NIA แนะนำ 4 ผู้ช่วยงานเอสเอ็มอี เมื่อต้องปรับธุรกิจสู่ดิจิทัล ตอบรับกระแส New Normal

Oct 06, 2020 -None-

ท่ามกลางสถานการณ์ของวิกฤตโควิด-19 องค์กรธุรกิจได้รับผลกระทบกันอย่างถ้วนทั่ว และเรามักจะได้ยินคำ พูดที่ว่า “ในวิกฤตย่อมมีโอกาส” แต่จะมีสักกี่คนที่สามารถเข้าใจคำนี้ได้อย่างแท้จริง หากไม่ได้ประสบกับสถานการณ์เช่นนั้นด้วยตัวเอง

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เล็งเห็นปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 จึงเปิดพื้นที่สื่อแห่งใหม่ในชื่อ “สตาร์ทอัพไทยแลนด์มาร์เก็ตเพลส : Startup Thailand Marketplace” ตลาดสินค้าและบริการสำหรับสตาร์ทอัพไทยในช่วงวิกฤตโควิด – 19 เพื่อเป็นสื่อกลางในการโปรโมทสินค้าและบริการของสตาร์ทอัพ และยังเป็นเวทีที่ทำให้ได้เห็นมุมมองใหม่ๆ ของสตาร์ทอัพไทยจากการปรับตัวเพื่อรับมือกับวิกฤตด้วยโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่ ที่ไม่ใช่แค่การทำให้ธุรกิจของตัวเองได้ไปต่อ แต่ยังสามารถช่วยให้ธุรกิจอื่นๆ สามารถรอดพ้นจากวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน

วันนี้ NIA มี Case Study ของ 4 สตาร์ทอัพ จาก Startup Thailand Marketplace ที่สามารถพลิกวิกฤตในช่วง โควิด-19 ให้กลายเป็นโอกาสใหม่ของการทำธุรกิจ ด้วยการนำ Digital Tools มาต่อยอดให้เกิดเป็นธุรกิจใหม่ได้อย่างน่าสนใจ เช่น โมเดลธุรกิจแบบ Virtual Event ที่ต่อยอดไปถึง Virtual World หรือโมเดลของ Queuing Solution ที่วันนี้ไม่ได้ทำแค่การจองคิวร้านอาหาร รวมถึงโมเดลธุรกิจที่ทำเกี่ยวกับเรื่อง Digital Agency และการให้บริการระบบ Public Cloud

Happenn

ต่อยอดงานอีเวนท์ สู่ Virtual World

Happenn เป็นแพลตฟอร์มช่วยจัดการงานอีเวนท์ด้วยโซลูชั่นที่สามารถเลือกใช้ให้เหมาะกับงานอีเวนท์เน้นที่การสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ร่วมงาน และส่งเสริมการสร้างแบรนด์ ช่วยให้การจัดงานอีเวนท์เป็นเรื่องง่าย ประหยัดต้นทุน และสามารถเก็บวิเคราะห์ข้อมูลของงานได้อย่างละเอียด ช่วยยกระดับมาตรฐานงานอีเวนท์ไทยไปสู่ระดับโลก

Happenn จะเป็นตัวช่วยสำคัญในการสร้างความประทับใจ ในรูปแบบ White-label ที่สามารถวัดประสิทธิภาพของงานได้ ด้วยระบบที่เป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างระบบลงทะเบียนอีเวนท์แอพพลิเคชั่น Live Poll - Q&A และระบบจับคู่ธุรกิจ ที่เชื่อมโยงกันแบบไร้รอยต่อ  

คุณณัฐพร สุชาติกุลวิทย์ ซีอีโอ บริษัท เดอะไวท์ เลเบิลส์ จำกัด กล่าวว่า Happenn เป็นเทคโนโลยีด้านอีเวนท์ที่มีจุดเริ่มต้นจากการมองว่า การจัดอีเวนท์เป็นเรื่องที่ยุ่งยาก และซับซ้อน จึงอยากแก้ปัญหาเรื่องการจัดอีเวนท์ให้เป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายขึ้น โดยเริ่มทำโซลูชั่นด้าน Offline Event กระทั่งในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ไม่สามารถจัดอีเวนท์ได้ จึงเปิดให้บริการเป็น Virtual Event และต่อยอดไปเป็น Virtual World

