4 สตาร์ทอัพไทย สร้างนวัตกรรม ช้อปปิ้งออนไลน์ สบาย และตอบโจทย์

Oct 29, 2020 -None-

ท่ามกลางกระแสสังคมในยุคดิจิทัล ส่งผลให้ทุกวันนี้รอบตัวเรามีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้อย่างมากมาย กับวิถีการดำเนินชีวิตในรูปแบบใหม่ที่ทำให้หลายเรื่องมีความสะดวก และง่ายยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการช้อปปิ้งที่ในปัจจุบันมีดิจิทัลเทคโนโลยีเข้ามาช่วยตอบโจทย์ในหลากหลายมิติ

วันนี้เรื่องของการช้อปปิ้งจึงไม่ใช่เพียงแค่การสั่งซื้อที่ง่ายขึ้นเพียงแค่ปลายนิ้วคลิก แต่ยังรวมถึงผลพลอยได้หลังการซื้อในแง่ของคะแนนสะสมจากการซื้อ หรือการใช้บัตรเครดิต ผ่านนวัตกรรมที่ช่วยให้การสะสมแต้มกลายเป็นเรื่องสนุก และได้สิทธิประโยชน์ที่เพิ่มมากขึ้นจากมุมมองการทำธุรกิจในแบบ “สตาร์ทอัพ” ที่ช่วยเปิดประสบการณ์การช้อปปิ้งของผู้บริโภคให้มีสีสันมากยิ่งขึ้น

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)หรือ NIAเป็นหนึ่งในองค์กรสำคัญที่ให้การสนับสนุนสตาร์ทอัพไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา ยังได้เปิดพื้นที่“สตาร์ทอัพไทยแลนด์มาร์เก็ตเพลส : Startup Thailand Marketplace” เพื่อให้สตาร์ทอัพไทยใช้เป็นพื้นที่ในการโปรโมทสินค้าและบริการ จากไอเดียการทำธุรกิจรูปแบบใหม่ ที่เข้ามาช่วยตอบโจทย์ให้กับหลากหลายความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างน่าสนใจ

วันนี้ NIA มีกรณีศึกษาที่น่าสนใจของ 4 สตาร์ทอัพ จาก Startup Thailand Marketplace ด้วยไอเดียที่มุ่งตอบโจทย์ในเรื่องของการจับจ่ายใช้สอย ไม่ว่าจะเป็นระบบการจองร้านอาหารที่ตอบโจทย์ได้ดีในช่วงวิกฤตโควิด-19 หรือการสั่งอาหารผ่าน Cloud Kitchenและการซื้อแพกเก็จตกแต่งบ้านที่ทำได้ง่ายๆ บนระบบออนไลน์

นอกจากนี้ ยังมีไอเดียการเพิ่มมูลค่าให้กับคะแนนสะสมที่เกิดจากการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับลูกค้า และกลุ่มเป้าหมาย

Hungry Hub 

ผู้ช่วยการจองร้านอาหาร

ก่อนหน้านี้มาตรการ  Social Distancing ที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 ส่งผลให้ธุรกิจร้านอาหารได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก และที่นั่งรับประทานอาหารภายในร้านก็ถูกลดจำนวนไปกว่าครึ่งหนึ่ง เมื่อมีที่นั่งแบบจำกัดทางร้านอาหารจึงจำเป็นต้องนำระบบการจองโต๊ะมาใช้เพื่อบริหารจัดการ และทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจสูงสุด

Hungry Hub ก่อตั้งครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อปี 2014 เป็นธุรกิจสตาร์อัพจากคอนเซ็ปต์ “แพลตฟอร์มจองร้านอาหาร 24 ชั่วโมง”ต่อมาในปี 2016 Hungry Hub ได้เปลี่ยนคอนเซ็ปต์เป็น“แพลตฟอร์มจองร้านอาหารพร้อมข้อเสนอพิเศษไม่เหมือนใคร”ซึ่งได้รับแรงบัลดาลใจมาจากการที่ คุณสุรสิทธิ์ สัจจเดว์ ผู้บริหารและผู้ก่อตั้ง Hungry Hub พาทีมไปเลี้ยงดินเนอร์ แต่งบที่จ่ายแต่ละครั้งบานปลายและคุมไม่อยู่ จึงได้คิดหาวิธีที่จะแก้ปัญหานี้ และเกิดเป็นคอนเซ็ปต์“โปรโมชั่นร้านอาหาร ราคาเน็ต อิ่มคุ้ม คุมงบได้”

