4 สตาร์ทอัพ คนรุ่นใหม่ นวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับการท่องเที่ยว

Nov 03, 2020 -None-

ในยุคของ Digital Transformation ส่งผลให้มุมมองทางธุรกิจหลายอย่างเกิดความเปลี่ยนแปลง และมี Business Model ใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะไอเดียทางธุรกิจแนวใหม่จากกลุ่ม “สตาร์ทอัพ” ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้สอดรับกับวิถีการดำเนินชีวิตในยุค New Normal ที่ช่วยให้ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตเป็นเรื่องที่ง่ายยิ่งขึ้น

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เป็นหนึ่งในองค์กรสำคัญที่ให้การสนับสนุนสตาร์ทอัพไทยมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การเปิดพื้นที่ “สตาร์ทอัพไทยแลนด์มาร์เก็ตเพลส : Startup Thailand Marketplace” ที่เป็นเหมือนเวที และเป็นสปอร์ตไลท์ให้กับสตาร์ทอัพไทยที่มีความโดดเด่นได้ใช้เป็นพื้นที่ในการนำเสนอสินค้าและบริการ จากไอเดียการทำธุรกิจรูปแบบใหม่ ที่เข้ามาช่วยตอบโจทย์การดำเนินชีวิตของผู้คนยุคใหม่ให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

วันนี้ NIA มีกรณีศึกษาที่น่าสนใจของ 4 สตาร์ทอัพ จาก Startup Thailand Marketplace ด้วยไอเดียที่มุ่งตอบโจทย์ในเรื่องของการท่องเที่ยวกับการใช้ชีวิตวิถีใหม่ของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน เช่น การวางแผนเรื่องการท่องเที่ยว การมองหาดีลดีๆ ราคาพิเศษ ของสินค้า และบริการที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง และการท่องเที่ยว รวมถึงการมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคม ที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ เพียงแค่ปลายนิ้วคลิก และจะทำให้การจ่ายเงินในแต่ละครั้งมีมูลค่ามากขึ้น

Socialgiver

ช้อป ช่วย เที่ยว ในสไตล์ SE

Socialgiver คือ Startup และ Social Enterprise (SE) ที่รวบรวมดีลสินค้าและบริการจากแบรนด์ชั้นนำมาจำหน่ายบนเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นในรูปแบบ GiveCard มีทั้ง ห้องพักโรงแรม ร้านอาหาร และกิจกรรม เพื่อให้ลูกค้าสามารถ “ช้อปและช่วย สังคมไปพร้อมๆ กัน ทุกครั้งที่ลูกค้าช้อป GiveCard รายได้ 50-70% จะถูกนำไปมอบให้กับโครงการเพื่อสังคมหลากหลายโครงการ

คุณอลิสา นภาทิวาอำนวย Co-Founder บริษัท โซเชียลโมชั่น จำกัด กล่าวถึง รูปแบบแพลตฟอร์มของ Socialgiver จะเป็นเชื่อมต่อใน 3 ภาคส่วนเข้าด้วยกัน ได้แก่ ธุรกิจ ผู้บริโภค และโครงการเพื่อสังคม เพื่อร่วมกันระดมทุนช่วยเหลือโครงการต่างๆ

ธุรกิจให้: บริจาค Spare Capacity หรือบริการเหลือใช้ เช่น ห้องพักที่ว่าง ตั๋วที่เหลือจากการขาย ฯลฯ

ธุรกิจได้รับ: การทำ  CSR และ CSV รูปแบบใหม่ ที่ได้รับ Engagement และ Brand Recognition ที่ดีกว่า โดยการแปลงบริการเหลือใช้ให้เป็นทุนเพื่อสังคม เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่มากกว่าด้วยค่าใช้จ่ายที่น้อยลง

ผู้บริโภคให้: ผ่านการช้อป GiveCard บน Socialgiver และเงิน Shopping นั้น จะถูกแปลงเป็นเงินบริจาค

ผู้บริโภคได้รับ: ไลฟ์สไตล์และบริการจากแบรนด์ชั้นนำในราคาพิเศษ และสามารถติดตามผลงานของโครงการเพื่อสังคมที่คุณได้สนับสนุน

