9,524
VIEWS

แนวคิด และทฤษฎีการพัฒนาทรัพยากรน้ำ

Oct 23, 2017 S.Worapol

ในหลวงรกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาฯ ริเริ่มโครงการต่างๆ เพื่อพัฒนาทรัพยากรน้ำ ซึ่งทรงตระหนักดีว่า น้ำคือชีวิต และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออาชีพเกษตรกรรมและการดำรงชีวิตของราษฎรชาวไทย โดยเฉพาะในชนบท ดังกระแสพระราชดำรัสที่พระราชทานไว้ว่า

“หลักสำคัญว่า ต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำ คนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้า แต่ถ้ามีไฟฟ้า ไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้...”  

ขณะเดินเข้าสู่ห้องแนวคิด และทฤษฎีการพัฒนาทรัพยากรน้ำ เสียงบรรยายจากวิดีทัศน์ และภาพที่เห็นผู้คนมากมายมุ่งดูกันอยู่ ก็กลายเป็นจุดกระตุ้นความสนใจให้ผู้เข้าชมงานส่วนใหญ่สาวเท้าตรงไปยังส่วนจัดแสดงที่อยู่ทางด้านซ้ายมือสุดก่อน

เป็นการสาธิตของสำนักฝนหลวง และการบินเกษตร เรื่องทฤษฎีว่าด้วยการพัฒนาทรัพยากรแหล่งน้ำในบรรยากาศ หรือ “ฝนหลวง” ชื่อที่เราต่างคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

ในส่วนการจัดแสดงดังกล่าว สร้างความตื่นตาตื่นใจด้วยภาพที่ใช้เทคโนโลยี Magic Vision ซึ่งเป็นการจับคู่ภาพของคนกับวิดีโอเข้าด้วยกัน โดยการเล่าประสบการณ์จากนักบินสำนักฝนหลวง และการบินเกษตร ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง จังหวัดนครราชสีมา ที่จะนำผู้ชมไปสัมผัสบรรยากาศดินแยกแตกระแหง เต็มไปด้วยความแห้งแล้ง เพราะฝนที่ไม่ตกตามฤดูกาล

แต่ในที่สุด ปัญหาเหล่านี้ก็ได้รับการแก้ไข ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้พระราชทานทฤษฎีว่าด้วยการพัฒนาทรัพยากรแหล่งน้ำในบรรยากาศ หรือ “ฝนหลวง” ทำให้พื้นที่ที่แห้งแล้งเหล่านี้ กลับมาได้รับความชุ่มชื้นอีกครั้ง

สำหรับปฏิบัติการทำฝนหลวงนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศ โดยมี  ๓ ขั้นตอน ได้แก่ ๑ ก่อกวน-เป็นกระบวนการใช้สารเคมีเพื่อเร่งให้เกิดเมฆเร็วขึ้น มากกว่าที่เกิดตามธรรมชาติ ๒. เลี้ยงให้อ้วน-โปรยสารเคมีให้เมฆเหล่านั้นรวมตัวกันอย่างหนาแน่นมากขึ้น ๓.โจมตี- ทำให้เมฆที่จับตัวกันเหล่านั้นตกลงมาเป็นฝน ในพื้นที่เป้าหมาย

ในช่วงท้ายสุด เป็นส่วนที่ผู้ชมประทับใจอย่างยิ่งก็คือ ภาพของความชุ่มฉ่ำจากสายฝนที่โปรยปรายลงมา ควบคู่ไปกับสายลมพัดกระหน่ำ พร้อม “กลิ่นดิน” หอมกรุ่น ซึ่งเป็นกลิ่นที่ทุกคนคุ้นชิน เมื่อยามฝนตกใหม่ๆ พร่างพรมไปทั่วผืนแผ่นดิน

เสียงจากวิดีทัศน์ บอกความรู้สึกภาคภูมิใจ รวมทั้งยังเน้นย้ำเรื่องการรักษาทรัพยากรป่าไม้ ที่มีผลต่อเนื่องสู่ทรัพยากรน้ำ

“...ความแห้งแล้งได้กลับสู่สภาพชุ่มชื้นอีกครั้ง รอยยิ้มแห่งความสดใสเหล่านี้ เป็นผลจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานฝนหลวงตามแนวพระราชดำริให้พสกนิกรได้รับประโยชน์...

