NIA ชู 4 สตาร์ทอัพ รับเทรนด์ท่องเที่ยววิถีใหม่ “กิน-เที่ยว-ปลอดภัย มั่นใจไทยแลนด์”

Sep 22, 2020 -None-

สถานการณ์ของวิกฤตโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในวงกว้าง โดยอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ การท่องเที่ยว ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจด้านการท่องเที่ยวจำนวนมากไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ กระทั่งเมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ภาครัฐผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ ธุรกิจด้านการท่องเที่ยวจึงเริ่มฟื้นตัวกลับมา พร้อมการปรับตัวเข้าสู่โหมดการท่องเที่ยวแบบวิถีใหม่ หรือ New Normal เพื่อให้เกิดผลในเชิงการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวอย่างมีความสุข ที่ต้องปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และสุขภาพควบคู่ไปด้วย

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA จึงเปิดพื้นที่ “สตาร์ทอัพไทยแลนด์มาร์เก็ตเพลส : Startup Thailand Marketplace” ตลาดสินค้าและบริการสำหรับสตาร์ทอัพไทยในช่วงวิกฤตโควิด – 19 เพื่อเป็นสื่อกลางในการโปรโมทสินค้าและบริการของสตาร์ทอัพ โดยเฉพาะ Travel Tech ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตครั้งนี้

วันนี้ NIA จึงมีตัวอย่างของ 4 สตาร์ทอัพด้านการท่องเที่ยว ที่ก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 และมีการปรับตัวเพื่อตอบรับกระแสการท่องเที่ยวไทยวิถีใหม่ได้อย่างปลอดภัย ด้วยรูปแบบการให้บริการที่น่าสนใจไม่น้อย

TakeMeTour

เชื่อมต่อเรื่องท่องเที่ยวท้องถิ่น

TakeMeTour เป็นหนึ่งในสตาร์ทอัพด้านการท่องเที่ยวของไทยที่กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ด้วยรูปแบบการบริการที่นำเสนอผ่านแพลตฟอร์มด้านการท่องเที่ยวที่ได้รวบรวมโปรแกรมการท่องเที่ยวแบบ One Day Trip สำหรับนักท่องเที่ยวไทย และต่างชาติ เป็นทัวร์ที่ออกแบบและนำเที่ยวโดยคนท้องถิ่น

คุณณัฐพล ชลวิทย์ Marketing Manager บริษัท เทคมีทัวร์ จำกัด กล่าวว่า TakeMeTour ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อระหว่างนักท่องเที่ยว ไกด์พาเที่ยว และคนท้องถิ่น ที่อยู่ในพื้นที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่ง โดยนักท่อง เที่ยวสามารถเรียนรู้ประสบการณ์การท่องเที่ยวได้จากคนที่อยู่ในพื้นที่ ขณะเดียวกัน TakeMeTour ก็สร้างโอกาสให้คนในท้องถิ่นสามารถนำเสนอโปรแกรมท่องเที่ยวในท้องถิ่นแบบ 1 วัน ของตัวเองได้เช่นกัน

“ที่ผ่านมา ลูกค้ากว่า 90% ของ TakeMeTour เป็นชาวต่างชาติ เมื่อเกิดวิกฤตโควิด-19 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจึงลดลง และกลายเป็นศูนย์ในที่สุด เราจึงใช้ 3 แนวทางหลัก เพื่อเผชิญหน้ากับวิกฤตครั้งนี้ คือ การลดรายจ่าย การเพิ่มรายได้ด้วยการออก Voucher ในราคาลด 50% และการมองหาโอกาสใหม่ๆ ด้วยการทำโปรเจ็กต์ใหม่ให้เกิดขึ้น”

ล่าสุด TakeMeTour ได้เปิดบริการรูปแบบใหม่เพื่อตอบรับกับกระแสการท่องเที่ยววิถีใหม่ หรือ New Normal ให้กับนักท่องเที่ยวไทย เพื่อทดแทนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศไทยได้ ด้วยบริการใหม่ คือ โปรแกรมท่องเที่ยวถ่ายรูปพร้อมรถตู้วีไอพี และช่างภาพมืออาชีพ ได้แก่ โปรแกรมถ่ายรูปชิคๆ ในกรุงเทพฯ โปรแกรมถ่ายรูปวินเทจย่านเมืองนนท์ โปรแกรมถ่ายรูปชิคๆ ในอยุธยาเมืองเก่า เป็นต้น

