เอพีปั้นแบรนด์ “อภิทาวน์” รุกหัวเมืองใหญ่ ตอกย้ำจุดแข็งผู้นำแนวราบ

Jul 16, 2020 P.Narata

เอพี ไทยแลนด์ เปิดแผนครึ่งปีหลัง เดินหน้าตามโรดแม็บ MASTERPLAN FOR TOMORROW ขยายขอบเขต  ในการสร้างพิมพ์เขียวแห่งการอยู่อาศัยที่มีคุณภาพ ด้วยการเปิด 26 โครงการใหม่ มูลค่า 26,000 ล้านบาท พร้อมปั้น แบรนด์   “อภิทาวน์” บุกตลาดต่างจังหวัด นำร่อง 5 จังหวัดแรก หลังจากครึ่งปีแรกกวาดยอดขายไปแล้ว 15,085 ล้านบาท

ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี ของการดำเนินธุรกิจ เอพี ไทยแลนด์ ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงการแนว ราบอย่างบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม มาโดยตลอด จนกลายเป็น “จุดแข็ง” ของเอพี หรือจะพูดว่า เอพีเติบโตมาจาก โครงการแนวราบก็คงไม่ผิดนัก กระทั่งในช่วง 5 ปีให้หลังมานี้ ผู้เล่นรายอื่นๆ ก็เริ่มให้ความสนใจกับโครงการแนวราบมากขึ้น เพื่อใช้เป็นตัวช่วยในการปรับความสมดุลของ Portfolio ระหว่างโครงการแนวราบกับโครงการแนวสูง (คอนโดมิเนียม) จึงส่ง ผลให้โครงการแนวราบยังคงเกิดการขยายตัว และเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับการพัฒนาโครงการแนวราบ เอพีจะให้น้ำหนักกับกลุ่ม “บ้านเดี่ยว” มากเป็นพิเศษ และมีแบนด์ที่ครอบ คลุมใน 3 เซ็กเมนต์หลัก ได้แก่ แบรนด์ “CENTRO” เจาะเซ็กเมนต์ระดับกลาง-บน ในราคาขาย 5-10 ล้านบาท แบรนด์ “THE CITY” เจาะเซ็กเม้นต์ระดับบน ในราคาขาย 11-30 ล้านบาท และแบรนด์ “THE PALAZZO” ที่มุ่งเจาะเซ็กเม้นต์ใน ระดับลักชัวรี่ มีราคาขายตั้งแต่ 35-60 ล้านบาทขึ้นไป

ปี 2563 เอพี ยังมองว่า จะเป็นอีกหนึ่งปีทองของโครงการแนวราบ ที่มองเห็นเทรนด์การขยายตัวอย่างชัดเจนมา ตลอดในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา ปีนี้เอพีมีแผนจะขยายตลาดออกไปสู่ต่างจังหวัด เอพีก็ไม่ลืมที่จะหยิบเอาจุดแข็งของการเป็น นักพัฒนาโครงการแนวราบออกไปบุกตลาด โดยเน้นการออกแบบที่ต้องสอดรับกับความต้องการ และพฤติกรรมของคน ในแต่ละพื้นที่ ตามคอนเซ็ปต์ Dynamic Personalized Model เป็นการออกแบบ และพัฒนาโครงการที่จะปรับเปลี่ยน รูปแบบ และคอนเซ็ปต์ดีไซน์ตาม Living Pattern ที่แตกต่างกันของกลุ่มเป้าหมายในแต่ละโลเกชั่น

 

วิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ บมจ. เอพี (ไทยแลนด์) กล่าวถึง แผนการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2563 บริษัทยังคงดำเนินงานตามโรดแม็บ MASTER PLAN FOR TOMORROW  ที่วางไว้ตั้งแต่ต้นปี ด้วยการเดินหน้าขยายขอบเขตในการสร้างพิมพ์เขียวแห่งการอยู่อาศัย คุณภาพให้ครอบคลุมความต้องการของคนไทยที่มากขึ้น ผ่านแผนการเปิดตัวโครงการแนวราบใน 5 จังหวัด ด้วยแบรนด์ “อภิทาวน์” มูลค่ารวม 4,700 ล้านบาท ได้แก่ นครศรีธรรมราช ระยอง อยุธยา ขอนแก่น และเชียงราย ในรูปแบบมิกซ์ โปรดักต์ (Mix Products) ที่ตอบโจทย์ความต้องการเรื่องอยู่อาศัยทั้งในแบบบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม ด้วย ราคาเริ่มต้น 1.5 - 9 ล้านบาท

 “อภิทาวน์ เป็นชื่อแบรนด์สำหรับการทำตลาดในต่างจังหวัด ที่เพิ่มเข้ามาในพอร์ตของเอพี สื่อถึงความตั้งใจที่ จะสร้าง และส่งมอบมาสเตอร์แพลนแห่งการอยู่อาศัยที่มีคุณภาพให้กับคนไทยทุกคน ด้วยการผสาน 2 จุดแข็งหลัก คือ หนึ่ง Leading in SPACE Design การเป็นผู้นำในเรื่องของสเปซดีไซน์ โดยรูปแบบบ้านในแต่ละโครงการจะได้รับการ ออกแบบเพื่อให้สอดรับกับความต้องการและพฤติกรรมของคนในแต่ละจังหวัดตามคอนเซ็ปต์ Dynamic Personalized Model

 