ในมุมของผู้บริโภคจะได้รับสินค้าหรือบริการในราคาที่ดี พร้อมกับได้รับสิทธิพิเศษที่หาไม่ได้จากที่อื่น อีกทั้งยังสามารถตรวจสอบเงินที่ตนจ่ายออกไป มีรายงานความเคลื่อนไหวคอยอัพเดทตลอดอยู่บนเว็บไซต์ มีความโปร่งใส และมีหน่วยงานที่น่าเชื่อถืออย่าง “มูลนิธิยุวพัฒน์” เป็นผู้ตรวจสอบการทำงาน

ขณะเดียวกัน ในมุมของผู้ประกอบการอาจมีทรัพยากรคงเหลือก็ไม่ถูกทิ้งสูญเปล่า และยังช่วยสร้างให้เกิดระบบนิเวศแห่งการให้ที่ยั่งยืน ทุกฝ่ายร่วมกันสร้างผลกระทบที่ดีให้แก่สังคมอีกด้วย

“เรามองว่าการที่คนอยากทำดีไม่จำเป็นว่า ต้องรอให้รวยก่อนถึงจะช่วยคนอื่นได้ เรากำลังสร้างเครื่องมือให้คนรู้สึกว่า การที่เขาไปจับจ่ายใช้สอย การไปเที่ยวกับครอบครัว หรือการไปทานอาหารกับเพื่อนฝูง ยังเป็นโอกาสได้ช่วยเหลือโครงการเพื่อสังคมด้วย เมื่อก่อนอาจคิดว่าเป็นเรื่องที่แยกกัน แต่ปัจจุบันเราเชื่อว่าคนให้ความสนใจกับประเด็นทางด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้นเพราะปัญหาใกล้ตัว ซึ่งการได้ไปท่องเที่ยวพักผ่อนและทานอาหารก็ยังเป็นราคาแบบสุดพิเศษ ถือเป็นความคุ้มแบบ 2 เท่า กับการที่ได้ทั้งช้อปและช่วย”

ในมุมมองด้านการตลาด Socialgiver ยังคงเป็นสตาร์ทอัพรายแรกที่คิดค้น และทำบิสซิเนสโมเดลนี้ขึ้นมา ที่ให้การซื้อสินค้าและบริการ แปลงเป็นรายได้เข้าสู่โครงการเพื่อสังคม โดยได้รับความร่วมมือจากธุรกิจชั้นนำ ที่ให้คุณค่ากับการคืนกำไรสู่สังคม มอบดีลราคาพิเศษเพื่อมาระดมทุนบนแพลตฟอร์ม ความคุ้มค่า และสิทธิพิเศษที่หาไม่ได้จากที่อื่น

Socialgiver เปรียบเสมือนเป็นตัวกลางสำหรับโรงแรม หรือธุรกิจอื่นๆ ที่ต้องการสนับสนุนช่วยเหลือปัญหาทาง ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากการทำธุรกิจในปัจจุบันต้องมองว่าจะเป็น Social Giver ได้อย่างไรบ้าง ในฝั่งของลูกค้าก็อยากจ่ายเงินให้กับแบรนด์ที่ช่วยเหลือสังคม โดยลูกค้าสามารถเข้าไปใช้บริการผ่านทางเว็บไซต์ และแอพพลิเคชั่น สามารถเลือกดูได้ว่า มีธุรกิจไหนให้ความช่วยเหลือโครงการไหนในเรื่องใดบ้าง

โดยแพลตฟอร์มของ Socialgiver จะจัดเป็นหมวดหมู่ต่างๆ ได้แก่ โรงแรม ร้านอาหาร และกิจกรรม เช่น Flash Sale ราคาตั๋วเครื่องบิน หรือเป็นอีเวนท์ต่างๆ ที่ทยอยเข้ามาทุกสัปดาห์ ผู้สนใจสามารถเข้าไปดูได้ทั้งในเฟสบุ๊ค และแอพพลิเคชั่นของ Socialgiver

“คนที่สนใจอยากจะบริจาคเงิน แต่การบริจาคทั่วไปบางครั้งอาจจะติดตามผลงานไม่ได้ ยกตัวอย่าง ถ้าเราอยากบริจาคเงิน 500 บาท บนแพลตฟอร์ม Socialgiver สามารถเข้าไปเลือกอะไรก็ได้ในมูลค่า 500 บาท ถือว่าได้บริจาคเหมือน กัน เป็นความคุ้มค่าแบบ 2 เท่า และยังติดตามผลได้ด้วย”