TakeMeTour มองว่า ในช่วงที่ผ่านมา สถานที่ท่องเที่ยวหลายๆ แหล่งมักเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวจนทำให้การหามุมถ่ายรูปทำได้ค่อนข้างยาก ช่วงนี้จึงเป็นจังหวะที่ดีสำหรับการท่องเที่ยวเพื่อถ่ายภาพในแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ขณะเดียวกันการถ่ายรูปหมู่กับกลุ่มเพื่อนๆ หรือครอบครัว ก็จะต้องมีสมาชิกหนึ่งคนที่ไม่ได้รวมอยู่ในเฟรมเพราะต้องเป็นคนไปถ่ายภาพหมู่ โปรแกรมนี้จึงช่วยตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการถ่ายภาพกับสถานที่ท่องเที่ยว

ก่อนหน้านี้ TakeMeTour ยังจัดทำโปรแกรมใหม่ในชื่อ Local Farm เพื่อสร้างเป็นมาร์เก็ตเพลสในการขายผลผลิตทางการเกษตร หรือสินค้าแปรรูปของชุมชน หรือคนนำเที่ยวในชุมชนที่ขาดรายได้จากการท่องเที่ยว โดยการใช้ความสามารถในการเป็นแพลตฟอร์ม และใช้ความรู้ด้านเทคโนโลยีมาสร้างเป็นมาร์เก็ตเพลสเพื่อขายผลผลิตดังกล่าว

“เราโชคดีมากที่เราได้รับการสนับสนุนจากททท.  และธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย  ทำให้โปรเจ็กต์นี้ที่นอกจากจะได้ช่วยคนพาเที่ยวของเราแล้ว ก็ยังได้ช่วยเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการส่งออกผลผลิตไม่ได้ ก็สามารถมาลิสต์ได้ โดยไม่มีค่าคอมมิสชั่นใดๆ ถือว่าเป็นการให้ความช่วยเหลือทั้ง 2 ทาง คือ ผู้บริโภคได้ผลิตภัณฑ์เกรดส่งออกที่มีคุณภาพที่คัดสรรมาแล้ว และเกษตรกรก็ได้รับเงินตรงจากผู้ซื้อเลย”

TakeMeTour พยายามสร้างผลิตภัณฑ์หลายๆ แบบเพื่อเข้ามาตอบโจทย์ในหลายๆ ปัจจัย เช่น Local Farm ที่เปลี่ยนจากโปรดักต์ท่องเที่ยวมาเป็นผลไม้ หรือตัว Local Community ที่เราลงไปช่วยเหลือชุมชนในการทำโปรแกรมทัวร์ 1 วัน ให้ดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น หรือบางที่เป็นพื้นที่ที่มีความสวยงามแต่คนไทยยังไม่รู้จัก เราก็พยายามช่วยโปรโมท ช่วยปั้นทริปขึ้นมา หรือเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะทำให้นักท่องเที่ยวที่มามีออปชั่นใหม่ๆ ในการเลือกมากขึ้น”

MuvMi

แอพเรียกรถ 3 ล้อ แบบ On-Demand

มูฟมี (MuvMi) คือ บริการเรียกรถสามล้อไฟฟ้าแบบ On-demand ผ่าน MuvMi App ให้บริการในรูปแบบแชริ่ง (Sharing) เส้นทางเดียวกันไปด้วยกัน จึงมีราคาค่าบริการราคาถูกเริ่มต้นที่ 10 บาท โดยคิดตามระยะทาง เน้นการบริการไปที่การเชื่อมต่อกับขนส่งมวลชน (First Mile/ Last Mile) และการเดินทางในพื้นที่ชุมชนโดยรอบ

คุณชญากาณท์ สุขรวย Business Developement Manager บริษัท เออร์เบิน โมบิลิตี้เทค จำกัด ผู้ให้ บริการ กล่าวว่า มูฟมี (MuvMi) เป็นการให้บริการทางด้านการเดินทาง ที่เข้ามาตอบโจทย์เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ที่พักอาศัยอยู่ตามคอนโดมิเนียม หรือหอพัก หรือทำงานอยู่ในอาคารสำนักงานที่อยู่ในซอย และอยู่ใกล้กับรถไฟฟ้า เป็นบริการแบบออนดีมานด์โดยการเรียกผ่านแอพไม่ต้องรอรอบเวลา และไม่ต้องกังวลกับการต่อรองราคาค่าโดยสาร