โดยเปลี่ยนร้าน ALa Carte ให้ทานได้แบบ All You Can Eat หรือบุฟเฟ่ต์ สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า อีกทั้งยังคำนึงถึงในฝั่งของร้านอาหารที่เน้นการสร้างยอดขายให้ร้านแบบไม่ลดราคา เพื่อให้ร้านอาหารมีรายได้อย่างยั่งยืนและไม่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ร้านอาหารอีกด้วย

คุณสิริศักดิ์ พลสิมมาHead of Marketing, Appservation Co.,Ltd.กล่าวว่า Hungry Hub เป็นแอพพลิเคชั่นการจองร้านอาหารที่มีสิทธิประโยชน์เพื่อจูงใจให้ลูกค้าอยากจองร้านอาหาร โดยเน้นการจองร้านอาหารที่เป็นอะลาคาร์ท ในราคาบุฟเฟ่ต์ ปัจจุบันมีร้านอาหารในแอพกว่า 100 ร้านค้าอยู่ในเขตกรุงเทพฯและเชียงใหม่

“สิ่งที่เราดีลกับร้านอาหาร ไม่ใช่การดีลเพื่อขอส่วนลด เพราะเราเน้นการช่วยเหลือร้านอาหารจากวิธีการทำงานของเราก็คือจะทำอย่างไรให้ร้านอาหารมียอดขายที่เพิ่มขึ้น ยกตัวอย่าง การทานอาหารในแต่ละครั้งอาจมีราคาต่อหัวที่ราคา 300 - 400 บาท ดังนั้นสิ่งที่เราจะทำ คือเราต้องเพิ่มราคาต่อหัวให้สูงขึ้นเพื่อให้ร้านอาหารมีรายได้มากขึ้นสิ่งที่ร้านค้าได้แน่ๆ คือ ราคาต่อหัวที่เพิ่มมากขึ้น ที่เหลือคือการบริหารต้นทุนอาหาร จะทำลักษณะแพ็กเกจอย่างไรให้ร้านอาหารมีรายได้ ไม่ใช่การทำโปรโมชั่นเพื่อเรียกคน แต่ต้องเป็นโปรโมชั่นที่ช่วยเพิ่มกำไรให้กับทางร้านด้วย”

หลังการเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ Hungry Hub ได้ดำเนินการขยายธุรกิจโดยมีร้านอาหารเข้าร่วมมากขึ้น นำเสนอทางเลือกที่ดีที่สุดให้ลูกค้า ทำให้ลูกค้ามีทางเลือกที่หลากหลาย จนสามารถคว้ารางวัล The Seedstars Summit Pitch Corner จากการ Pitching ให้กับนักลงทุนต่างชาติในงาน The Seedstars World Summit 2018 การแข่งขันสตาร์อัพระดับโลกซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

โดยแข่งขันกับผู้ประกอบการจากกว่า 14 ประเทศทั่วโลก และในปีเดียวกัน Hungry Hub สามารถคว้ารางวัล The winner of E-commerce ในงาน Echelon Asia Summit 2018 ที่จัดขึ้น ณ ประเทศสิงคโปร์ และยังติด Top 10 จาก 100 Start up ทั่วเอเชียที่ได้รับคะแนนสูงสุดในงานอีกด้วย 

Hungry Hubมุ่งตอบโจทย์ในแง่ของการแก้ Pain Point ที่ลูกค้าส่วนใหญ่ต้องการคุมงบประมาณในการรับประทานอาหาร และรู้ว่าจะได้ทานอะไรบ้างในราคาเท่าไหร่

“เป้าหมายของ Hungry Hub คือ ต้องการให้ลูกค้าทราบราคาสุทธิที่ต้องจ่ายในมื้อนั้น ก่อนเดินเข้าร้านอาหาร และต้องการช่วยให้ร้านอาหารมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน”