คุณอลิสา กล่าวเสริมถึงมุมมองการท่องเที่ยวในช่วงโควิด-19 หากมองในแง่ของภาคธุรกิจปัจจุบันมีความพยายามในการสร้างมาตรฐานมากขึ้น เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมีการสร้างมาตรฐานใหม่ เรียกว่า SHA เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ และความปลอดภัย ความสะอาดต่างๆ ในพื้นที่ของโรงแรม ที่สามารถขอใบรับรองในเรื่องนี้ได้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าที่จะเข้าพัก หรือเข้าไปใช้บริการของแต่ละร้านค้า

“เราอยากให้มองในอีกมุมหนึ่งสำหรับคนที่เจอพิษของวิกฤตโควิด ส่วนหนึ่งก็เป็นองค์กรต่างๆ ที่ทำงานเพื่อสังคม และสิ่งแวดล้อม ที่การสนับสนุนอาจขาดหายไปไม่ต่อเนื่อง ซึ่งปัญหาทางด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมบางเรื่องต้องใช้เวลา นานในการแก้ปัญหา เราจึงอยากเป็นเหมือนโซลูชั่นในการหาทางออกให้กับลูกค้าที่มีความรู้สึกทั้งอยากช้อบ และอยากเที่ยว ให้สามารถเที่ยวผ่าน Socialgiver ได้ และยังได้ช่วยเหลือในการระดมทุนให้กับแต่ละมูลนิธิต่างๆ ได้ โดยที่ไม่ต้องไปบริจาคแยกต่างหาก ถือว่าเป็นการได้ช้อปได้เที่ยว และได้ทำบุญไปพร้อมๆ กัน” คุณอลิสา กล่าว

Tripdio

ท่องเที่ยวแบบมีไกด์ส่วนตัว

Tripdio (ทริปดิโอ้) เป็น Storytelling Platform เพื่อการท่องเที่ยวที่เปิดโอกาสให้ไกด์ หรือผู้ที่เป็น Local Expert และผู้ประกอบการแหล่งท่องเที่ยวได้เข้ามา Upload Content นำเที่ยวเพื่อให้บริการแก่นักท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวจะได้รับประสบการณ์ ความรู้ และความเพลิดเพลินไปกับเรื่องราวของสถานที่ท่องเที่ยว เสมือนมีไกด์ส่วนตัวไปด้วยทุกที่ทุกเวลาขณะเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ

คุณชัยณัฏฐ์ แคว้นคอนฉิม Co-founder and CEO, Advance Tripdio Service Limited กล่าวว่า Tripdio ถูกสร้างมาเพื่อแก้ไข Pain Point ด้านการท่องเที่ยวใน 3 เรื่องด้วยกัน คือ 1) ความเสี่ยงและข้อจำกัดในการหารายได้ของไกด์ 2) ความสามารถในการนำเสนอตัวเองของผู้ประกอบการ และ 3) ความไม่สะดวกในการเรียนรู้เที่ยวชมของนักท่องเที่ยว

ในมุมมองทางการตลาด แม้ว่า Tripdio จะเป็น Storytelling Platform สัญชาติไทยรายแรก ขณะที่ Storytelling Platform ของต่างประเทศมีมานานแล้ว และมีหลายเจ้าที่ให้บริการอยู่ทั่วโลก แต่สำหรับคอนเทนต์การนำเที่ยวในประเทศไทยยังมีอยู่น้อยมาก และไม่มีคุณภาพ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่ได้รับความนิยมด้านการท่องเที่ยวในระดับโลก

Tripdio จึงมองเห็นโอกาสในการพัฒนา Platform ด้านนี้เพื่อไว้แข่งขันกับ Platform ต่างชาติ และเป็นการยก ระดับการท่องเที่ยวไทยด้วยเทคโนโลยี เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของไทยสู่ชาวโลก และช่วยให้อาชีพไกด์ แหล่งชุมชนท่องเที่ยว และผู้ประกอบการแหล่งเที่ยวไทยเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