โดยแพลตฟอร์ตที่ลูกค้าสามารถเข้าไปใช้งานก็มีทั้งเว็บไซต์ และแอพพลิเคชั่น ซึ่ง Happen มีระบบที่สามารถออกแบบอีเวนท์ให้ได้ภายใน 5 นาที พร้อมด้วยโซลูชั่นที่สามารถอัพเดทข้อมูลของงานได้ทั้งบนเว็บไซต์ และแอพได้ทันที ถือเป็นข้อดี และเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับงานออร์แกไนซ์ เนื่องจากโปรแกรมการจัดงานมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

“Virtual Event ที่เป็น Virtual World ไม่ใช่แค่การมาดู Live แต่ยังมีเรื่องของการ Engagement ให้คนสามารถ Networking กันได้ ส่งคำถามโต้ตอบกันได้เสมือนไปอยู่ในอีเวนท์จริงๆ ช่วงที่มีวิกฤตจึงถือเป็นโอกาสของ Happenn เป็นอย่างมาก ซึ่งอีเวนท์ที่เราเคยจัดไปแล้ว คือ งาน Startup Thailand มีทั้งระบบของเว็บไซต์ และแอพพลิเคชั่น เป็น White-label ที่เป็น Software as a Service”

ตัวอย่าง  Case Study ที่เกิดขึ้นในช่วงโควิด-19 เมื่อเรื่องของการลงทุนเป็นไปได้ยากจึงมีธุรกิจที่เกี่ยวกับการลงทุนใช้โซลูชั่นของ Happenn มาช่วยกระตุ้นการลงทุน และอีกตัวอย่างหนึ่ง คือ สินค้าชนิดหนึ่งที่มี Reseller จำนวนมากได้นำเอาโซลูชั่นที่เป็น Virtual World ไปปลั๊กอิน ภายในวันเดียวสามารถทำยอดขายได้ 100 ล้านบาท ถือเป็น Business Matching ในโลกของ Virtual World ที่สามารถเปลี่ยนเป็นยอดขายได้ในทันที 

ระบบของ Happenn จะมีรูปแบบที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า เช่น โซลูชั่นการล็อกอินเข้าระบบ ที่สามารถทำได้ทั้งการลงทะเบียนแบบปกติธรรมดา การใช้รหัสผ่านแบบเฉพาะบุคคล หรือจะใช้ระบบ Face Recognition จากบัตรพนักงาน เพื่อการรองรับ Hybrid Event ที่เป็นทั้งออฟไลน์ และออนไลน์ ด้วยระดับราคาที่เหมาะสม จึงได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย  

“เมื่อลูกค้าสนใจและติดต่อเข้ามา ทางทีมงานจะดีไซน์รูปแบบงานตามสิ่งที่ลูกค้าต้องการ โดยสิ่งที่ลูกค้าจะได้เมื่อมาใช้บริการของ Happenn มีตั้งแต่เรื่องของระบบการลงทะเบียน ระบบของเอนเกจเม้นต์ภายในงาน มีระบบของ Virtual Event และ Smart Analytics ที่สามารถวัดผลได้ มี Business Matching เพื่อทำการนัดหมายระหว่างผู้ซื้อผู้ขายได้อีกด้วย ระบบสามารถคัดกรองว่าต้องการแมตช์กับธุรกิจแบบไหน ใครต้องการคุยกับใคร และมีการป้องกันข้อมูลของลูกค้า ซึ่ง Happenn ได้ GDPR ตามมาตรฐานระดับสากลในเรื่องของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล”

Happenn จึงกลายเป็นตัวช่วยสำคัญให้กับองค์กรธุรกิจที่ต้องการจัดกิจกรรมต่างๆ ด้วยเครื่องมือการสื่อสารในการจัดอีเวนท์ที่ช่วยทำในสิ่งที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ทำให้เป็นไปได้ ด้วยความครบเครื่องของ Virtual World และมีเรื่องของ Engagement ที่ทำให้ Happenn แตกต่างจากธุรกิจการจัดอีเวนท์ทั่วไป

