมายหลักคือ อยากเป็นผู้นำเรื่องนวัตกรรมเรื่องสุขภาพ ดูได้จากที่ผ่านมา Philips เน้นทำตลาดในสินค้ากลุ่มนี้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มหม้อทอดลมร้อน และเครื่องปั่นอาหาร   

ปัจจุบัน Philips มีสัดส่วนรายได้จากกลุ่มสินค้าเครื่องครัว อาทิ หม้อทอดลมร้อน, เครื่องปั่น ประมาณ 70% จากกลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็ก อาทิ ไดร์เป่าผม เครื่องโกนหนวด สินค้ากลุ่มแม่และเด็ก เครื่องดูดฝุ่น ประมาณ 10 กว่า % และมาจากกลุ่มสินค้าเครื่องฟอกอากาศประมาณ 12% โดยกลุ่มสินค้าที่ขายดีในปีนี้ คือหม้อทอดลมร้อนที่เติบโตกว่า 70% และเครื่องฟอกอากาศที่เติบโตกว่า 120%

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.