7,824
VIEWS

โครงการหลวง สู่มูลนิธิโครงการหลวง

Oct 14, 2017 S.Worapol

"การช่วยเหลือสนับสนุนประชาชนในการประกอบอาชีพ และตั้งตัวให้มีความพอกินพอใช้ก่อนอื่นเป็นพื้นฐานนั้น เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะผู้ที่มีอาชีพและฐานะเพียงพอที่จะพึ่งตนเอง ย่อมสามารถสร้างความเจริญก้าวหน้าระดับที่สูงขึ้นต่อไปได้โดยแน่นอน"

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๑๗

บนภูเขาสูงหลายจังหวัดในภาคเหนือ ทุกพื้นที่เป็นเสมือนบ้านของชาวเขาเผ่าต่างๆ ทั้ง อีก้อ ม้ง มูเซอ ลีซอ เย้า และกะเหรี่ยง

ชาวเขา เหล่านี้มักมีธรรมชาติที่เหมือนกัน คือ การใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว การตั้งถิ่นฐานก็อยู่กันอย่างเป็นเอกเทศ ไม่คบหาสมาคมกับใคร มีภาษา วัฒนธรรม ชาติพันธุ์ของตนเอง และประกอบอาชีพด้วยการทำไร่เลื่อนลอย จนส่งผลให้เกิดปัญหา การบุกรุกแผ่วถาง รวมไปถึง การเผาป่า เพื่อเพาะปลูกพืชไร่ พอเกิดปัญหาดินเสื่อมโทรมที พวกเขาก็จะบุกรุกพื้นที่ใหม่ไปเรื่อยๆ

ยิ่งคนพื้นราบก็ซ้ำเดิมด้วยการเข้าไปบุกรุกเข้าพื้นที่ป่า ซึ่งเป็นเสมือนบ้านหลังใหญ่ของพวกเขาด้วยแล้ว ก็ยิ่งกลายเป็นแรงผลักดันให้พวกเขาต้องหันไปปลูกฝิ่น ที่สามารถทำรายได้ที่สูงกว่า โดยนำเมล็ดพันธุ์ที่ได้มาจากประเทศจีนที่เคยเป็นตลาดใหญ่ในช่วงศตวรรษที่ ๑๙

ในปี พ.ศ. ๒๕๐๒ รัฐบาลไทยได้มีการออกกฎหมายห้ามปลูกฝิ่น แต่กฎหมายฉบับนี้มาใช้บังคับชาวเขาไม่ได้ผลมากนัก เนื่องจากในขณะนั้นยังไม่มีพืชชนิดใดที่สามารถทดแทนรายได้จากการปลูกฝิ่นได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ

จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๕๑๒ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จแปรพระราชฐาน ณ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่ พระองค์เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมชาวเขา ทรงมีพระราชปฏิสันฐาน จนพวกเขากล้าที่จะเปิดใจพูดทุกเรื่อง และนับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา พระองค์จึงเกิดความสนพระราชหฤทัยในชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเขาอย่างจริงจัง

มีอยู่วันหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระราชดำรัสกับชาวม้งว่า นอกจากฝิ่นแล้ว แหล่งรายได้ของพวกเขานั้นมาจากไหน?

คำตอบที่ได้ คือ จาก ลูกท้อ ซึ่งเป็นท้อพันธุ์พื้นเมืองผลเล็กๆ ชาวม้ง ยังกราบบังคมทูลอีกว่า รายได้จาก ฝิ่น และ ท้อ นั้นพอๆ กัน

จากคำตอบนี้กลายเป็นที่มาของการเริ่มต้น โครงการหลวง 

ปัญหาจากฝิ่น

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระราชดำรัสว่า "ดูเหมือนว่า ฝิ่น จะเป็นหัวใจของปัญหา"

ขณะที่ หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ประธานมูลนิธิโครงการหลวง ซึ่งเป็นผู้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในครั้งนั้น กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของโครงการหลวงว่า

"พระองค์ท่านพระราชทานพระราชดำริให้พวกเราทาบกิ่งพืชพันธุ์ดีผลใหญ่บนตอของท้อพื้นเมือง ซึ่งมีผลเล็ก เพื่อให้ชาวเขามีรายได้สูงกว่าฝิ่น"

ในที่สุดเพื่อเป็นการแก้ปัญหาของชาวเขาให้เป็นรูปธรรม พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ซื้อที่ดินจัดตั้ง โครงการพระบรมราชานุเคราะห์ชาวเขา (ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๒๓ โครงการนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็นโครงการหลวง)