UNICORN HOUSES

ผู้ช่วยเรื่อง Digital Marketing

UNICORN HOUSES คือ Digital Marketing Agency ด้วยบทบาทของผู้ให้บริการด้านการตลาดออนไลน์แบบ One Stop Service ที่ช่วยผลักดันเอสเอ็มอีให้เติบโตต่อไปในยุคดิจิทัลด้วยการช่วยสร้างแบรนด์ และสร้างยอดขาย โดยให้คำปรึกษา ช่วยดูแลการตลาดออนไลน์ด้วย Digital Tool จากสื่อยุคใหม่ เช่น เฟสบุ๊ค อินสตาแกรม กูเกิล และไลน์

คุณภวิท กัมพลเศวต Co-Founder, Managing Partner (UNICORN HOUSE) กล่าวว่า จากจุดเริ่มต้นของการเป็นผู้บริหารแพลตฟอร์มทางด้านอีคอมเมิร์ซ ซึ่งเป็นระบบจัดการช่วยพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ทำให้ได้พบเห็น Pain Point ของคนที่อยากขายของออนไลน์แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร และทำอย่างไรให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน จึงเป็นที่มาของ UNICORN HOUSE ที่ต้องการให้คนที่ไม่เคยค้าขายออนไลน์ ได้รับคำปรึกษาที่ดีในการเริ่มต้นทำธุรกิจ

“เราให้บริการให้คำปรึกษา วางแผน รวมถึงการลงมือทำโดยมองไปในระยะยาว และมีการแนะนำเครื่องมือต่างๆ ที่เหมาะสมกับสินค้า และกลุ่มเป้าหมาย ในแบบ Tailor-made ซึ่งแต่เดิม UNICORN HOUSE วางเป้าหมายต้องการช่วยเอสเอ็มอีระดับเล็ก แต่เมื่อเกิดดิสรัปชั่นในช่วงโควิด-19 กลุ่มที่เห็นความสำคัญก่อนกลายเป็นกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ และเอสเอ็มอีรายใหญ่ที่ต้องการทำ Digital Transformation” 

ตัวอย่างโซลูชั่นที่ UNICORN HOUSE เคยพัฒนาให้ลูกค้าระดับ Global Brand เป็นสินค้าที่ไม่สามารถทำ

โฆษณาได้ แต่เดิมเป็นการทำตลาดผ่านดิสทริบิวเตอร์ และยังไม่ได้เป้าหมายตามที่บริษัทแม่ต้องการ โดยมีโจทย์จากทางบริษัทแม่ระดับรีจินัล ต้องการเอ็ดดูเคทตลาด หลังจากที่คุยปรึกษากันก็ได้รู้ว่า กลุ่มเป้าหมายคือใคร และต้องการทำอะไร จึงมีการวางแผนการทำคอนเทนต์ในระยะเวลา 1 ปี

เริ่มจากการวางแผนว่า ในแต่ละช่วงเวลาจะทำอะไรบ้าง เช่น การสร้างคอนเทนต์เพื่อให้เกิดเอนเกจเม้นต์ และเกิดการรับรู้จนสามารถสร้างฐานลูกค้าได้ในระดับหนึ่ง จึงเริ่มปล่อยโปรโมชั่น แล้วค่อยๆ ส่งผ่านไปทางดิสทริบิวเตอร์

เป็นการดูแลตั้งแต่ต้นน้ำ มีการวางแผนใหม่ทั้งหมด ทั้งในเรื่อง Marketing Communication และการเก็บ Data Performance เพื่อมาทำการตลาดต่อ จากเดิมที่ดิสทริบิวเตอร์ไม่สามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายได้ตรงกลุ่ม แต่เมื่อมีการเลือกใช้เครื่องมือที่ถูกต้อง วางกลุ่มเป้าหมายที่ถูกต้อง เจาะในทิศทางที่ถูก ก็ส่งผลให้ธุรกิจเติบโตไปในทิศทางที่ต้องการได้