...ถ้าพวกเราช่วยกันรักษาดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งป่าไม้ น้ำ ดิน ให้อยู่ในสภาพอุดมสมบูรณ์เพียงเท่านี้ประเทศไทยของเรา ก็จะคงความชุ่มชื้นตลอดไป”

เสร็จจากการติดตามความเป็นมาของ “ฝนหลวง” จากนั้นไปชมพระราชกรณียกิจ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำตามพระราชดำริ ในส่วนต่างๆ กันต่อ

บริเวณภายในการจัดงานส่วนนี้ ได้จัดให้มีการนำเสนอพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทางด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ ที่แสดงถึงพระปรีชาสามารถอย่างสูง ภายใต้แนวคิด “จากภูผาสู่มหานที” โดยการดูแลและใช้ประโยชน์จากน้ำ นับตั้งแต่เป็นฝนร่วงหล่นมาจากท้องฟ้า จนกระทั่งไหลลงสู่ทะเลในที่สุด

”.... ปัญหามีอยู่ที่ว่า เราจะใช้น้ำอย่างไร ถ้าหากทำอย่างไม่ระวัดระวัง น้ำนี้คงหมดเหมือนกัน หรือไม่หมดก็ใช้ไม่ได้ เช่น ปล่อยให้น้ำนี้เสีย ปล่อยให้น้ำนี้ไม่เกิดประโยชน์ ก็จะเหลือเปอร์เซ็นต์ เหลือเสี้ยวหรือไม่ถึงเสี้ยวหมายความว่านิดเดียวที่จะใช้ได้ แล้วก็ที่จะใช้ไม่ได้นั้นยังมีอยู่ที่ไม่สามารถที่จะเอาไป เช่น น้ำที่ลงทะเลในเขตที่ไม่มีคนอยู่ก็มากอยู่เหมือนกัน ฉะนั้น เราต้องพยายามคิดให้ดีว่าน้ำที่ใช้ได้นั้น ต้องมาจากน้ำฝน เราจะใช้น้ำนี้ให้ดีได้อย่างไร ฝนลงมาแล้วจำนวนหนึ่ง จำนวนที่ฝนลงนั้น เป็นน้ำเรียกว่าน้ำจืด เพราะว่าเป็นน้ำที่กลั่นมาจากทะเล และจากพื้นดินเป็นน้ำที่ไม่ใช่น้ำเค็มหรือน้ำที่เจือปน แต่ว่าน้ำที่ลงมานี้ลงมาแล้วก็ระเหยขึ้นไปได้ เราจะใช้ได้เป็นน้ำที่ไหลลงมาเพียง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นเอง ในจำนวนนี้ไหลลงมาแล้ว ก็ไหลลงทะเลโดยตรง โดยที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ ...”

พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระตำหนักจิตรลดาฯ พระราชวังดุสิต วันที่ ๒๙ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๓๒

พระราชกรณียกิจในการจัดการทรัพยากรน้ำ ที่พระราชทานพระราชดำริให้หน่วยงานต่างๆ ดำเนินการมาโดยตลอดนั้น เพื่อการแก้ไขปัญหาหรือบรรเทาความเดือดร้อน เกี่ยวกับน้ำ และสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตจากสภาพความยากจนแร้นแค้นให้อยู่ในฐานะพอมีพอกิน หรือถึงขั้นมีกินมีใช้ โดยการจัดหาน้ำช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกในท้องที่ขาดแคลนน้ำ ระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มกรณีพื้นที่ซึ่งเกิดน้ำท่วมขังเป็นประจำ และแก้ไขบำบัดน้ำเสียในกรณีพื้นที่นั้นมีปัญหาคุณภาพน้ำ โดยการจะบริหารจัดการน้ำให้ได้ประสิทธิภาพนั้นขึ้นอยู่กับสภาพความรุนแรงของแต่ละปัญหาในพื้นที่ และความร่วมมือของส่วนราชการ เอกชน และประชาชน

