10,766
VIEWS

Tide และกลุ่มผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดช่วยสร้างกำไร P&G สูงถึง 234%

Aug 03, 2020 P.Patikom

ผลิตภัณฑ์ผงซักฟอก Tide และแบรนด์อื่นๆ ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดของบริษัท Procter & Gamble (P&G) ยักษ์สินค้าคอนซูเมอร์ของโลก ได้มีส่วนสำคัญที่ช่วยเพิ่มผลกำไรให้กับ P&G ได้ถึง 234% ท่ามกลางการระบาดที่ยังรุนแรงของโรค COVID-19 แต่อย่างไรก็ตาม P&G เตือนว่า ยังมีความท้าทายรออยู่ข้างหน้า

ในขณะที่หลายๆ บริษัท ได้รับผลกระทบจากการระบาดอย่างรุนแรงของ COVID-19 แต่ผลิตภัณฑ์ของ P&G กลับได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคอย่างล้นหลาม ส่งผลให้ P&G ที่มีแบรนด์หลากหลาย สามารถทำรายได้สูงถึง 71 พันล้านดอลลาร์ โดยมีกำไร 13 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งปัจจัยสำคัญเกิดจากจากความต้องการผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดของผู้บริโภคที่สูงมาก ในช่วงวิกฤตโรคระบาด ประกอบกับ P&G ได้ใช้กลยุทธ์ทางการตลาดเพิ่มมากขึ้น

David Taylor ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ P&G (P&G's Chairman, President and Chief Exec) ได้บอกกับนักลงทุนว่า “เราสร้างแรงผลักดันที่แข็งแกร่งท่ามกลางวิกฤต COVID-19 และยังสร้างมากขึ้นต่อไปในช่วงครึ่งหลังของปีที่ท้าทาย” อย่างไรก็ตามเขาเตือนว่า “เรายังคงจะเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญและอาจมีระดับความไม่แน่นอนสูงกว่าที่เราเคยเผชิญมา”

สื่อ The Drum ยังได้รายงานเพิ่มเติมว่า ในภาวะปัจจุบัน COVID-19 ส่งผลกระทบในด้านบวกต่อ P&G ทำให้ P&G มียอดขายสูงสุดต่อปีที่แข็งแกร่งที่สุด นับตั้งแต่ปี 2006 โดยมีกำไรเพิ่มขึ้น 234% เมื่อเทียบปีต่อปี ยอดขายของ P&G เพิ่มขึ้น 6% ในช่วงไตรมาส 4

กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีการเติบโตมากที่สุด คือ กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผ้า (Fabric) และกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลบ้าน (Home Care) ของ P&G มียอดขายเพิ่มขึ้น 14% เป็นอัตราเพิ่มสูงสุดเท่าที่เคยมีมาของผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ ซึ่งมีแบรนด์สำคัญคือ Tide และ Mr.Clean

Taylor อธิบายเพิ่มเติมว่า “เราเพิ่มความพร้อมของผลิตภัณฑ์ในระดับที่สูงสุด เพื่อช่วยเหลือผู้บริโภคและครอบครัวของพวกเขา ในยามที่มีความต้องการด้านการทำความสะอาดและสุขอนามัยที่ดี ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีความสำคัญมากกว่าที่เคยเป็นมา อันเกิดจากความต้องการที่เกิดขึ้นจากวิกฤตการณ์โรคระบาดในปัจจุบัน ที่ผู้บริโภคมีการรับรู้เพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับการดูแลด้านสุขภาพและสุขอนามัย ซึ่งทำให้การใช้จ่ายทั้งหมดของบ้านถูกใช้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด”

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา P&G ใช้เงินโฆษณามากขึ้น โดยระบุว่าต้องการที่จะรักษาแบรนด์ให้มี "Mental Availability (ความพร้อมใช้งานทางจิตใจ)" ในกลุ่มผู้บริโภคในช่วงเวลาที่ความพร้อมทางกายภาพของพวกเขากำลังขาดแคลน - (Mental Availability คือ ความพร้อมใช้ทางจิตใจของแบรนด์ หมายถึงความน่าจะเป็นที่ผู้บริโภคจะสังเกตเห็นจดจำแบรนด์ และคิดว่าเมื่อใดก็ตามที่ต้องการซื้อจะซื้อแบรนด์ดังกล่าว ดังนั้นนี่เป็นมากกว่าการรับรู้ (Awareness) ธรรมดา)"

“เราปรับเปลี่ยนการสื่อสารถึงผู้บริโภคเป็นขั้นๆ โดยใช้ประโยชน์จากโฆษณาทางทีวีซึ่งนำเสนอการใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผ้า (Fabric) และผลิตภัณฑ์ดูแลบ้าน (Home Care) โดยแสดงให้ผู้บริโภคเห็นวิธีการใช้ประโยชน์ที่มากขึ้นของผลิตภัณฑ์ของเรา” Taylor กล่าว "การลงทุนในระดับที่เหนือกว่าเหล่านี้ ได้สร้างผลตอบแทนที่แข็งแกร่ง"

การระบาดยังส่งผลให้ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซของ P&G ในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น 50% “เพราะผู้บริโภคกำลังพัฒนาพฤติกรรมใหม่” John Chevalier รองประธานอาวุโสฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ (Senior Vice-president Investor Relations) กล่าวถึงประสิทธิภาพของอีคอมเมิร์ซในช่วงวิกฤต "ส่วนแบ่งของการขายผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซกำลังเติบโต แต่เรายังต้องการที่จะไม่เชื่อเกี่ยวกับช่องทางนี้ที่ผู้บริโภคซื้อผลิตภัณฑ์ (ว่าจะยืนยาว) เพราะเรารู้ว่านั่นเป็นแรงผลักดันจาก COVID-19 ดังนั้นเราจะรักษาไว้ได้มากแค่ไหน (หลังจากเหตุการณ์นี้)"

อย่างไรก็ตาม P&G ทำนายว่า การเติบโตแบบทวีคูณของผลกำไรเช่นนี้ จะไม่แน่นอนเนื่องจากความแปรปรวนของเศรษฐกิจโลกและการระบาดอย่างต่อเนื่องของ COVID-19 โดย P&G ประมาณการว่า บริษัทจะมีการเติบโตเพียง 1- 3%

“ความจริงก็คือ กรณีผู้ป่วย COVID-19 กำลังเพิ่มขึ้นในหลายๆ ส่วนของโลก โดยที่ยังไม่มีทรัพยากรหรือโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ มันน่าจะยังไม่มีวัคซีนหรือการบำบัดขั้นสูงจนถึงปี 2021” Taylor เตือน

เขากล่าวว่า เพราะเหตุนี้จึงได้กระตุ้นให้เกิดนโยบายกักกันที่เข้มงวดมากขึ้น และลดความคล่องตัวลงอย่างมาก ซึ่งจะกระทบต่อการจ้างงานและรายได้ และสำหรับในสหรัฐอเมริกา Taylor ยังอ้างว่า ยังไม่มีความชัดเจนว่า ประเทศนี้จะมีอัตราการว่างงานในระดับอัตราส่วน 2 สองหลักไปอีกนานแค่ไหน

Cr : The Drum

Source

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.