“ลูกค้าเอสเอ็มอีส่วนมากจะใจร้อน เมื่อลงโฆษณาแล้วก็อยากได้ยอดขายทันที แต่ถ้ายังไม่มีฐานลูกค้าเลยก็เป็นเรื่องยากในการทำการตลาดแบบนี้ เราจึงต้องทำความเข้าใจกับลูกค้าก่อน ต้องคุยกันก่อนว่า วัตถุประสงค์คืออะไร ทุกอย่างต้องใช้เวลา ต้องค่อยเป็นค่อยไป เพราะเป็นการทำตลาดแบบยั่งยืน ถ้าเราทำ Branding เราจับลูกค้าได้ และลูกค้าเชื่อถือเขาจะกลับมาซื้อเรื่อยๆ แต่ถ้าเป็นการทำเพื่อต้องการยอดขายแค่ช่วงเวลานั้น ลูกค้าอาจซื้อแล้วหายไปไม่กลับมา ดังนั้นถ้าต้องการอยู่ยาวๆ จึงต้องวางแผนก่อน ซึ่งเราดูแลทุกแพลตฟอร์มทั้งไลน์ กูเกิล เฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ และติ๊กต็อก”

สิ่งสำคัญ คือ การทำคอนเทนต์ที่ควรมีเรื่องของ Creativity ใส่เข้าไปด้วย เพราะสื่อต่างๆ ที่เป็นโซเชียลมีเดีย เป็นเพียงเครื่องมือชนิดหนึ่งของการตลาด แต่สิ่งที่จะเป็นตัวดึงดูดกลุ่มเป้าหมายก็คือ คอนเทนต์ ดังนั้นเมื่อลูกค้ายอมเสียเงินเพื่อลงโฆษณาออนไลน์แล้ว ก็ควรต้องลงทุนเรื่องของ Creative Content เพื่อทำให้โฆษณามีความน่าสนใจยิ่งขึ้น

นิภา เทคโนโลยี

Local Public Cloud เพื่อเอสเอ็มอี

“นิภา เทคโนโลยี” คือ One-stop service Digital Marketing Agency ที่นำเอาเทคโนโลยีนวัตกรรมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการตลาดออนไลน์ พร้อมผลักดันการตลาดให้รวดเร็วฉับไวทันต่อสถานการณ์เสมอ ด้วยระบบ Agile Management เน้นย้ำในผลลัพธ์ และความคุ้มค่า ในการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ดูแลลูกค้า อาทิ AI Predictive Analytic, AI Chatbot, Marketing Automation และระบบ CRM เพื่อผลักดันธุรกิจของลูกค้าให้เติบโตถึงขีดสุด

โดย นิภา เทคโนโลยี ให้บริการใน 2 เรื่องหลัก คือ การเป็น One Stop Service Performance Marketing Agency และการให้บริการ Public Cloud สำหรับเอสเอ็มอีรายย่อยให้สามารถนำข้อมูลขึ้นสู่ระบบคลาวด์ได้ง่ายยิ่งขึ้น

ดร.อภิศักดิ์ จุลยา กรรมการบริหาร บริษัท นิภา เทคโนโลยี จำกัด กล่าวว่า บริษัททำธุรกิจที่เริ่มต้นมาจากการทำธุรกิจโฆษณาออนไลน์ เป็นรายแรกที่นำโฆษณาไปกระจายบนเว็บไซต์ต่างๆ แต่เมื่อกูเกิลเข้ามาทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ทำให้ผู้บริโภคหันไปทำโฆษณาออนไลน์บนแพลตฟอร์มต่างประเทศ เนื่องจากประเทศไทยไม่มีแพลตฟอร์มเป็นของตัวเอง ด้วยการไปใช้บริการเฟสบุ๊ค หรือกูเกิล ปัจจุบันยังมีทวิตเตอร์ และติ๊กต็อก เกิดขึ้นตามออกมาอีก

สำหรับการทำโฆษณาออนไลน์บนแพลตฟอร์มต่างประเทศ ผู้ใช้ยังต้องทำเรื่องของ Content Marketing และ   ครีเอทีฟเอง ทำให้การทำ Digital Marketing มีความซับซ้อนมากขึ้น ทางบริษัทจึงพยายามทำความเข้าใจเพื่อให้ลูกค้าเห็นว่า ทำไม One Stop Service ถึงมีความสำคัญ ทำไม Performance Marketing ถึงมีความสำคัญ และทำไม ROAS หรือ Return on Advertising Spend จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะว่าทุกบาททุกสตางค์ที่ลูกค้าลงโฆษณาไป ต้องสามารถวัด ผลได้จริง เพราะเป้าหมายของการทำ Digital Marketing คือ อยากลดต้นทุน

