9,568
VIEWS

5 เหตุผลที่ตอบคำถามว่า ทำไมแบรนด์ใหญ่ถึงแห่เข้าไปเปิดร้านใน LazMall

Nov 25, 2020 R.Somboon

จากผลสำรวจของ Priceza เผยตัวเลขตลาดอีคอมเมิร์ซไทยอาจพุ่งสูงถึง 220,000 ล้านบาท โดยในปี 2563 มีอัตราการเติบโตสูงขึ้น 35% จากปีก่อนหน้าและยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากพฤติกรรมผู้บริโภคจะเปลี่ยนไปช้อปผ่านออนไลน์ในช่วงล็อกดาวน์โควิดมากขึ้นแล้ว การขับเคลื่อนของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่เข้ามาทำตลาดในบ้านเราก็มีส่วนช่วยในการทำให้ตลาดนี้มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด

แม้ตัวเลขของตลาดอีคอมเมิร์ซในบ้านเราจะมีเพิ่มสูงขึ้น แต่หากเทียบกับตลาดค้าปลีกทั้งระบบที่มีมูลค่าประมาณ 3.5 – 3.6 ล้านล้านบาทแล้ว สัดส่วนของค้าปลีกที่เป็นอีคอมเมิร์ซยังถือว่ามีไม่มากนักแค่ 3% ของตลาดค้าปลีก ความน่าสนใจของตลาดนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การเติบโตของตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่การเข้ามามีบทบาทต่อไลฟ์สไตล์การช้อปปิ้งของคนไทย จนทำให้สินค้าหลายแบรนด์พากันเข้าไปเปิดร้านบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชื่อดัง ตัวอย่างในเรื่องนี้ก็คือ การเติบโตและทรงอิทธิพลขึ้นมาอย่างรวดเร็วของ LazMall ห้างสรรพสินค้าเสมือนจริงของลาซาด้า ที่เติบโตอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ทั้งในแง่ของจำนวนแบรนด์ที่เข้ามาใช้ช่องทางนี้ และจำนวนยอดขายผ่าน LazMall

 

มร.แจ็ค จาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ลาซาด้า จำกัด (ประเทศไทย) บอกว่า ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมาของปีนี้ จะเห็นตัวเลขการเติบโตของผู้ขายบนแพลตฟอร์มลาซาด้ากว่า 75% ที่สามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงยอดคำสั่งซื้อบนแพลตฟอร์มก็พุ่งสูงกว่า 100% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เป็นอีกภาพสะท้อนของความสำเร็จในการทำตลาดของลาซาด้า

LazMall เปิดตัวครั้งแรกในปี 2561 เป็นแพลตฟอร์มห้างสรรพสินค้าออนไลน์ที่ถูกส่งเข้ามาทำตลาดในภูมิภาคอาเซียน มีแบรนด์ที่เข้ามาร่วมอยู่ในแพลตฟอร์มกว่า 3,000 แบรนด์ และมีจำนวนร้านค้าอยู่ในแพลตฟอร์มถึง 7 ล้านร้านค้า ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี แต่เทรนด์ที่น่าสนใจก็คือ แบรนด์ใหญ่ๆ เริ่มที่จะเข้ามาเปิดร้านใน LazMall เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตัวอย่างความสำเร็จในเรื่องนี้ก็คือ มีผู้ประกอบการ 500 ราย ที่สามารถทำยอดขายได้ถึง 1 ล้านบาทใน 1 วันซึ่งลาซาด้า จะมีการจัดกลุ่มผู้ค้าตรงนี้เป็น Millionaires Club เพื่อให้ผู้ค้าในกลุ่มนี้เข้ามาช่วยแชร์ความสำเร็จให้กับผู้ค้ารายอื่นๆ ที่อยู่ในแพลตฟอร์ม ถือเป็นการเอนเกจผู้ค้าได้เป็นอย่างดีทางหนึ่ง

ความสำเร็จที่น่าสนใจอีกอย่างของ LazMall ก็คือ Premium Beauty Mall ในประเทศไทย ซึ่งประกอบด้วยแบรนด์ความงามระดับพรีเมียมมากกว่า 40 แบรนด์ เช่น Estée Lauder, Kiehl’s, Shiseido และ Bobbi Brown กว่า 80% ของจำนวนแบรนด์ทั้งหมดใน Premium Beauty Mall เป็นคู่ค้าแบบเอ็กซ์คลูซีฟกับลาซาด้า