“ปัจจุบัน MuvMi ให้บริการเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ เพียงจังหวัดเดียว โดยเจาะกลุ่มลูกค้าตามขนส่งมวลชนหลักๆ ในเส้นทางรถไฟฟ้า และตามสถานที่พักอาศัยที่อยู่ในซอย สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาจากต่างจังหวัด และพักอยู่ตามโรงแรมต่างๆ ในกรุงเทพฯ ก็สามารถใช้บริการนี้ได้เช่นกัน มีบริการเสริมเป็นการเช่าเหมารถเพื่อเที่ยวรอบกรุงเทพฯ หรือว่าไหว้พระ 9 วัด รอบเกาะรัตนโกสินทร์ก็สามารถเรียกใช้บริการได้”

สำหรับการใช้งาน MuvMi App จะต้องเติมเงินเข้าไปในแอพก่อน โดยเลือกเติมผ่านบัตรเครดิต แอพธนาคาร หรือการโอนเงินเข้าไป ส่วนการชำระค่าโดยสารก็จะตัดจากแอพพลิเคชั่นโดยตรงผ่าน QR Code ไม่มีการจ่ายเงินสด และในขั้นตอนของการเรียกรถก็เลือกสถานที่เริ่มต้นและสถานที่ปลายทาง ระบุจำนวนผู้โดยสาร หรือเลือกเหมาทั้งคัน

เมื่อเรียกรถแล้วจะมีสถานะระบุถึงเลขทะเบียนรถ และรถอยู่ที่ไหนแล้ว เมื่อรถมาถึงกดสแกน QR Code และสแกน QR Code บนรถเพื่อยืนยัน โดยค่าโดยสารก็จะถูกหักออกจากแอพพลิเคชั่นโดยอัตโนมัติ

สำหรับการปรับตัวเพื่อตอบรับกับกระแสวิถีชีวิตยุค New Normal ที่จำเป็นต้องเพิ่มความระมัดระวังตัวเองในช่วงการเดินทางมากขึ้น โดยในช่วงที่ภาครัฐประกาศมาตรการล็อคดาวน์ ทาง MuvMi ก็ได้มีการปรับตัวไปตามนโยบายรัฐด้วยการปิดระบบแชริ่งชั่วคราว พร้อมมีการทำ Social Distant ด้วยการจำกัดปริมาณผู้โดยสารโดยลดจำนวนลงจาก 6 คน หรือ 4 คน เพื่อขยายพื้นที่บริการให้กว้างขึ้น

“เมื่อภาครัฐมีการผ่อนคลายนโยบายล็อกดาวน์ เราก็ปรับตามนโยบายก็กลับมาแชริ่งตามปกติแต่ต้องสวมหน้ากากอนามัยเมื่อมาใช้บริการ โดยตัวรถมีการทำความสะอาดอยู่ตลอดเวลา และมีการขยายพื้นที่บริการให้ครอบคลุมมากขึ้นจากเดิม เพื่อให้คนที่ยังไม่เคยใช้บริการ ได้มีโอกาสมาทดลองใช้ดูว่าสะดวกสบายอย่างไร”

ปัจจุบันมี MuvMi พื้นที่ให้บริการครอบคลุมการให้บริการในแถบปทุมวัน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย-สามย่าน-โรงพยาบาลจุฬาฯ สามย่าน พหลโยธิน ลาดพร้าว อารีย์-สะพานควาย อโศก-นานา และรอบเกาะรัตนโกสินทร์

Local Alike

เพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยวระดับชุมชน

Local Alike เป็นกิจการเพื่อสังคมด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชน มุ่งส่งเสริมและสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นโดยอาศัยการท่องเที่ยวโดยชุมชนเป็นเครื่องมือในการพัฒนาชุมชน เชื่อมต่อนักท่องเที่ยวและชุมชน เพื่อส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมการท่องเที่ยวที่สร้างสรรค์ และเกิดประสบการณ์สุดพิเศษร่วมกัน