“ในส่วนการให้บริการ Public Cloud เราทำมากว่า 3 ปีแล้ว เพราะมองว่า เมื่อเราไม่ได้เป็นเจ้าของแพลตฟอร์ม Digital Marketing ดังนั้นทุกคนก็มีสิทธิ์ที่จะเข้ามาได้ และเป็นไปได้ยากที่จะปกป้องตลาดให้มีคู่แข่งน้อยราย จึงมองโอกาสในการทำรีเสิร์ชด้านคลาวด์ ด้วยการลงทุนสร้าง Data Center ขึ้นมา เพื่อทำเรื่องของ R&D ด้านคลาวด์ ซึ่งปัจจุบันเราใช้ Open Resource ที่เรียกว่า OpenStack ในการสร้างอินฟราสตรัคเจอร์ที่เป็นคลาวด์ ให้กับลูกค้าที่สามารถเข้ามาใช้ Public Cloud ได้ โดยในช่วงโควิด-19 คนย้ายมาใช้คลาวด์กันมากขึ้น เพราะตอบโจทย์ลูกค้าที่อยากทำธุรกิจแบบต้นทุนต่ำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของไอทีที่จะต้องซื้อเซิร์ฟเวอร์ หรือจ้างคนมาดู ต้องมีการลงทุนสร้าง Data Center เอง สิ่งเหล่านี้จะหมดไปถ้าทุกอย่างย้ายขึ้นคลาวด์”

ดร.อภิศักดิ์ กล่าวเสริมว่า ตัวอย่างของ AWS  หรือ Google Cloud คือ Global Cloud แต่นิภา เทคโนโลยี คือ Local Public Cloud ที่ทุกธุรกิจสามารถวางโพสิชันนิ่งได้เอง สร้างคลาวด์ได้เอง ยกเลิกเมื่อไหร่ก็ได้ โดยทางบริษัทเปิดให้บริการทั้งในแบบ Public Cloud  และ Private Cloud ที่ทำให้กับองค์กรใหญ่ๆ และเป็นตัวที่ช่วยสร้างตลาด Hybrid Cloud ให้เกิดขึ้น และกำลังต่อยอดไปสู่เรื่องของ Multi-Cloud ในอนาคต 

ทางบริษัทยังมีการทำ Email Marketing เป็นการทำการตลาดด้วยการส่งอีเมลจำนวนมากผ่านระบบ NipaMail สามารถส่งอีเมลได้นับล้านฉบับภายใน 4 ชม. และไม่ทำให้เกิดสแปมในอินบ็อกซ์ของลูกค้า ถือว่าเป็นเครื่องมือที่ดีแต่ก็มีข้อจำกัดในการใช้ และควรใช้ในกรณีที่ต้องการสร้าง Customer Journey เพราะเป็นระบบที่ดีมีต้นทุนต่ำ

นอกจากนี้ ยังมีการทำในเรื่องของ Digital Transformation เพื่อให้เป็นบริการแบบ One Stop Service เพราะวันนี้เรื่องของ Digital Transformation เป็นหัวใจสำคัญของหลายๆ องค์กร

“ยุคนี้เราต้องการคีย์เวิร์ดคำเดียว คือ Data ถ้ามี Data เราชนะคนอื่นได้แน่นอน แล้วเราจะเริ่มเอาข้อมูลตรงนี้มาจากไหนถ้าเราไม่เริ่มเก็บ ดังนั้นการทำ Digital Transformation สำหรับองค์กรถึงต้องเริ่มเก็บ Data แต่หลายๆ คนไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร ความจริงเราต้องมีโครงสร้างภายในองค์กรที่เป็น Data Structure ส่วนใหญ่เราแนะนำในเบื้องต้นคือการทำระบบ CRM ของเราใช้ Salesforce ราคาอาจสูงหน่อยแต่มีโครงสร้างที่ดี ทุกๆ ครั้งที่มีการติดต่อกับฝ่ายขายจะมีการเรคคอร์ดทั้งหมด”  