เช่นเดียวกับแฟชั่นแบรนด์ที่ LazMall มีการทำงานร่วมกับไทยดีไซเนอร์ชื่อดัง ซึ่งอาจจะบอกได้ว่า การมีแบรนด์เข้ามาอยู่ใน LazMall จำนวนมากนี้จะช่วยในเรื่องของการสร้างความแตกต่าง และทำให้ LazMall เป็นช้อปปิ้ง เดสติเนชั่นของนัก      ช้อปในระยะยาว เพราะการมีเอ็กซ์คลูซีฟแบรนด์ที่เข้ามาเปิดใน LazMall ขณะที่แพลตฟอร์อีคอมเมิร์ซคู่แข่งไม่มี จะช่วยเข้ามาสร้างเสน่ห์จนกลายเป็นเดสติเนชั่นหนึ่งของการช้อปปิ้งที่นักช้อปจะนึกถึง

ช่วงที่ผ่านมา เราจึงเห็นลาซาด้า สร้างแบรนด์ LazMall รวมถึงการผลักดันดีมานด์อย่างเต็มที่เพื่อช่วยให้ซัพพลายที่เป็นสินค้าจากแบรนด์ที่อยู่ใน LazMall มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งการทำแคมเปญต่อเนื่องทุกเดือน และการดึงให้นักช้อปอยู่ในแพลตฟอร์มนานๆ ผ่านแนวคิดในเรื่องของ “ช้อปเปอร์เทนเม้นต์” ที่เอาเรื่องของความสนุกสนานผ่านการเล่นเกม การจัดแฟชั่นโชว์สตรีมมิ่ง และคอนเสิร์ตต่างๆ เป็นต้น โดยลาซาด้า สามารถดึงให้คนไทยอยู่ในแพลตฟอร์มได้นานขึ้นจากเดิม 8 นาที เป็น 11 นาที  

 

หากมาค้นหาคำตอบดูว่า ทำไมแบรนด์ต่างๆ ถึงเลือกที่จะเข้าไปเป็นเปิดร้าใน LazMall แล้วจะพบว่ามาจากเหตุผลคือ

1.การช้อปออนไลน์ของคนไทยกลายเป็น Now Normal ไปแล้ว ซึ่งคนไทยต่างคุ้นเคยกันดีกับการซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ทำให้ตลาดนี้มีการเติบโตแบบน่าสนใจในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แม้สัดส่วนของการขายผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซจะเพิ่มขึ้นจากไม่ถึง 1% เมื่อ 2 – 3 ปีก่อน เป็น 3% ในปีนี้ แต่ด้วยมูลค่าตลาดที่มีถึง 220,000 ล้านบาท ทำให้หลายแบรนด์ไม่อยากตกขบวนกับการเติบโตดังกล่าว

2.คนไทยใช้เวลากับโทรศัพท์มือถือเฉลี่ย 9 ชั่วโมงต่อวัน จัดเป็นอันดับที่ 5 ของโลก และแอพพลิเคชั่นที่คนไทยนิยมใช้งาน 5 อันดับแรก คือ โซเชียลมีเดีย, แชต, เพลง, วิดีโอเพื่อความบันเทิง, และช้อปปิ้งออนไลน์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้   E-Commerce เติบโต โดยเฉพาะอีมาร์เก็ตเพลส (E-Marketplace) และ LazMall คือ 1 ในอีมาร์เก็ตเพลสที่มีการเติบโตค่อนข้างดีมาตลอด

3.การทำตลาดเพื่อช่วยกระตุ้นดีมานด์ที่มีออกมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการช่วยกำหนด Price Point ที่สามารถจะขายได้ดีให้กับร้านค้าพันธมิตร เป็นอีกตัวช่วยสำคัญ ซึ่งการเป็นแพลตฟอร์มที่มีข้อมูลการช้อปของลูกค้าจำนวนมาก จะเข้ามาช่วยในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งนั่นทำให้แบรนด์ต่างๆ ให้ความสำคัญกับแพลตฟอร์มนี้มากขึ้น

4.ข้อดีของการเข้ามาขายในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซก็คือ แบรนด์สามารถเช็คยอดขายได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ในการนำมาวางแผนกระตุ้นการขายได้เป็นอย่างดี

5.แบรนด์กลายเป็นเจ้าของร้านค้าปลีกเอง ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์ที่น่าสนใจ แม้จะเป็นร้านเสมือนจริงในแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่อย่าลืมว่า การแท็กกับลูกค้าโดยตรงสิ่งที่ตามมาก็คือการเข้าถึงข้อมูลที่เป็นพฤติกรรมการซื้อจริง นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมแบรนด์ใหญ่หรือผู้เล่นรายใหญ่ทั้งยูนิลีเวอร์ พีแอนด์จี เนสท์เล่ และอื่นๆ อีกมากมาย ต่างเลือกที่จะเข้าไปเปิดร้านบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ

ทั้งหมดทั้งปวงที่เกิดขึ้น สะท้อนภาพการแข่งขันในอนาคตอันใกล้นี้ได้เป็นอย่างดี.....

 

-None-

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.