สอง Tech-Life Management การนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ในการอยู่อาศัย ด้วยการติดตั้งนวัตกรรม คัดสรรภายในโครงการ ซึ่งเป็นนวัตกรรมการบริหารจัดการความปลอดภัยภายในหมู่บ้านตลอด 24 ชั่วโมง ทำหน้าที่คัดสรร ดูแลความปลอดภัยในทุกมิติของการอยู่อาศัยภายในหมู่บ้านจัดสรร ผ่านระบบแพลตฟอร์มอัจฉริยะ โดย อภิทาวน์ โครงการแรก จะเปิดตัวที่ นครศรีธรรมราช พรีเซลส์ในช่วงวันที่ 26-27 กันยายน และโครงการอื่นๆ ในช่วงเดือนตุลาคม”

เอพี มั่นใจว่า ด้วยศักยภาพของการเป็นนักพัฒนาที่มีอยู่ จะสามารถทำให้เอพีแข่งขันกับผู้พัฒนาในตลาด ท้องถิ่นได้ เพราะสิ่งที่จะนำไปเป็นจุดขายก็ล้วนแต่เป็นมาตรฐานของเอพี แม้ว่าปัจจัยหลักๆ ในการตัดสินใจซื้อยังคง เป็นเรื่องของราคา แต่เอพีก็มั่นใจว่าจะสามารถทำราคาออกมาได้ไม่แตกต่างมากนัก

“ทุกคนพูดถึงแนวราบมาตั้งแต่ต้นปี ทุกคนพยายามที่จะพัฒนา ซึ่งการแข่งขันลงไปที่แนวราบมาตั้งแต่ต้นปีแล้ว ดังนั้นก็อยู่ที่เรื่องของความรู้ความชำนาญในการพัฒนา เช่น วิธีการเลือกที่ดิน วิธีการพื้นที่ภายในโครงการ วิธีการสร้าง ส่วนกลาง ก็เป็นปัจจัยสำคัญ”

 

นอกจากนี้ เอพี ยังเตรียมแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ในกรุงเทพฯ อีกจำนวน 21 โครงการ โดยเป็นบ้านเดี่ยว 8 โครงการ มูลค่า 7,970 ล้านบาท และทาวน์โฮม 13 โครงการ มูลค่า 13,330 ล้านบาท รวมครึ่งปีหลังบริษัทเตรียมเปิดตัว โครงการใหม่รวมทั้งสิ้น 26 โครงการ มูลค่ารวม 26,000 ล้านบาท

ในส่วนของโครงการคอนโดมิเนียม ในครึ่งปีหลังเอพีมีคอนโดมิเนียมใหม่ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จอยู่ในแผนการส่งมอบ จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ LIFE อโศก-พระราม 9 มูลค่าโครงการ 9,800 ล้านบาท สถานะยอดขาย 94% พร้อมส่งมอบเดือน สิงหาคมนี้ และ ASPIRE อโศก-รัชดา มูลค่าโครงการ 2,900 ล้านบาท ยอดขาย 95% พร้อมส่งมอบเดือนสิงหาคมนี้เช่นกัน

บริษัทยังมีแบ็คล็อกคอนโดมิเนียมที่รอรับรู้ไปในอีก 3 ปีข้างหน้า (จนถึงปี 2566) มูลค่ามากถึง 42,915 ล้านบาท ด้านโครงการที่อยู่ระหว่างการขาย บริษัทฯ มีคอนโดมิเนียมที่อยู่ระหว่างการขายจำนวน 18 โครงการ มูลค่าคงเหลือขาย 21,000 ล้านบาท จึงมั่นใจว่าจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นถึงแม้จะส่งผลให้ผู้ซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อลงทุนระยะสั้นชะลอการ ตัดสินใจลงทุน แต่ลูกค้ากลุ่มที่ซื้อเพื่อลงทุนระยะยาวก็ยังคงเห็นถึงความคุ้มค่าของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มากกว่า การลงทุนในรูปแบบอื่น

อย่างไรก็ตาม ภายใต้วิสัยทัศน์ของ EMPOWER LIVING ส่งผลให้ผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรกสามารถ สร้างยอดขายรวมได้ทั้งสิ้น 15,085 ล้านบาท จากการเปิดตัวโครงการแนวราบใหม่ 14 โครงการ มูลค่า 15,500 ล้านบาท และจากโครงการอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างการขายอีกกว่า 100 โครงการ มูลค่าคงเหลือขาย 70,000 ล้านบาท พร้อมประสบความ สำเร็จในการโอนกรรมสิทธิ์ LIFE ลาดพร้าว คอนโดมิเนียมร่วมทุนที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ เริ่มทยอยส่งมอบเมื่อเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา และเชื่อว่าดีมานด์คอนโดยังคงมีอยู่ ด้วยความคุ้มค่าของสินทรัพย์ที่มากกว่าการลงทุนรูปแบบอื่น

“ปัจจัยที่ทำให้เราประสบความสำเร็จ อย่างแรกเกิดจากการปรับตัวของเราเองที่มุ่งตอบสนองความต้องการของ ลูกค้า ยกตัวอย่างในช่วงโควิด เราก็สามารถทำให้ลูกค้าสามารถตรวจรับห้อง และสามารถพูดคุยกับฝ่ายขายได้โดยผ่าน ระบบออนไลน์ด้วยเทคโนโลยี vTOUR สามารถพาชมโครงการออนไลน์แบบเรียลไทม์ หรือมีมาตรการอื่นๆ ที่นำเรื่องของ เทคโนโลยีเข้ามารองรับ ควบคู่ไปกับการทำโปรโมชั่นต่างๆ ที่มีออกมาอย่างต่อเนื่อง มีการทำแคมเปญร่วมกับ Love is จึงเป็นผลตอบรับจากการที่เราทำงานหนักมาอย่างต่อเนื่อง” วิทการ กล่าว 

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.