ด้วยมุมมองการตลาดที่ไม่เหมือนใคร ส่งผลให้ Hungry Hub มีแนวทางการทำตลาดที่แตกต่างจากคู่แข่งขันทางตลาดอยู่พอสมควร อาทิ การเป็นโปรโมชั่นร้านอาหารที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนจากร้านแบรนด์ดัง เช่น มีโปรโมชั่น All You Can Eat ในร้านแบบA La Carteและให้ลูกค้าได้อิ่มอร่อยได้ไม่อั้นในเวลา 2 ชั่วโมง อีกทั้งร้านอาหารยังทำโปรโมชั่นลักษณะนี้กับ Hungry Hub เท่านั้น

Hungry Hub เข้าถึงลูกค้าด้วยการโปรโมทดีลอาหารและโปรโมชั่นผ่านทางโซเชียลมีเดียที่มีลูกค้าติดตามจำนวนมาก รวมไปถึงการโปรโมทผ่านกลุ่มบล็อกเกอร์อาหารจึงมีกลุ่มลูกค้าที่ค่อนข้างหลากหลาย อาทิ ลูกค้าองค์กรกว่า 1,000 บริษัทรวมถึงกลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวผ่านช่องทางของพาร์ทเนอร์อย่างKlook.com

ปัจจุบันHungry Hub ได้ส่งลูกค้ามากกว่า 250,000 คนในกรุงเทพฯให้กับร้านอาหารมากกว่า 100 ร้านค้า อาทิ Audrey Café, Maisen, Yuutaro, Outback Steakhouse และอื่นๆอีกมากมาย

Devers Food

สั่งอาหารง่ายเพียงปลายนิ้วคลิก

ในช่วงปีที่ผ่านมาเทรนด์อาหารเริ่มเปลี่ยนไป และมีการพูดถึง Cloud Kitchen ที่เกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในเรื่องของการทานอาหารของผู้คนในยุคดิจิทัล โดย Cloud Kitchen คือร้านอาหารรูปแบบใหม่ เป็นพื้นที่ครัวพร้อมอุปกรณ์ทำครัวให้ร้านอาหารต่างๆ เช่า ซึ่งร้านอาหารสามารถขยายสาขามาที่ครัวได้โดยไม่ต้องลงทุนกับหน้าร้าน

Devers เป็น Cloud Kitchen Food Delivery Platform ที่มีเป้าหมายจะพัฒนาทั้ง Ecosystem ของ Cloud Kitchen Food Delivery เริ่มจากการทำครัวกลาง การพัฒนาสูตรอาหาร และการเลือกเฟ้นซัพพลายเออร์ที่มีคุณภาพหลากหลายเจ้าโดยเน้นสนับสนุนบริษัทสตาร์ทอัพ หรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านวัตถุดิบเฉพาะทาง รวมถึงการอบรมไรเดอร์ด้านการขับขี่เเละมารยาท เพราะมองว่าเป็น Touchpoint ที่สำคัญระหว่างแบรนด์กับลูกค้า

ที่สำคัญ คือ Devers Application เนื่องจากเราเป็น Data-Driven Business ทำให้ Devers สามารถสร้างทีมเพื่อพัฒนาแอพพลิเคชั่นให้มีการใช้งานที่ง่าย รวมถึงเก็บข้อมูล Transaction เพื่อนำไปใช้สร้างกลยุทธ์ในอนาคต

คุณสุพิชชา วัฒนชัยมงคลMarketing Manager, Devers Technologies Co.,Ltd.กล่าวว่า Devers ให้บริการในเรื่องของการสั่งอาหารผ่านแอพพลิเคชั่นที่ออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่ายๆ แบบ Finger Click เนื่องจากเป็น Data-Driven Business ทำให้ Devers สามารถสร้างทีมเพื่อพัฒนาแอพพลิเคชั่นให้มีการใช้งานที่ง่าย รวมถึงเก็บข้อมูล Transaction เพื่อนำไปใช้สร้างกลยุทธ์ในอนาคต

“เป้าหมายของDevers คือความต้องการที่จะพัฒนาทั้ง Eco-System ของ Cloud Kitchen Food Delivery ดังนั้น Pain Point ที่มองเห็นจะไม่ใช่เเค่ในมุมของ End User เเต่เป็น Pain Point ที่พบได้จากทั้งซิสเต็มไม่ว่าจะเป็นไรเดอร์หรือครัว เเละ Pain Point ที่ขาดไม่ได้คือ Pain จากลูกค้า ที่เวลาดูรายการเเข่งอาหาร ก็จะเห็นเมนูที่เชฟทำมาเเข่งเเต่ไม่สามารถหาเมนูเหล่านั้นทานได้ในตลาด หรือเป็นราคาที่ไม่สามารถจับต้องได้ Devers เล็งเห็นความต้องการส่วนนี้ จึงทำให้เกิดเป็นเมนู ChefX ที่ Devers กำลังพัฒนาอยู่ในปัจจุบัน”