ดังจะเห็นได้จากพระราชดำรัสเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ ที่ได้พระราชทานในพิธีเปิดการประชุมนานาชาติ The Third Princess Chulabhon Science Congress ณ โรงแรงแชงกรี-ลา วันที่ ๑๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๓๘ ความว่า

“.... การพัฒนาแหล่งน้ำนั้น ในหลักใหญ่ ก็คือ การควบคุมน้ำให้ได้ดังประสงค์ ทั้งปริมาณน้ำมากเกินไปก็ต้องหาทางระบายออกให้ทันการ ไม่ปล่อยให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายได้ และในขณะที่เกิดภาวะขาดแคลนก็จะต้องมีน้ำกักเก็บไว้ใช้อย่างพอเพียง ทั้งมีคุณภาพเหมาะสมแก่การเกษตร การอุตสาหกรรม และการอุปโภคบริโภค ปัญหาอยู่ที่ว่า การพัฒนาแหล่งน้ำนั้นอาจจะมีผลกระทบกระทือนต่อสิ่งแวดล้อมบ้าง แต่ถ้าไม่มีการควบคุมน้ำดีพอแล้ว เมื่อเกิดภัยธรรมชาติขึ้น ก็จะก่อให้เกิดความเดือดร้อน สูญเสียทั้งในด้านเศรษฐกิจ และในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ทั้งส่งผลกระทบกระเทือนแก่สิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรง ....Ž”

ทั้งนี้ การเดินทางของน้ำ นับจากน้ำจากยอดเขารวมตัวเป็นสายธารต่างๆ  ก่อนที่จะรวมตัวกันไหลลงสู่เบื้องล่าง มีการจัดการและบริหารน้ำตามแนวพระราชดำริ  มาเป็นลำดับตั้งแต่ในช่วงยอดเขา - กลางเขา เช่น การทำฝายสร้างความชุ่มชื้น การจัดสรรน้ำให้แก่เกษตรกรที่สูง และการจัดให้มีอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ฯลฯ      ช่วงกลางเขา - เชิงเขา คือ การจัดสรรน้ำให้แก่เกษตรกรในท้องถิ่น ส่วนใหญ่เป็นการทำพืชสวน ด้วยการส่งและเก็บกักน้ำด้วยอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก       ช่วงเชิงเขา - ที่ราบ คือ การจัดสรรน้ำให้แก่เกษตรกรที่ทำนา ทำไร่ การผันน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติเข้านา และเก็บกักน้ำด้วยอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง การสร้างคลองส่งน้ำ ฯลฯ      ในส่วนนี้ มีการนำเสนอข้อมูลและรายละเอียดโครงการพัฒนาแหล่งน้ำต่างๆ เพื่อการอนุรักษ์พื้นที่ต้นน้ำลำธาร โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการผลิตไฟฟ้า และการพัฒนาแหล่งน้ำผิวดิน อาทิ อ่างเก็บน้ำ ฝายทดน้ำ ขุดลอกหนองบึง จัดทำสระเก็บน้ำ ฯลฯ      ภายหลังจากตามรอยพระบาทพระองค์ที่เสด็จ ฯ ไปพัฒนาแหล่งลุ่มน้ำต่างๆ จะเห็นได้ว่า พระองค์ได้ทรงตระหนักถึงความสำคัญอย่างยิ่งของการบริหารจัดการน้ำ ดังพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัว ที่ว่า      “ น้ำเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในงานเกษตร แม้ดินจะไม่ดีบ้าง หรือมีอุปสรรคทางด้านอื่นๆ ถ้าแก้ปัญหาในเรื่องแหล่งน้ำ ที่จะใช้เพาะปลูกได้แล้ว เรื่องอื่นๆก็จะพลอยดีขึ้นตามมา”Ž