คุณสมศักดิ์ บุญคำ CEO/Founder บริษัท โลเคิล อไลค์ จำกัด กล่าวว่า โลเคิล อไลค์ เป็นธุรกิจเพื่อสังคมที่มองเห็นศักยภาพของชุมชนท้องถิ่น มุ่งการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชน เพื่อช่วยให้ชุมชนท้องถิ่นต่างๆ เติบโต และพัฒนาต่อไปได้อย่างยั่งยืน โดยรูปแบบของการทำธุรกิจจะเข้ามาตอบโจทย์ชีวิตผู้คน และสังคม ด้วยการนำเสนอประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ค่อนข้างแปลก และมีความเฉพาะตัว ด้วยการทำงานร่วมกับชุมชน ในการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงท้องถิ่น ตามวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนในชุมชน

“จุดเด่นของ Local Alike คือการใช้การท่องเที่ยวมาพัฒนาพื้นที่ในชุมชน เป็นการทำงานร่วมกับชุมชนเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่ให้ความสนใจเข้าไปเยี่ยมชม โดยท่องเที่ยวไปกับวิถีชีวิตของชาวบ้าน เช่น ไปเก็บใบชา ไปไดหมึก ไปงมหอยแครง ไปอยู่กินแบบที่คนชุมชนเขาทำกัน เดินทางในชุมชนด้วยการปั่นจักรยาน หรือนั่งรถอีแต๊ก ไปดูวิถีชีวิตชุมชน ซึ่งเป็นการช่วยรักษาวิถีชีวิตของชุมชน วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของผู้คนในประเทศไทยให้คงอยู่โดยผ่านการท่องเที่ยว”

สำหรับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ส่งผลให้ยอดจองทัวร์ในช่วงต้นปีหายไปเป็นมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท ภายใน 1 เดือน ทางบริษัทจึงต้องมีการระดมความคิดร่วมกับเครือข่ายชุมชนในภูมิภาคต่างๆ เพื่อมองหาโมเดลธุรกิจใหม่

“จากพื้นฐานการทำท่องเที่ยวชุมชนก่อนหน้านี้ เราจึงคิดต่อยอดไปสู่อาหารชุมชน หรือ Local Aroi โดยนำอาหารชุมชนมาทำเป็นดิลิเวอรี่เพื่อบริการให้กับคนที่เคยไปเที่ยวกับเราได้ทาน และต่อยอดไปเป็น Local Alot ด้วยการนำสินค้าชุมชนชนิดต่างๆ เช่น ผลไม้ หน้ากากผ้า เป็นต้น มาจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ให้กลับคืนสู่ชุมชน ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เราตั้งใจจะทำอยู่แล้ว แต่โควิด-19 เข้ามาเร่งให้เราเข้าไปทำเร็วขึ้น”

คุณสมศักดิ์ กล่าวเสริมถึง แนวทางการปรับตัวเพื่อให้เป็นการท่องเที่ยวปลอดภัยแบบ New Normal ตามมาตร ฐานของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในฐานะคนทำทัวร์ และชุมชนท่องเที่ยวก็พร้อมปฏิบัติตามอยู่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องโฮมสเตย์ต้องสร้างมาตรฐานเรื่องการเข้าพัก เช่น ที่พักนอนได้ห้องละ 1 คน หรือการเสิร์ฟอาหารจากการทำเป็นสำรับก็เปลี่ยนเป็นปิ่นโตละ 1 คน และการบริการรถตู้ ต้องจำกัดจำนวนคนให้เหลือ 5 คน ต่อหนึ่งรถตู้ รวมถึงการมีมาตรการต่างๆ ที่ต้องปรับทุกอย่างให้เป็น New Normal เพื่อความมั่นใจของคนที่จะเดินทางมาท่องเที่ยว

ปัจจุบัน Local Alike มีแพ็กเกจทัวร์ประมาณ 200 เส้นทาง จาก 100 กว่าชุมชน ที่ได้ทำงานร่วมกัน ล่าสุดมีโปรแกรมพิเศษเพื่อเชิญชวนให้คนไทยไปเที่ยวด้วยทริปท่องเที่ยวเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา จังหวัดยะลา เป็นผืนป่าธรรมชาติที่สวยงาม และมีสัตว์ป่าหายากอย่างนกเงือก นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดตัวทริปใหม่ๆ อีก 9 ทริป เช่น การเที่ยวชุมชนกะเหรี่ยงปกากะญอ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นต้น  