ในช่วงแรกของการเปิดตัวมีเมนูแนะนำที่เป็น Street Bowl 14เมนู เเละกลางเดือนตุลาคมจะมีเมนูยำเเละเเซบ ตามด้วย Plant-Based Menu ในเดือนถัดๆมาก็จะมีเมนูใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เช่น อาหารเพื่อสุขภาพอาหารเช้า เครื่องดื่มกาเเฟ, ชา เเละน้ำผลไม้ เป็นต้น

“ไฮไลท์ที่เรากำลังพัฒนาคือเมนู ChefX เป็นความร่วมมือกับเชฟที่มีชื่อเสียงหรือ Celebrity Chef ออกเมนูอาหารที่มีเเต่เฉพาะกับ Devers เท่านั้น เพื่อให้ลูกค้าของเราที่อยากทดลองทานอาหารจากเชฟท่านนั้นๆ ได้ทานเมนูที่อยากทานในคุณภาพระดับเชฟ ราคาที่จับต้องได้เเละหาซื้อได้ง่าย สะดวกรวดเร็ว”

ปัจจุบัน Cloud Kitchen Food Delivery Platform ในประเทศไทยเริ่มมีการเเข่งขันที่มากขึ้น Devers จึงเน้นการพัฒนาที่รากฐานของการทำ Food Delivery ให้แข็งแรงก่อนเป็นลำดับแรก เช่น อาหารต้องอร่อย สั่งซื้อง่าย สะดวกรวดเร็ว ซึ่งกลยุทธ์ที่สำคัญของ Devers คือการทำ New Product Development เเละ Port Diversification ที่จะทำเมนูเฉพาะของทางร้านทั้งแบบWeekly Menu, Monthly Menu, Seasoning Menu เเละ ChefX Menuเพื่อสร้างความเเปลกเเละสดใหม่ให้กับลูกค้าอยู่เสมอ

“ในอนาคตเราก็จะผลักดันให้ตัวเองไปถึง One-stop Platform ที่นอกจากจะเป็น Ecosystem ของ Food Delivery เเล้ว เราจะเพิ่มในส่วนของ Lifestyle มากยิ่งขึ้นด้วย”คุณสุพิชชากล่าว

HOME PRISE 

เรื่องแต่งบ้านเรื่องง่าย

HOME PRISEคือ แพลตฟอร์มที่เปรียบเสมือนผู้ช่วยในเรื่องการแต่งบ้าน ทำให้การแต่งบ้านเป็นเรื่องง่าย และสะดวกมากขึ้น โดยเปิดให้บริการมากว่า3 - 4 ปี ด้วยเป้าหมายอยากให้คนไทยแต่งบ้านได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังมีเป้าหมายเพื่อการยกระดับการพัฒนาด้านเทคโนโลยีของคนไทยให้ทัดเทียมกับต่างประเทศ การันตีด้วยรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ปี 2019 สาขา Software Design

คุณพรชัย แสนชัยชนะ Managing Director & Co-Founder, Imagine Space Co.,Ltd.กล่าวว่า HOME PRISE เกิดขึ้นจากการนำ Pain Point ของคนที่ต้องการแต่งบ้านแต่ยังขาดความรู้ความเข้าใจในการเลือกซื้อสินค้า เมื่อตกแต่งออกมาแล้วก็ยังไม่ถูกใจจนต้องมีการแก้ไขทำให้งบบานปลายHOME PRISE จึงนำเสนอรูปแบบการให้บริการที่สามารถตอบโจทย์ในสิ่งที่ลูกค้าต้องการได้อย่างรวดเร็วผ่านระบบออนไลน์