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน สโมสรโรตารี กรุงเทพฯ ก็ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงินจำนวน ๓๐๖,๗๐๐ บาท เพื่อเข้าโครงการส่วนพระองค์ที่เพิ่งก่อตั้งด้วย

จุดเริ่มต้นของโครงการหลวง จึงมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อช่วยให้ชาวเขาเลิกย้ายที่ทำกิน หยุดทำลายป่าเพื่อปลูกฝิ่น และยังหวังให้ชาวเขาเปลี่ยนบทบาทจาก ผู้ทำลาย ไปเป็น ผู้รักษาป่า และต้นน้ำลำธาร ทางภาคเหนือเอาไว้ โดยให้พวกเขาได้ทดลองปลูก พืชเศรษฐกิจ หรือพืชเมืองหนาว ต่างๆ ที่สามารถขายผลผลิตให้กับผู้บริโภคได้

ในปีแรก โครงการหลวง ได้เข้าไปจัดสร้างโรงเรียน ร้านค้าสหกรณ์ และธนาคารข้าวในหมู่บ้าน ทั้งยังให้การสนับสนุนการเปิดอบรมพิเศษที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อฝึกตำรวจตระเวนชายแดนให้เป็นครูสอนหนังสือแก่ชาวเขา ในระหว่างนั้นผู้เชี่ยวชาญเรื่องพืชจาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้มาทดลองทาบกิ่ง พีช จากออสเตรเลียบนตอท้อพื้นเมืองที่สวนสองแสน ซึ่งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเล ๑,๒๒๐ เมตร นอกตัวเมืองเชียงใหม่

ปัจจุบัน โครงการหลวง มีสถานีทดลองบนภูเขาสูง ๖ แห่ง ได้แก่ ดอยอ่างขาง ปางดะ แม่ลอด ดอยอินทนนท์ ดอยปุย โดยมี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้กำกับดูแล และที่ดอยขุนวาง อยู่ในความรับผิดชอบของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

สร้างอาชีพชาวเขา

ที่ผ่านมา การเข้าไปสร้างอาชีพให้แก่ชาวเขาไม่มีปัญหาหรืออุปสรรคแต่ประการใด เนื่องจากชาวบ้านทราบว่าบุคลากรของโครงการหลวง ทำงานถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชจึงยอมรับบุคคลเหล่านั้นเป็นอย่างดี เพราะทราบว่าคนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชนั้นไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐบาล ซึ่งพยายามจะให้เขาเลิกปลูกฝิ่นอย่างเดียว

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ชาวเขาต่างประทับใจและจดจำภาพแห่งพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงประทับกับพื้น มีพระราชปฏิสันถารกับชาวบ้านที่มานั่งเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จอยู่ที่พื้นดิน ทั้งที่ตรงหน้าพวกเขาก็มีเก้าอี้อยู่หลายตัวที่จัดไว้สำหรับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและข้าราชบริพารที่ตามเสด็จ แต่พระองค์กลับทรงประทับบนพื้นดินเช่นเดียวกับพวกเขา

หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ได้เคยพูดถึง โครงการหลวง ไว้เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๗ ว่า

"เราคิดว่าสตรอเบอรี่จะเป็นพืชผลที่ดี เพราะทำเงินได้เร็วมาก บางทีเพียงแค่ ๓ เดือนหลังจากปลูก ดังนั้นเราจึงคัดเลือกชาวม้ง ๓ คนให้พยายามปลูกสตรอเบอร์รี่ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากนัก เพราะพวกม้งรู้ว่าเรามาจากโครงการของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระราชประสงค์ที่จะช่วยให้พวกเขามีรายได้มากขึ้น และพวกเขาก็ยอมรับ

เมื่อเริ่มเก็บเกี่ยว เงินจะเข้ากระเป๋าพวกเขาโดยตรง เรานำผลผลิตไปสู่ตลาดให้พวกเขา และเขาก็ได้รับเงิน ฤดูหน้านี้มีคนเป็นจำนวนมากอยากปลูกสตรอเบอรี่ เราเพียงแต่ให้พวกเขาลองดู เราจัดหาต้นกล้าและปุ๋ยให้ เราใช้ปุ๋ยธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ แต่เราก็ต้องเติมธาตุอาหารบางอย่างกลับลงไปในดินด้วย"