“ตัวแอพของ Tripdio เปรียบเสมือนไกด์คนหนึ่ง ที่เวลานักท่องเที่ยวไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ แล้วอยากรู้เรื่องราว ประวัติความเป็นมา โดย Tripdio จะเป็นผู้บรรยายให้ความรู้ในรูปแบบ Audio Guide และวิดีโอเพื่อให้นักท่องเที่ยวอินกับสถานที่ และเรื่องราว ณ ตรงนั้น แต่เดิมมองกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่พอเจอสถานการณ์โควิดจึงหันมาจับกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทย จึงมีบริการเป็น 2 ภาษา คือ อังกฤษ และไทย โดยข้อมูลที่อัพโหลดจะเป็นข้อมูลโลคอลไกด์ เป็นไกด์ที่ใบอนุญาต และเป็นผู้ประกอบการแหล่งท่องเที่ยว เช่น พิพิธภัณฑ์เอกชน”

โดยไกด์ หรือ Content Creator สามารถสร้างรายได้จากการขายคอนเทนต์นำเที่ยว และยังได้รับค่าคอมมิสชั่นจากการแนะนำร้านค้า ร้านอาหารต่างๆ ให้กับนักท่องเที่ยวที่ได้ไป Check-in อีกด้วย

สำหรับแอพพลิเคชั่น Tripdio สามารถดาวน์โหลดได้ทั้งในระบบ Android และ iOS ภายในตัวแอพมีการจัดหมวดหมู่ของสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจไว้ให้กับนักท่องเที่ยวเลือกชมได้ง่าย และสะดวกใน 3 ขั้นตอนคือ 1) เปิดแอพ 2) เลือกสถานที่ และ 3) กดฟังบรรยาย ซึ่งแต่ละคอนเทนต์จะมี Layout Map ของสถานที่นั้นๆ ทั้งแบบออฟไลน์ และออนไลน์ โดยการทำ API กับ Google Map ให้นักท่องเที่ยวเดินตามจุดเที่ยวชมที่ไกด์ได้กำหนดไว้ตามตัวเลข ทำให้ไม่หลง และทำให้การบรรยายตรงกับจุดที่นักท่องเที่ยวยืนอยู่

คุณชัยณัฏฐ์ กล่าวเสริมว่า ลูกค้าของ Tripdio แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่ม B2C ให้บริการคอนเทนต์นำเที่ยวแก่นักท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวจะได้รับความสะดวก ได้ความรู้ และประสบการณ์ที่ดีในการเที่ยวชม และกลุ่ม B2B เป็นแพลตฟอร์มให้ Local Guide Expert และผู้ประกอบการแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ได้เข้ามา Upload Content นำเที่ยวเพื่อเป็นการสร้างรายได้ หรือโปรโมทธุรกิจอีกช่องทางหนึ่งก็ได้

ในส่วนของสถานที่ท่องเที่ยวที่มีอยู่ในแอพ ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ 30 แห่ง นอกจากนี้ ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดต่างๆ เช่น จังหวัดอยุธยา สุโขทัย กำแพงเพชร เชียงใหม่ และเชียงราย โดยในช่วงแรกเป็นคอนเทนต์ที่ทาง Tripdio จัดทำขึ้นมาเป็นตัวอย่าง จึงยังเป็นการให้บริการฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย

“Tripdio ไม่ใช่แพลตฟอร์มที่จองการเดินทาง หรือจองโรงแรม แต่เราเป็นแพลตฟอร์มการบอกเล่าเรื่องราว รับการท่องเที่ยวในยุคโควิด-19 ที่มีข้อดีคือทำให้คนไทยเริ่มปรับตัว และเริ่มนำเทคโนโลยีเข้ามาในชีวิต เริ่มเปิดใจที่จะเรียนรู้การใช้เทคโนโลยี ปัจจัยนี้ทำให้คนสนใจที่จะออกไปท่องเที่ยวมากขึ้น เพราะคนสามารถ Work From Home ได้ หรือเรียนรู้ผ่านทางออนไลน์ได้ นั่นหมายความว่าเขามีเวลาที่จะออกไปเที่ยวมากขึ้น หรือบางคนอาจจะเที่ยวไปด้วยทำงานไปด้วยก็ได้ และ Tripdio ก็สามารถทำให้คนได้เที่ยวในแบบ Virtual ได้อีกด้วย” คุณชัยณัฏฐ์ กล่าว                 