“เรามี Pre-design หลายรูปแบบเพื่อให้ลูกค้าเลือกซื้อ ทำให้รู้ได้ทันทีว่าต้องใช้อะไรบ้าง และงบประมาณเท่าไหร่ และด้วยเทคโนโลยีที่เหมือนการเล่นเกมออนไลน์ (The Sim)หากลูกค้าไม่ชอบแบบที่เรามีก็สามารถกดปุ่ม Edit เพื่อปรับเปลี่ยนเองได้ หรือโทรปรึกษากับทางบริษัทได้ ซึ่งงบประมาณก็จะปรับเปลี่ยนไปตามสิ่งที่ลูกค้าเลือก

เรายังมีระบบที่เชื่อมต่อกับผู้พัฒนาอสังหาอีกหลายโครงการ ทำให้ลูกบ้านของโครงการนั้นๆ สามารถเข้าใช้งานในระบบเพื่อเลือกดูแพ็กเกจที่เหมาะกับบ้าน หรือคอนโด ที่ซื้อไว้ได้เลยว่าควรตกแต่งแบบไหน ในงบประมาณเท่าไหร่ เพราะจากประสบการณ์ที่ทำตลาดมากว่า 3 ปี ทำให้ได้รู้ว่ารูปแบบของห้องส่วนใหญ่มีขนาดเท่าไหร่ ซึ่งสิ่งที่ลูกค้าต้องการในเบื้องต้น คือ ข้อมูลในเรื่องราคาค่าตกแต่ง และสิ่งที่จะได้รับในแต่ละแพ็กเกจ”

ผลิตภัณฑ์ และบริการของ HOME PRISEแบ่งเป็น 3 หมวด ได้แก่Quick Interior Package, Home Decor Shop และ Home Professional Hub โดยเจ้าของบ้านที่ต้องการตกแต่งบ้าน ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องครัว คอนโดมิเนียม หรือบ้านเดี่ยว สามารถเข้าไปเลือกดูสินค้าผ่าน HOME PRISEPlatform แล้วกดสั่งผ่านออนไลน์ได้ทันที หรือเลือกซื้อสินค้าเพียงบางชิ้นก็สามารถสั่งซื้อผ่าน Marketplace ของ HOME PRISEหรือหากลูกค้าต้องการงานดีไซน์เฉพาะในแบบของตัวเองก็สามารถเข้าไปเลือกชมผลงานจากพอร์ตของมัณฑนากร และติดต่อตรงกับมัณฑนากรได้เลยเช่นกัน

จุดเด่นของ Home Price คือการนำเทคโนโลยีมาช่วยให้การทำธุรกรรมเหล่านี้ง่ายขึ้นและรวดเร็วขึ้นผ่านแอพพลิเคชั่น HOME PRISEและ HOME PRISE Real รวมถึงเว็บไซต์www.homeprise.com ภายในแพลตฟอร์มของ HOME PRISE สามารถเลือกสไตล์การตกแต่งห้องแบบไหน หรือธีมไหน ทำให้สามารถรู้งบประมาณที่ต้องใช้ได้ทันที

“ตลอดระยะเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมา HOME PRISEมีโอกาสได้ดูแลลูกค้าที่ต้องการตกแต่งบ้าน รวมถึงธุรกิจอสังหาที่ต้องการพาร์ทเนอร์ช่วยเรื่องการตกแต่งบ้านมามากกว่า 1,000 ห้อง” คุณพรชัยกล่าว

ChomCHOB 

เพิ่มมูลค่าให้คะแนนสะสม

ChomCHOBคือ แพลตฟอร์มรวมพ้อยท์จากบัตรเครดิต และบัตรสะสมคะแนน ที่ให้บริการทั้งบนเว็บไซต์ และ แอพพลิเคชั่นมีจุดเริ่มต้นจาก Pain Point ขั้นพื้นฐานของทุกคนที่ถือบัตรเครดิต และมีคะแนนสะสมกระจายอยู่ในบัตรเครดิตหลายใบ แต่ไม่สามารถนำแต้มมารวมกันเพื่อแลกของรางวัลได้ 