ดร.อภิศักดิ์ ย้ำว่า การ Transformation คือ การเก็บข้อมูล องค์กรธุรกิจต้องพยายามเก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุด ทางบริษัทจึงมีบริการ Storage บนคลาวด์ เพื่อรองรับลูกค้าที่มีข้อมูลจำนวนมาก เป็นอีกส่วนหนึ่งที่นิภาฯ พยายามทำให้เกิดการผสมผสานกัน เพื่อทำให้เกิดการ Transformation อย่างแท้จริง  

QueQ

โซลูชั่นที่มากกว่าการจองคิว

QueQ คือ แอพพลิเคชั่นตัวช่วยในเรื่องของระบบการจองคิว เริ่มต้นจากการจองคิวร้านค้าต่างๆ ที่สามารถจองคิวได้ตั้งแต่ยังอยู่บนรถ หรือระหว่างเดินทางไปที่ร้านนั้นๆ รวมถึงการสั่งอาหารกลับบ้านง่ายๆ โดยไม่ต้องไปยืนรอ ต่อมาได้ขยายการให้บริการไปสู่การจองคิวในธุรกิจประเภทอื่นๆ เช่น ธนาคาร โรงพยาบาล บริการสาธารณสุข เป็นต้น

ปัจจุบัน QueQ ยังได้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบ Counter Service และเพิ่มหมวดหมู่ร้านค้า และบริการที่ได้รับมาตรฐาน SHA จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย รวมถึงการจองการเดินทางเข้าอุทยานแห่งชาติ

คุณรังสรรค์ พรมประสิทธิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คิวคิว (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ก่อนหน้านี้บริษัททำธุรกิจเกี่ยวกับเรื่อง Queuing Solution เมื่อภาครัฐประกาศล็อกดาวน์จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลทำให้ห้างสรรพสินค้าต้องปิดการให้บริการ ร้านอาหารที่อยู่ภายในห้างก็มีรายได้ลดลงเหลือเพียง 20 - 30% และสิ่งที่ตามมาคือการยกเลิกการใช้ IT Service ของร้านอาหารต่างๆ กระทั่งเมื่อภาครัฐมีมาตรการคลายล็อกดาวน์ QueQ ก็กลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เกิด Social Distancing อีกครั้ง

“ในช่วงที่มีการล็อกดาวน์ QueQ ก็ได้รับผลกระทบแบบเต็มๆ จึงเริ่มมีการปรับตัว ด้วยการไปรื้อดูแผนงานว่า ปีนี้เราจะทำอะไรกันบ้าง และนำมาเร่งทำกันในช่วงนั้น เราเชื่อว่าโซลูชั่นแบบเราจะไปตอบโจทย์ Pain Point เมื่อมีการล็อกดาวน์เกิดขึ้น เรามีโอกาสได้ทำตลาดกับทางภาครัฐ โดยเริ่มจากการเซตอัพระบบคิวให้กับทางสถานทูตไทยที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ทำให้เห็นว่าโซลูชั่นของเราสามารถตอบโจทย์การทำงานขององค์กรที่มีปัญหาแม้ว่าจะอยู่กันคนละฝั่งซีกโลก และมองว่า ยังมีหน่วยงานอีกหลายแห่งที่มีปัญหาแบบเดียวกัน จึงเร่งพัฒนาตลาดตรงนี้”

ปัจจุบัน QueQ ได้ขยายระบบไปที่หน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง(ตม.) โดยเข้าไปวางระบบคิวให้กับตม. ในจังหวัดต่างๆ เพราะวิกฤตโควิด-19 ทำให้มีคนต่างชาติติดค้างอยู่เป็นจำนวนมาก และต้องการต่อวีซ่าการอยู่ในประเทศไทย จึงเห็นว่า ภาครัฐเริ่มมองเห็นความจำเป็นในการใช้ระบบคิวเพื่อลดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นสาเหตุให้มีการพัฒนาหลายๆ โซลูชั่นเพื่อไปตอบโจทย์ Pain Point ของหน่วยงานต่างๆ ในภาครัฐมากขึ้น กลายโอกาสที่เข้ามากับวิกฤตครั้งนี้ จากกลุ่มเป้าหมายที่เป็นร้านอาหาร โรงพยาบาล ก็มีโอกาสได้ขยายสู่กลุ่มเป้าหมายที่เป็นภาครัฐในปัจจุบัน” 