“ด้วยความที่นักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่สามารถเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยได้ ในช่วงนี้ก็เป็นไทยเที่ยวไทย และไทยเที่ยวกันเอง เพราะการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ของประเทศ มีหลายคนที่ตกงานอยู่ในอุตสาหกรรมท่อง เที่ยว อยู่ที่คนไทยด้วยกันว่าจะช่วยให้คนที่ตกงานเหล่านี้สามารถมีงานทำได้อย่างไรบ้าง ในส่วนของชุมชนเองก็ได้รับผลกระทบ เพราะว่าสินค้าหลายอย่างขายไม่ได้ ซึ่งการท่องเที่ยวบางชุมชนก็เป็นรายได้หลัก บางชุมชนก็เป็นรายได้รอง จึงอยากให้คนไทยสนับสนุนคนไทยด้วยการออกมาท่องเที่ยวไทยด้วยกัน”

Golfdigg

เรื่องตีกอล์ฟเรื่องง่าย

Golfdigg เป็นแอพพลิเคชั่นจองสนามกอล์ฟ เพื่อทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจองสนามกอล์ฟที่ทำได้จริงแม้นอกเวลาทำการ สะดวกสบาย รวดเร็ว และปลอดภัย สามารถใช้งานได้ทั้งบนระบบ iOS และ Android

โดย Golfgigg จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการหาสนามกอล์ฟที่ดีในราคาพิเศษ เพื่อให้บริการลูกค้านักกอล์ฟคนไทย และชาวต่างชาติได้ออกรอบในราคาที่ประหยัดมากขึ้น ออกรอบได้บ่อยมากขึ้น ส่วนคนที่ไม่เล่นกอล์ฟก็ยังได้เข้าใจกีฬากอล์ฟมากขึ้น ทำให้กีฬากอล์ฟเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น

คุณธีระ ศิริเจริญ CEO&Co-Founder บริษัท กอล์ฟดิกก์ จำกัด กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจของ Golfdigg สามารถตอบโจทย์วิถีชีวิตของผู้คนใน 2 กลุ่ม หากมองในมุมของนักกอล์ฟ คนที่ตีกอล์ฟก็เหมือนกับคนที่ชอบกินกาแฟทุกวัน นักกอล์ฟก็อยากตีกอล์ฟก็อยากออกรอบได้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ Golfdigg จึงช่วยทำให้นักกอล์ฟจากทั่วโลกสามารถที่จองสนามกอล์ฟได้จากทุกที่ทุกเวลา โดยจองผ่านระบบออนไลน์

“เรามีลูกค้าที่เป็นคนญี่ปุ่น เกาหลี และสแกนดิเนเวีย อาจมีปัญหาเรื่องภาษาการสื่อสารกับทางสนามกอล์ฟ แต่การจองผ่านแอพทำให้ไม่ต้องคุยกับใครจึงสามารถจองได้ง่ายขึ้น หรือกลุ่มชาวต่างชาติที่อยู่ในเมืองไทย (Expat) ที่อาจมีปัญหาเรื่องภาษาเช่นกัน และจากเดิมที่ลูกค้าเป็นชาวต่างชาติ พอมีปัญหาโควิด-19 เราก็กลับมาโฟกัสกลุ่มลูกค้าคนไทยเพิ่มขึ้น ทำให้วันนี้มีลูกค้าคนไทยจองผ่านแอพกันมากขึ้น จึงมีการทำแคมเปญซัพพอร์ตลูกค้าคนไทยเพิ่มขึ้น เพราะคนไทยรู้เรื่องราคาของแต่ละสนามค่อนข้างดีจึงต้องมีการทำโปรโมชั่นเพื่อให้เกิดการตัดสินใจในการจองง่ายขึ้น”

สำหรับวิกฤตโควิด-19 ส่งผลกระทบกับธุรกิจค่อนข้างมาก เนื่องจากลูกค้ากว่า 70% เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทางบริษัทจึงมองว่า จะทำอย่างไรให้ธุรกิจสามารถอยู่รอดได้ และทำให้สนามกอล์ฟอยู่รอดไปด้วยกันได้ จึงมีการปรับ Business Model บางอย่าง เช่น การออกฟีเจอร์ใหม่ที่เป็น e-coupon โดยให้สนามกอล์ฟนำคูปองมาขายล่วงหน้า ผ่านระบบแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อสร้างรายได้ให้กลับคืนมา