พืชผลที่ทดลองปลูกในโครงการหลวง มีทั้งผลไม้เมืองหนาว และผัก ดอกไม้ เฟิร์น กาแฟ ชา เห็ดหอมชิตาเกะ สตรอเบอรี่ เสาวรส ฝรั่ง สมุนไพร มันฝรั่ง ถั่วต่างๆ ธัญพืช และไม้โตเร็ว

 ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์จากโครงการหลวง มีมากกว่าร้อยรายการ ส่วนใหญ่เป็นอาหารสดปลอดสารพิษ อาทิ

- ผักสด เช่น คะน้ายอดดอยคำ ผักกาดหวาน บรอกโคลี่ มะเขือเทศ ฯลฯ

- ผักอินทรีย์ เช่น ยอดชาโยเต้ กะหล่ำปลีหัวใจ ปวยเหล็ง ฯลฯ

- สมุนไพรสดและกระถาง เช่น โรสแมรี่ ลาเวนเดอร์ อิตาเลียนพาร์สเลย์ ออริกาโน ฯลฯ

- ไม้ผล เช่น พลับ เสาวรส อโวกาโด ฯลฯ

- พืชไร่ เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ถั่วอะซูกิ ถั่วแดงหลวง เมล็ดลินิน ฯลฯ

- ชา-กาแฟ เช่น ชาจีนหยวนจืออู่หลง ชาจีน # ๑๒ ชาจีนลูกผสม ชาเขียว กาแฟคั่ว ฯลฯ

- ไม้ดอก-ไม้กระถาง เช่น กนกนารี มังกรคาบแก้ว ไอวี่ ไฮเดรนเยีย ฯลฯ

- เฟิร์นกระถาง เช่น เฟิร์นก้านดำ กูดดอยใบมัน ข้าหลวง ฯลฯ

- ดอกไม้แห้ง เช่น บุหงา ผลิตภัณฑ์ดอกมะลิ ฯลฯ

- สมุนไพรแปรรูป เช่น ยาสีฟัน สบู่ โลชั่น เกลือขัดผิว เจลอาบน้ำ ฯลฯ

- ผลิตภัณฑ์โรงงานแปรรูป เช่น น้ำพริกหนุ่ม ขนมปังฟักทอง น้ำพริกถั่วแดง ฯลฯ

- ผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ ได้แก่ แฮมกระต่ายรมควัน แฮมไก่พันธุ์ลูกผสม

- ผลิตภัณฑ์ประมง ได้แก่ ปลาเทราท์สด และรมควัน

- ผลิตภัณฑ์ป่าไม้ ได้แก่ ถ่านอัดแท่ง และน้ำส้มไม้

- ผลิตภัณฑ์หัตถกรรม เช่น ปลอกหมอนอิงลายชาวเขา ผ้าปูโต๊ะลินินปักลาย ฯลฯ

- ของที่ระลึก เช่น หนังสือที่ระลึก บัตรอวยพร สมุดบันทึก ฯลฯ

- หนังสือ เช่น หนังสืออร่อยกับดอยคำภาษาไทย-อังกฤษ, ของว่าง เครื่องดื่มดอกไม้ และน้ำปั่นดอยคำ

- ผลิตภัณฑ์โครงการปุ๋ยหมัก ได้แก่ วัสดุเพาะกล้า และปุ๋ยหมัก

- ผลิตภัณฑ์โครงการปุ๋ยน้ำและปุ๋ยไฮโดรโพนิค ได้แก่ ปุ๋ยไฮโดรโพนิคสำหรับผักใบ และปุ๋ยอินทรีย์น้ำ

- ผลิตภัณฑ์บริษัทดอยคำ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เครื่องกระป๋องชนิดต่างๆ เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

สู่มูลนิธิโครงการหลวง

เมื่อผลผลิตที่ปลูกทยอยออกสู่ตลอด รายได้จากน้ำพักน้ำแรงก็ตอบกลับคืนสู่ผู้ปลูก ความสำเร็จของ โครงการหลวง พิสูจน์ได้จากคำบอกเล่าของชาวบ้านที่ว่า