คุณนท ชุติโสวรรณCEO&Founder บริษัท ชมชอบกรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ChomCHOB เป็นแพลตฟอร์มตัวกลางที่ทำหน้าที่ในการรวมคะแนนสะสมจากบัตรเครดิตหลายใบมารวมไว้ในแอพพลิเคชั่นชมชอบ และสามารถนำไปแลกของรางวัลที่มีอยู่ในชมชอบแอพพลิเคชั่นได้ทันที ถือเป็นการก้าวข้ามข้อจำกัดการแลกของรางวัลที่บางครั้งไม่สามารถแลกของรางวัลได้เพราะคะแนนสะสมไม่พอ และไม่สามารถโอนคะแนนสะสมจากบัตรใบอื่นมารวมกันได้

“เราใช้เวลาในการหาข้อมูลอยู่ประมาณ 2 ปี ในการไปคุยกับทางฝั่งธนาคาร หรือผู้ที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนาระบบว่า ทำไมแต้มของแต่ละบัตรถึงนำมารวมกันไม่ได้ ทั้งๆที่แต่ละธนาคารสามารถโอนเงินข้ามกันไปมาได้ แต่แต้มโอนข้ามไม่ได้ และพบว่าเป็นโอกาสอย่างหนึ่งในการทำธุรกิจ เราจึงสร้างแพลตฟอร์มที่เป็นตัวกลางขึ้นมา โดยให้ผู้ถือบัตรสามารถโยกแต้มจากบัตรเครดิตอื่นๆ มารวมไว้ในแพลตฟอร์มของเรา และถ้าเราสามารถดีลสินค้า หรือบริการที่โดนใจลูกค้าเข้ามาเป็นทางเลือกเพิ่มขึ้น ก็น่าจะเกิดเป็นธุรกิจที่น่าสนใจได้” 

ChomCHOB จึงเข้ามาเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคที่ต้องการระบายแต้มสะสม และช่วยเจ้าของสินค้าให้มี ยอดขายมากขึ้นจากการใช้แต้มมาซื้อของโดยปัจจุบันแต้มบัตรต่างๆในระบบมีมากกว่า 3 หมื่นล้านบาทและด้วยมูลค่าแต้มจำนวนนี้ สามารถเพิ่มโอกาสการสร้างยอดธุรกิจของภาคธุรกิจได้จำนวนมาก

สำหรับคะแนนสะสมจากบัตรเครดิตต่างๆ ที่ลูกค้าโอนมาไว้ในแพลตฟอร์มชมชอบจะเรียกว่า ChomCHOB Point (CCP) คือ หน่วยแทนการใช้แลกรีวอร์ดของชมชอบแอพพลิเคชั่น โดย 1 CCP เท่ากับ 1 บาท ซึ่งข้อดีของ ChomCHOB Point  คือ ไม่มีวันหมดอายุ

โดยความพิเศษของChomCHOB คือสามารถใช้ ChomCHOB Point มาจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ได้ หรือจะนำแต้มไปจ่ายต่ออายุกรมธรรม์ต่างๆ เป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้ามากขึ้น และยังสามารถโอนแต้มไปที่บริการอื่นๆ ที่เป็นพาร์ทเนอร์ร่วมกับ ChomCHOB ได้อีกด้วย เช่น อ่านการ์ตูน เดอะวัน เป็นต้น

“โมเดลของเราเป็น Point Exchange จะโอนไปเป็นเงินสดใน e-Wallet อย่างทรูมันนี่ก็ได้ล่าสุดเราเพิ่งเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่สำหรับคนที่ขี้เกียจใช้แต้ม คือ Harvest Point เป็นแคมเปญการออมแต้ม โดยนำแต้มมาปลูกต้นไม้ เราให้ผลตอบแทนเป็นแต้ม 10%ต่อปี เพื่อสะสมแต้มไปแลกสินค้าในภายหลัง” คุณนท กล่าว 

นอกจาก 4 สตาร์ทอัพ ที่ได้นำเสนอในครั้งนี้ ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจของสตาร์ทอัพไทยอีกจำนวนมาก สามารถติดตามสตาร์ทอัพไทยที่มีโซลูชั่นและบริการดีๆ ได้ใน“Startup Marketplace is Live Now”โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)หรือ NIA รายการที่จะช่วยสร้างช่องทางการตลาดใหม่ๆ ให้กับสตาร์ทอัพไทย ในช่วงสถานการณ์ของวิกฤตต่างๆ

 

 

สำหรับผู้สนใจ สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ FB Page: Startup Thailand และ FB Group: Startup Thailand Marketplace http://www.startupthailand.org/

Startup

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.