PenguinT

สร้างความคุ้มค่าเรื่องการเดินทาง และท่องเที่ยว

PenguinT (เพนกวินที) คือ Online Travel Service เพื่อให้บริการลูกค้าในการซื้อสินค้าและบริการท่องเที่ยว ผ่านช่องทางที่หลากหลาย เช่น แอพพลิเคชั่น เว็บไซต์ เฟสบุ๊คเพจ “ไปเที่ยวกันมั้ย by Penguin” และ LINE

คุณกิตติกร กรรณเลขา CEO Asiaoneclick Co., Ltd. (Penguin.travel) กล่าวว่า PenuinT เป็นแพลตฟอร์มที่ให้บริการทางด้านการเดินทาง และการท่องเที่ยวทั้งในรูปแบบธุรกิจ หรือเดินทางท่องเที่ยว โดยการรวบรวมสินค้าและบริการที่ดีจาก Travel Agency สายการบิน หรือผู้ประกอบการต่างๆ มาไว้บนแพลตฟอร์ม พร้อมสร้างช่องทางการซื้อสินค้าที่มีความหลากหลาย เช่น บนแอปพลิเคชั่นด้วยตัวเอง หรือผ่านการแชตบนแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น LINE Messenger เพื่อให้ลูกค้าสามารถซักถามถึงเงื่อนไขต่างๆ และได้รับบริการทั้งก่อน และหลังการขายได้อย่างมั่นใจ

สำหรับสินค้าหลักๆ ของ PenquinT คือ บัตรโดยสารสายการบิน ที่ได้รวบรวมมาจากผู้ประกอบการที่เป็น Wholesaler ชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ สามารถจัดได้ทั้งเป็น Private Group รถเช่า รถรับส่ง รวมถึงสินค้า และบริการต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเดินทาง และท่องเที่ยว

โดยทาง PenguinT มองว่า ที่ผ่านมากการจองสินค้า และบริการท่องเที่ยวออนไลน์บนเว็บไซต์ หรือบนมือถือที่เป็น Self-service เหล่านี้ เวลามีปัญหาหรือมีคำถามต่างๆ ลูกค้ามักไม่รู้ว่าจะถามอย่างไรกับใคร และยังพบว่า ปัจจุบันคนไทยเริ่มมีความคุ้นเคยในการซื้อสินค้า และบริการผ่านทางการแชตใน LINE หรือ Messenger จึงได้เพิ่มช่องทางการซื่อสินค้าและบริการท่องเที่ยวผ่านทางช่องทางเหล่านี้ โดยลูกค้าสามารถแชตเพื่อทำการซื้อสินค้า หรือสอบถามข้อมูล ทั้งก่อน และหลังการขาย รวมถึงการของบริการต่างๆ เกี่ยวกับการเดินทางผ่านการแชต

“เนื่องจากโควิด-19 ได้เปลี่ยนแนวความคิดของการซื้อสินค้า และบริการท่องเที่ยว จากที่เคยดูเรื่องราคาเป็นปัจจัยสำคัญเพียงอย่างเดียวก็มาเป็นเรื่องบริการหลังการขาย การเปลี่ยนแปลงแก้ไข และการติดต่อแบบบุคคลผ่านทางช่องทางต่างๆ ซึ่ง Human Touch และบริการหลังการขายเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ลูกค้าทางด้านท่องเที่ยวต้องการเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการเดินทางในช่วงนี้”

คุณกิตติกร กล่าวเสริมว่า สถานการณ์ในปัจจุบันส่งผลให้การเดินทางท่องเที่ยวมีความคุ้มค่ามากขึ้น เนื่องจากที่พักมีราคาถูก จากเดิมโรงแรมที่เคยมีราคาหลักหมื่นก็ลดลงมาเหลือหลักพันบาท ทำให้งบที่เคยมีอยู่อย่างจำกัดสามารถขยับขึ้นไปใช้บริการโรงแรมเหล่านี้ได้ จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะมากกับการท่องเที่ยวโดยเฉพาะการท่องเที่ยวในประเทศไทย