"เราขายผักได้ราวๆ กิโลกรัมละ ๔ บาท ผัก ๓๐๐ กิโลกรัม วันนี้เราคงขายได้ประมาณ ๑,๐๐๐ บาท ก่อนจะมีโครงการหลวงนี่เราฐานะค่อนข้างย่ำแย่ แต่ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว ก่อนมีโครงการเราไม่ค่อยมีโอกาสเห็นเงิน ๑,๐๐๐ บาทเลย แต่เดี๋ยวนี้เราคาดหวังได้ถึง ๓,๐๐๐ บาท"

ในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงมีพระราชดำริให้เปลี่ยนแปลงสถานภาพของ โครงการหลวง โดยโปรดเกล้าฯให้จดทะเบียนเป็น มูลนิธิ เพื่อเป็นองค์กรนิติบุคคล มีกฎหมายรองรับ ภายใต้ชื่อใหม่ว่า มูลนิธิโครงการหลวง และพัฒนาพืชสายพันธุ์ใหม่ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งแยกไปจัดตั้งเป็นนิติบุคคลภายใต้ชื่อ บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ผลิตสินค้าภายใต้ตรา ดอยคำ

หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี กล่าวถึงการจำหน่ายสินค้าของ โครงการหลวง ว่า

"เรามีตลาดพืชผลทั้งที่นี่และกรุงเทพฯ ขนส่งโดยรถห้องเย็นและรถบรรทุก ตลาดส่วนใหญ่ของเราอยู่ในประเทศ แต่เรามีหน่วยแปรรูปอาหารอยู่แห่งหนึ่งที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่"

ผลผลิตของ โครงการหลวง นอกจากจะหาซื้อได้ที่ ร้านมูลนิธิโครงการหลวง เองแล้ว ยังสามารถหาซื้อได้ที่ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ มูลนิธิสายใจไทย โครงการทูบีนัมเบอร์วัน ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ร้านศูนย์ศิลปาชีพ 904, ร้านภูฟ้า โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา

ส่วนเรื่องการทำตลาด ด้วยพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชจึงไม่จำเป็นต้องทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์โครงการหลวง หม่อมเจ้าภีศเดช กล่าวเสริมว่า

"เรามีงานออกร้านที่เชียงใหม่ทุกปี และมีผู้คนพากันมาทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงินแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยไม่ขอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท บางครั้งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราชดำเนินที่หมู่บ้าน และชาวบ้านได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงินกับพระหัตถ์"

นอกจากนั้นทั้งสถานีต่างๆ ของโครงการหลวงทั้ง ๓๖ แห่ง ที่กระจายอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ในภาคเหนือก็กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวไปด้วย เพราะวัฒนธรรมของชาวเขาเผ่าต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

การเกิดขึ้นของโครงการหลวง จึงกลายเป็นการสร้างอาชีพจากการปลูกและขายผลผลิตพืชพันธุ์ และสร้างรายได้เสริมจากการขายของที่ระลึกจากชาวเขาเผ่าต่างๆ และเผยแพร่วัฒนธรรมอันหลากหลายที่หาชมได้ยากไปในตัว

นอกจากนี้ ผลพลอยได้จากการเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาดูวัฒนธรรมของชาวเขา ทำให้พวกเขาเกิดความรู้สึกรักและหวงแหนในวัฒนธรรมของตนเอง และอยากจะเก็บรักษาวิถีชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิมเอาไว้

ปัจจุบัน โครงการหลวง ทั้ง ๓๖ สาขา กระจายอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน พะเยา และน่าน ครอบคลุมหมู่บ้านประมาณกว่า ๓๐๐ หมู่บ้าน สร้างรายได้ให้แก่ครอบครัวทั้งหมดมากกว่า ๑๔,๐๐๐ ครอบครัว

"โครงการของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชช่วยให้เราซื้อปุ๋ยและสารเคมีได้ การศึกษาก็ดีขึ้น เพราะมีครูมาสอนที่หมู่บ้าน เดี๋ยวนี้เราเรียนระดับมัธยมต้นเพื่อพัฒนาตัวเอง เราคิดจะอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิต จริงๆ แล้วเราพอใจที่จะอยู่ที่นี่มากกว่าที่จะเข้าไปหางานอื่นทำในเมือง เนื่องจากตอนนี้ชีวิตความเป็นอยู่ที่นี่ก็ดีทีเดียว"

คำบอกเล่าของชาวเขาเกี่ยวกับ โครงการหลวง ย่อหน้าสุดท้ายนี้ ย่อมสามารถสรุปใจความสำคัญถึงความสำเร็จของโครงการหลวงได้เป็นอย่างดี

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.