นอกจากนี้  ยังมีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำตามแนวพระราชดำริ ที่สำคัญๆ อีกหลายแห่ง จัดแสดงไว้ให้เห็นถึงพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อพสกนิกรชาวไทยโดยทั่วหน้ากัน อาทิ  โครงการเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี-สระบุรี      

เป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริให้กรมชลประทาน ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมของโครงการเขื่อนเก็บกักน้ำ แม่น้ำป่าสักอย่างจริงจังและเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย ในเขตลุ่มน้ำป่าสักและลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง รวมไปจนถึงกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ตลอดจนเพื่อการชลประทานตอนล่างของพื้นที่ลุ่มแม่น้ำป่าสัก      

ซึ่งหลังจากโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ ในปี ๒๕๔๒ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ก็ได้ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพมาโดยตลอด เพราะนอกจากจะเปิดพื้นที่ชลประทานใหม่ในจังหวัดลพบุรี และสระบุรี จำนวนกว่า ๑๔๐,๐๐๐ ไร่ และช่วยพื้นที่เกษตรเดิมแล้ว ยังสามารถบรรเทาปัญหาพื้นที่อุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และพื้นที่ใกล้เคียงได้อย่างมาก รวมทั้งยังสามารถจัดสรรน้ำในอ่างเพื่อเจือจางน้ำเสีย และผลักดันน้ำเค็มบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างในฤดูแล้งอีกด้วย  โครงการเขื่อนคลองท่าด่าน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนครนายก      

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานพระราชดำริ ให้กรมชลประทานพิจารณาก่อสร้างโครงการเขื่อนคลองท่าด่านขึ้น โดยประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับในพื้นที่โครงการ คือ ราษฎรจำนวน ๕,๔๐๐ ครัวเรือน และพื้นที่เกษตรกรรม  ๑๘๕,๐๐๐ ไร่ และมีน้ำใช้เพื่ออุปโภคบริโภค ๑๖ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี รวมถึงการป้องกันปัญหาอุทกภัย ซึ่งเมื่อปีที่ผ่านมาแม้ตัวเขื่อนยังสร้างไม่แล้วเสร็จ ก็สามารถบรรเทาปัญหาน้ำป่าไหลหลาก ในเขตบริเวณอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ได้ส่วนหนึ่ง ทำให้ปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าท่วมตัวเมืองนครนายกมีปริมาณน้อยลง และสามารถบรรเทาปัญหาดินเปรี้ยว ที่เป็นปัญหาที่เกษตรกรประสบปัญหามาเป็นเวลานาน ทำให้สามารถใช้พื้นที่การเกษตรได้อย่างเต็มที่อีกด้วย            

โครงการอ่างเก็บน้ำยางชุม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์         

โครงการอ่างเก็บน้ำยางชุม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นแหล่งน้ำต้นทุน เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ทำการเพาะปลูก อุปโภค-บริโภค ทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง ช่วยบรรเทาอุทกภัยในบริเวณลุ่มน้ำกุยบุรี ช่วยผลักดันน้ำเค็มในคลองกุยบุรีในช่วงฤดูแล้ง เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืด และเป็นสถานที่ท่องเที่ยว       

สำหรับในส่วนต่อมา แสดงให้เห็นถึงภาพการเดินทางของน้ำที่ไหลเข้าสู่ชุมชน และเขตเมือง อันก่อให้เกิดปัญหาในเรื่องของการป้องกันน้ำท่วม ตลอดจนการเน่าเสียของน้ำ ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรง และสร้างความเสียหายมากขึ้น     

ในส่วนนี้ มีการจัดแสดงแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม พื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลตามโครงการพระราชดำริ Ž”แก้มลิง”Ž     