“เราเป็นแพลตฟอร์มที่ไม่ได้มีสินค้าเป็นของตัวเอง แต่เราไปดึงสินค้าของผู้ประกอบการไทยรายอื่นเข้ามาวางขาย ตั้งแต่ตั๋วเครื่องบินที่เชื่อมตรงกับสายการบิน หรือ Travel Agency ที่ยังมีปัญหาเรื่องการขายตั๋วอยู่ ตอนนี้เทรนด์ Domestic เริ่มกลับมา หรือการต่อตรงกับผู้ประกอบการที่เป็นที่พัก หรือโรงแรม ซึ่งในช่วงโควิด-19 เราก็เปิดโอกาสให้นำสินค้ามาวางขายบนแฟนเพจ “ไปเที่ยวกันไหม by Penguin” ของเราได้ฟรี ซึ่งเราทำหน้าที่เหมือน Online Travel Agency เมื่อก่อนการจองเองบนเว็บไซต์หาคนช่วยไม่ได้ แต่บริการของเราจะมี Chat, Customer Service และ AI มาช่วยตอบ”

อย่างไรก็ตาม สำหรับการท่องเที่ยวยุคโควิด-19 ส่งผลให้มุมมองของผู้บริโภคเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก จากเดิมที่การซื้อของ หรือการเดินทางอาจจะเน้นการได้ราคาถูก เช่น ตั๋วเครื่องบินราคาถูกก็จองไว้ก่อน แต่ในยุคโควิด-19 ผู้บริโภคอาจต้องคิดเผื่อไว้ล่วงหน้าว่า หากเดินทางไปไม่ได้เนื่องจากการล็อกดาวน์ปิดประเทศ ปิดเมือง จะขอเงินคืนได้หรือไม่ และต้องติดต่อใครในช่องทางไหน

“ข้อมูลเหล่านี้เป็นที่ต้องการมากสำหรับลูกค้าที่เข้ามาซื้อของ ไม่ใช่แค่ว่าต้องการสินค้าราคาถูกเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องคิดก่อนซื้อ และต้องมีความชัดเจน ยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงโควิด-19 การขอรีฟันด์ตั๋วเครื่องบินใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน คนจึงเริ่มให้ความสนใจข้อมูลเหล่านี้มากขึ้น และมีการวางแผนการเดินทางมากขึ้น เช่น ตั๋วเครื่องบินจะมีทั้งแบบรีฟันด์ได้ และรีฟันด์ไม่ได้  อีกเรื่องคือเรื่องของประกันการเดินทาง เมื่อก่อนคนอาจไม่คิดว่าต้องซื้อ แต่ปัจจุบันต้องดูว่า การซื้อประกันเพิ่มอีกเพียงไม่กี่บาทสามารถเซฟเรื่องการเดินทางของเราได้ด้วย” คุณกิตติกร กล่าว

ThaiHand Massage 

แพลตฟอร์มจองร้านนวด ครบจบในที่เดียว

ThaiHand Massage (ไทยแฮนด์ มาสสาจ) คือ Massage & Spa Booking Platform สัญชาติไทยแท้ที่รวมร้านนวด และสปา ที่ลูกค้าจะสามารถจองบริการในร้านนวดแต่ละร้านในราคาที่ดีที่สุด และตอบโจทย์ลูกค้าในทุกๆ ขั้นตอน ตั้งแต่การหาร้านด้วยข้อมูลที่ครบถ้วน ก่อนการตัดสินใจจอง ด้วยขั้นตอนง่ายๆ เพียงปลายนิ้วสัมผัส

คุณชนม์ปีติ พรรุ่งโรจน์ Co-founder, CEO of Thaihand Massage co.,ltd. กล่าวว่า สินค้าของ ThaiHand Massage  คือ บริการนวด และประสบการณ์จากการไปใช้บริการในแต่ละร้าน ซึ่งในแต่ละร้านนวดจะมีอัตลักษณ์ และเสน่ห์ของการนวดในบรรยากาศที่แตกต่างกันไป โดยลูกค้า คือ นักท่องเที่ยวชาวไทย และต่างชาติ โดย Early Adopter จะเป็นคนที่ชอบนวดเป็นประจำ และคุ้นเคยกับการใช้บริการจองออนไลน์ และมองหาราคาที่คุ้มค่า

“ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบการนวดมากๆ จึงทำแพลตฟอร์มนี้ขึ้นมา ด้วยวัตถุประสงค์อยากเป็นเหมือนเพื่อนที่ไปรวบรวมดีลของร้านนวดมารวมกันไว้ เราไม่ได้เป็นแค่ดีลร้านนวดแต่ยังมีความเป็น Deep Insightful ในเรื่องข้อมูลร้านนวดแต่ละที่ เพราะถ้าเราไปหาข้อมูลจากที่อื่น หรือตามเพจ เฟสบุ๊ค ข้อมูลจะค่อนข้างกระจัดกระจาย หรือมีไม่ครบ เช่น มีที่จอดรถไหม เดินทางอย่างไร หมอนวดดีไหม ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เราเก็บรวบรวมเอง และผมก็เป็นหนึ่งในคนที่ไปทดลองนวดเองด้วย แพลตฟอร์มของเรายังมีการให้โปรโมชั่นที่ถูกกว่าท้องตลาด

ลูกค้าของร้านนวดส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติถึง 75% แพลตฟอร์มของเราจึงมีการแปลถึง 7 ภาษา เพื่อตอบรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเข้ามาในอนาคต เรามีฐานข้อมูลหลายจังหวัดตั้งแต่กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ ซึ่งราคา Best Deal จะดัมพ์ราคาลงมาจากหน้าร้าน 30 -40% โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เป็น Non Peak Time ที่ราคาดีมากๆ เพราะลูกค้าค่อนข้างน้อย และถือเป็น Pain Point ของร้านนวด”

คุณชนม์ปีติ กล่าวเสริมว่า ในมุมมองของการตลาด ThaiHand Massage จะโฟกัสไปที่ธุรกิจการนวด และสปาเป็นหลัก เพื่อสร้างความแตกต่าง โดยวาง Position ไปที่การเป็น Massage Expert ทำให้ทั้ง Communication และ Platform Journey จะพยายามคัดสรรร้านที่มีคุณภาพ รวมถึงการดึงเอาเสน่ห์ และอัตลักษณ์ของร้านนวด และการนวด  มาให้ลูกค้าอย่างเต็มที่ทั้งภาพ เรื่องราว และการใช้บริการ เช่น สามารถเลือกจุดที่อยากเน้นในการนวดได้

โดยส่วนตัวแล้ว คุณชนม์ปีติ ยังมองว่า การนวดก็เป็นการท่องเที่ยวในรูปแบบหนึ่ง หากมองในมุมของร้านค้า ในวิกฤตแบบนี้ร้านค้าก็โดนหนักมาก โดยเฉพาะร้านนวดมียอดขายลดลงกว่า 90% เป็นจุดที่ต้องช่วยกันให้ก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปให้ได้ ทางบริษัทจึงมีการจัดทำเพจ เฟสบุ๊คของผู้ประกอบการร้านนวดด้วย ในชื่อเพจ Thaihand Business มีคนติดตาม 7,000 - 8, 000 คน ถือเป็นคอมมูนิตี้ที่ใหญ่มากๆ สำหรับผู้ประกอบการร้านนวด และหมอนวด

“ช่วงนี้เป็นเหมือนการปิดเทอมของการท่องเที่ยว เราจึงควรใช้จังหวะนี้ในการรีสกิล รวมถึงวางแผนระบบบริหารจัดการร้าน การทำโปรโมชั่น การคิดบิสซิเนสโมเดล หรือบริการใหม่ๆ ที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าชาวต่างชาติ และคนไทย ซึ่งหากคุณเป็นผู้ประกอบการร้านนวด หรือเป็นหมอนวดสามารถมาติดต่อมาที่เฟสบุ๊คเพจนี้ได้ โดยช่วงนี้เรามีการลดค่าคอมมิสชั่นเพื่อเป็นการให้ความช่วยเหลือกับผู้ประกอบการร้านนวดที่ติดต่อเข้ามาอีกด้วย” คุณชนม์ปีติ กล่าว  

นอกจากสตาร์ทอัพทั้ง 4 ราย ที่ได้นำเสนอในครั้งนี้ ทาง NIA ยังมีการนำเสนอเรื่องราวที่น่าสนใจของสตาร์ทอัพไทยอีกจำนวนมาก สามารถติดตามสตาร์ทอัพไทยที่มีโซลูชั่น และบริการดีๆ ได้ใน “Startup Marketplace is Live Now” โดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA รายการที่จะช่วยสร้างช่องทางการตลาดใหม่ๆ ให้กับสตาร์ทอัพไทย ในช่วงสถานการณ์ของวิกฤตต่างๆ

 

 

สำหรับผู้สนใจ สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ FB Page: Startup Thailand และ FB Group: Startup Thailand Marketplace http://www.startupthailand.org/

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.