โดย Golfdigg ยังมีการทำแคมเปญร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ด้วยการออกโค้ดส่วนลดพิเศษ 300 บาท สำหรับการใช้บริการสนามกอล์ฟในแต่ละภูมิภาค และโค้ดส่วนลดพิเศษสำหรับผู้หญิง 250 บาท

เพื่อเป็นการตอบรับกับเทรนด์การท่องเที่ยววิถีใหม่ Golfdigg จึงมีแคมเปญ “ออกรอบตัวปลิว” ด้วยการไม่ใช้เงินสดภายในสนามกอล์ฟ เป็นการทำระบบหลังบ้านให้นักกอล์ฟสามารถใช้ระบบ Cashless ด้วยการเติมเงินที่สนามกอล์ฟ 300 บาท และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยก็จะมี Top Up ให้อีก 100 - 200 บาท แล้วแต่ละสนาม โดยจะเริ่มทำแคมเปญโปรโมชั่นนี้กับสนามกอล์ฟ 12 แห่ง ที่สามารถจองผ่าน Golfdigg App

“ในมุมของ Golfdigg อยากให้นักกอล์ฟคนไทยลองเปิดใจทดลองใช้โปรดักต์ของคนไทยที่พยายามสร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ที่จะทำให้พี่ๆ นักกอล์ฟสามารถจองสนามกอล์ฟได้ง่ายขึ้น ซึ่งมีการปรับปรุงโปรดักต์มาตลอด 6 -7 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันก็ดีขึ้นและทำให้นักกอล์ฟสามารถจองสนามได้ง่ายขึ้น ที่สำคัญยังมีโปรโมชั่นให้เลือกใช้มากมาย”

ปัจจุบัน Golfdigg มีสนามกอล์ฟที่สามารถจองผ่านแอพได้จำนวน 170 แห่ง ใน 40 จังหวัดของประเทศไทย โดยการจองสามารถใช้บริการผ่านแอพที่ดาวน์โหลดได้ฟรี มีโปรโมชั่นมากมายในแอพ ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถเลือกวัน เวลาได้เอง และเลือกใช้โค้ดส่วนลดที่มีในแอพได้ทันทีเมื่อมีการจองสนาม

Golfdigg มองว่า ประเทศไทยมีความพร้อมอยู่แล้วทั้งด้านสนามกอล์ฟ และการท่องเที่ยว จึงอยากเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้ตลาดกอล์ฟมีการเติบโต เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางธุรกิจที่มากขึ้น อีกทั้งยังทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น ร้านอาหาร ร้านค้า โรงแรม แคดดี้ และชุมชนที่อยู่ในละแวกนั้น สามารถสร้างรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

ทุกคำถามเหล่านี้จะหมดไป โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ขอแนะนำ 4 HealthTech Startup สัญชาติไทย ที่กำลังทำให้สุขภาพที่ดีกลายเป็นเรื่อง ง่ายๆ โดยเฉพาะท่ามกลางสถานการณ์ COVID-19 ในตอนนี้

                 

 

ติดตามสตาร์ทอัพไทยที่มีโซลูชั่นและบริการดีๆ ได้ใน “Startup Marketplace is Live Now” รายการที่จะช่วยสร้างช่องทางการตลาดให้กับสตาร์ทอัพไทย ในช่วงสถานการณ์วิกฤต โดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA  และข้อมูลข่าวสาร ได้ที่ FB Page: Startup Thailand และ FB Group: Startup Thailand Marketplace

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.

violet porno xxx phim sex 2020 lawnjinsi Filmes Pornô PuttanaHD Madre Y Hija Calientes Viendo Peliculas gratis porno alte schwarze straps fotzen pakistani indain porn videos xn----4mcbuj2htacf75kha.com pornolegende Free Desi Scandal xxx e videos pornos www.grandexxx.com www.xxxarabtube.com www.zwartporno.com www.echterporno.com www.nubepornogratis.com www.perlasesso.com videos de sexo 3gp