ปัจจุบัน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยังได้มีการออกมาตรฐาน SHA เพื่อยืนยันในเรื่องของความปลอดภัยให้กับธุรกิจต่างๆ ที่ครอบคลุม 10 ประเภทกิจการ เช่น ร้านอาหาร โรงแรมที่พัก สปา/ร้านนวด เป็นต้น โดยทางททท.ได้มีการร่วมกับทาง QueQ เพื่อให้กิจการร้านค้าต่างๆ ได้นำระบบของ QueQ ไปใช้งานเพื่อสร้างมาตรฐานด้านความปลอดภัย และเพื่อรองรับกับการท่องเที่ยวที่เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศไทย

“เซอร์วิสแบบที่ QueQ ทำออกไป จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยในเรื่องของการนัดหมายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นช่างทำผม หรือนัดคุณหมอ จะได้ไม่ต้องไปนั่งรอทำให้เกิดความเสี่ยงในการติดโรคได้ อีกทั้งยังช่วยทำให้สามารถวางแผนได้ล่วงหน้า ช่วยเสริมสร้างพฤติกรรมคนไทยให้มีระเบียบมากขึ้น สามารถบริหารเวลาได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีคนหนาแน่นก็จะมีความเสี่ยง การรีบเข้ารีบออกจะเป็นเรื่องที่ดี จึงควรมีการวางแผนล่วงหน้า”

ล่าสุด QueQ ได้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้งาน เพื่อให้สามารถวางแผนเรื่องการท่องเที่ยวได้ โดยการพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่ให้สามารถจองการเดินทางเข้าอุทยานแห่งชาติได้ทั่วประเทศ โดย QueQ ได้เข้าไปช่วยวางระบบรอคิว เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เดินทางไปท่องเที่ยวได้ตามเวลา ช่วยลดความหนาแน่นของรถยนต์ที่ด่านทางเข้า ทำให้นักท่องเที่ยวไม่ต้องไปรวมตัวกันอยู่ตรงทางเข้าของอุทยานแห่งชาติในช่วงเวลาเดียวกัน 

คุณรังสรรค์ กล่าวเสริมว่า ที่ผ่านมาสตาร์ทอัพไทยได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก เนื่องจากเป็นรูปแบบธุรกิจที่ถูกสร้างขึ้นมาบนความไม่แน่นอนเพราะมีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา และในช่วงเวลานี้ถือเป็นจังหวะที่ดีสำหรับสตาร์ทอัพที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ และได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ได้ปรับเปลี่ยนตัวเอง โดยเฉพาะสตาร์ทอัพที่ยังอยู่ในอุตสาหกรรมที่ถดถอย และยังไม่เห็นทางออก ซึ่งอาจต้องปรับเปลี่ยนธุรกิจเพื่อไปทำอย่างอื่นก่อน

“เราอาจต้องถอดหมวกสตาร์ทอัพวางไว้ข้างๆ ก่อน และหยิบหมวกเอสเอ็มอีมาใส่เพื่อทำให้ Cash Flow เข้ามาในบริษัทให้เร็วที่สุด และลุยต่อ เราอาจจะเจออะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในวิกฤตครั้งนี้ และกลายเป็นตัวที่ดีกว่าของเดิมที่มีอยู่ก็เป็นได้ ซึ่งปกติสตาร์ทอัพต้องใช้เงินมหาศาลในการสร้างดีมานด์ให้คนเปลี่ยนพฤติกรรม แต่จังหวะนี้ถ้าเราไปได้ถูกทางพฤติกรรมจะเปลี่ยนเองโดยไม่ต้องใช้เงินไปจ่ายเพื่อเปลี่ยน ต้องมองเรื่องเหล่านี้ให้ออก ลุยต่อไป สู้ต่อไป ก็อาจเจอทางที่ใช่สำหรับเราในอนาคต” คุณรังสรรค์ กล่าว

 

 

ติดตามสตาร์ทอัพไทยที่มีโซลูชั่น และบริการดีๆ ได้ใน “Startup Marketplace is Live Now” รายการที่จะช่วยสร้างช่องทางการตลาดให้กับสตาร์ทอัพไทย ในช่วงสถานการณ์วิกฤต โดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA และติดตามข้อมูลข่าวสาร ได้ที่ FB Page: Startup Thailand และ FB Group: Startup Thailand Marketplace

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.