เนื่องจาก กรุงเทพมหานคร มีลักษณะลุ่มต่ำ การระบายน้ำยามเกิดภาวะน้ำท่วมเป็นไปอย่างล่าช้า หลายคลองที่ลำน้ำตื้นเขิน มีวัชพืชปกคลุมกีดขวางทางน้ำไหล ทำให้เกิดน้ำท่วมขังในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลเป็นระยะเวลายาวนาน     

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแนวพระราชดำริ ให้มีระบบการบริหารจัดการด้านน้ำท่วม ในวิธีการที่ตรัสว่า แก้มลิงŽ ดังพระราชดำรัส วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๘ ณ ศาลาดุสิตาลัย สวนจิตรลดา ความว่า      “...จะต้องทำ แก้มลิง เพื่อที่จะเอาน้ำนี้ไปเก็บไว้เวลาน้ำทะเลขึ้น ไม่สามารถที่จะระบายออก เมื่อไม่สามารถระบายออก น้ำทะเลก็ขึ้นมา ดันขึ้นไปตามแม่น้ำขึ้นไปเกือบถึงอยุธยา ทำให้น้ำลดลงไปไม่ได้ แล้วเวลาน้ำทะเลลง น้ำที่เอ่อขึ้นมานั้นก็ไม่สามารถที่จะกลับเข้าไปในแม่น้ำเจ้าพระยา ก็ท่วมต่อไป จึงต้องมีแก้มลิง เราพยายามที่จะนำเอาน้ำออกมาเมื่อมีโอกาส...”Ž      

ส่วนทางพื้นที่ด้านขวาของโครงการ “แก้มลิงŽ” จัดพื้นที่คล้ายๆ สวนหย่อม มีม้ายาว ให้ผู้ชมนั่งเล่น และชมวิดีทัศน์ เรื่อง ทฤษฎีการบำบัดน้ำเสีย โดยการบริหารจัดการน้ำเสีย ตามแนวพระราชดำริ มีแนวคิดหลักๆ คือ  ๑) น้ำดีไล่น้ำเสีย ๒) เครื่องกรองน้ำธรรมชาติ ๓) สระเติมอากาศชีวภาพบำบัด ๔) การผสมผสานพืชน้ำกับระบบเติมอากาศ ๕) การบำบัดน้ำเสียด้วยระบบบ่อบำบัด และพืชน้ำ ๖) การเติมอากาศโดยใช้กังหันน้ำชัยพัฒนา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำริให้ประดิษฐ์เครื่องกลเติมอากาศแบบประหยัดค่าใช้จ่าย สามารถผลิตขึ้นได้เองในประเทศ ในลักษณะ Žไทยทำไทยใช้Ž โดยทรงได้แนวทางจากน้ำที่รั่วไหลจาก “Žหลุก”Ž ซึ่งเป็นอุปกรณ์วิดน้ำเข้านา อันเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านมาแต่โบราณ เป็นจุดคิดค้นเบื้องต้น  ด้วยทรงมุ่งหวังที่จะช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐบาล ในการบรรเทาน้ำเสียอีกทางหนึ่ง 

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิชัยพัฒนาสนับสนุนงบประมาณเพื่อการศึกษา และวิจัยสิ่งประดิษฐ์ใหม่นี้ ดำเนินการจัดสร้างเครื่องมือบำบัดน้ำเสีย ร่วมกับกรมชลประทาน จนได้มีการผลิตเครื่องกลเติมอากาศขึ้นในเวลาต่อมา เป็นที่รู้จักแพร่หลายทั่วประเทศ ในปัจจุบันนี้มักนิยมเรียกกันว่า กังหันน้ำชัยพัฒนาŽ  ข้อความบางส่วนจากวิดีทัศน์ ความว่า            

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยปริมาณน้ำเน่าที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา เนื่องจากระบบการจัดการน้ำตามธรรมชาติ เช่น คูคลองนั้นตื้นเขิน”   พระองค์จึงทรงคิดเครื่องกลเพื่อแก้ปัญหา เป็นเครื่องกลเติมอากาศ ทำงานโดยการยกน้ำเสียขึ้นมา กระจายไปในอากาศ แล้วตกลงไป ก่อให้เกิดการถ่ายเทออกซิเจนขึ้น เกิดการผลิตออกซิเจนใหม่ ทำให้น้ำใสสะอาดŽ      โ

ดยเมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๖ กังหันน้ำชัยพัฒนาŽ ได้รับการพิจารณาและทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธย นับเป็นสิ่งประดิษฐ์เครื่องกลเติมอากาศเครื่องที่ ๙ ของโลก ที่ได้รับสิทธิบัตร และเป็นครั้งแรกที่ได้รับจดทะเบียน และออกสิทธิบัตรให้พระบรมราชวงศ์ด้วย       

จึงนับได้ว่า สิทธิบัตรเครื่องกลเติมอากาศในพระปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นั้นเป็น  Ž”พระองค์แรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย และเป็นครั้งแรกของโลก”Ž นอกจากนั้น ในส่วนนี้ยังมีการจัดแสดงที่น่าสนใจ คือ ทฤษฎีการบำบัดน้ำเสียด้วยระบบบ่อบำบัดน้ำเสีย และวัชพืชบำบัด ณ แหลมผักเบี้ย จังหวัดเพชรบุรี โดยแนวคิดเบื้องต้นเกิดจาก ชุมชน และเมืองต่างๆ ยังขาดระบบบำบัดน้ำเสีย และการกำจัดขยะมูลฝอยที่ดี และมีประสิทธิภาพ    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชกระแสว่า     

“ปัญหาสำคัญ คือ เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องน้ำเสียกับขยะได้ศึกษามาแล้วเหมือนกัน ทำไม่ยากนัก ในทางเทคโนโลยีทำได้ แล้วในเมืองไทยเองก็ทำได้ หาเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาแล้วทำในเมืองไทยก็ทำได้ หรือจะจ้างบริษัทต่างประเทศมาทำก็ได้ นี่แหละปัญหาเดียวกัน เดี๋ยวนี้กำลังคิดจะทำแต่ติดอยู่ที่ที่จะทำ...”Ž   

”...อย่างที่บอกว่า น้ำเสียมาใช้การทำการเกษตรกรรม ทำได้ แต่ที่ที่ทำนั้น ต้องมีที่สัก ๕,๐๐๐ ไร่...ขอให้ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ มาช่วยร่วมกันทำ ทำได้แน่...”Ž   จากพระราชดำรัสข้างต้น จึงเป็นที่มาและแนวคิดของโครงการวิจัย และพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมเบี้ย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่บนแหลมผักเบี้ย อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี        

เมื่อได้ชมครบถ้วน และศึกษารายละเอียดอย่างจริงจัง จะพบว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงใช้พระปรีชาสามารถด้านวิทยาศาสตร์สูงมาก กับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่พสกนิกรของพระองค์      กล่าวได้ว่า พระองค์ทรงทำเรื่องการพัฒนาทรัพยากรน้ำอย่างครบถ้วนรอบด้าน ตั้งแต่การสร้างน้ำในบรรยากาศ คือ ฝนหลวง ตลอดจนการบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ช่วงไหลผ่านภูเขา ลงมาเป็นลำธาร มีแหล่งเก็บน้ำขนาดต่างๆ เช่น บ่อน้ำประจำบ้าน อ่างเก็บน้ำประจำหมู่บ้าน      

อีกทั้ง หากฝนตกมากไป ก็มีเขื่อนเก็บ หรือถ้าเก็บไม่หมด ก็มีโครงการ แก้มลิงŽ รองรับ รวมถึง ถ้าน้ำเน่าเสีย ก็ยังสามารถใช้ผักตบชวา หรือกังหันน้ำชัยพัฒนา เข้ามาแก้ไขปัญหาได้      

แสดงให้เห็นถึงน้ำพระราชหฤทัยอันยิ่งใหญ่ ที่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวไทยอยู่ตลอดมา

-None-

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.