3,509
VIEWS

J. Crew และ Lord & Taylor ค้าปลีกดังในสหรัฐทยอยยื่นขอล้มละลาย

May 07, 2020 P.Patikom

ธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า Brick-and-mortar ในสหรัฐประสบปัญหาต่อเนื่องมาตลอดช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา สาเหตุใหญ่ ก็มาจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของ Amazon ผู้นำธุรกิจอีคอมเมิร์ซของสหรัฐและของโลก ค้าปลีกแบบดั้งเดิมในสหรัฐจำนวนมาก จึงต้องบ้างก็ปิดสาขามากมายหลายสาขา บ้างก็ปิดตัว

ต้องเรียกว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัดจริงๆ ผลกระทบจากอีคอมเมิร์ซต่อธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิม ก็เป็นปัญหาใหญ่อยู่แล้ว นี่ยังถูกถล่มซ้ำ จากการระบาดของ Coronavirus (COVID-19) ทั่วโลก และสหรัฐอเมริกาได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากการระบาดใหญ่นี้ และธุรกิจ ค้าปลีกแบบดั้งเดิมได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพราะคนส่วนใหญ่อยู่กับบ้านเพื่อให้ปลอดภัยจากไวรัส ไม่ออกไปจับจ่ายซื้อสินค้า จากร้านค้าปลีก

ล่าสุด โรคระบาดมีผลกระทบแล้วกับค้าปลีกชื่อดังของสหรัฐ 2 ราย J.Crew และ Lord & Taylor

J.Crew เป็นค้าปลีกอเมริกัน ทำธุรกิจมามากกว่า 30 ปี ขายสินค้าประเภทแฟชั่นมีสไตล์สำหรับผู้หญิง ผู้ชาย และเด็ก รวมทั้งรองเท้าผ้าใบ ชุดสูท กางเกงยีนส์เดนิม ฯลฯ มีสาขาเกือบ 500 แห่งทั่วสหรัฐอเมริกา การระบาดทั่วโลกและการระบาดหนักในสหรัฐฯของ COVID-19 ส่งผลกระทบต่อธุรกิจของ J.Crew หนักมาก เพราะผู้บริโภคไม่ออกมาซื้อสินค้า

ในที่สุด J.Crew ก็ได้ยื่นขอล้มละลายต่อศาลรัฐบาลกลาง ในมลรัฐเวอร์จิเนีย ด้วยข้อตกลงที่จะกำจัดหนี้ 1.65 พันล้านดอลลาร์ เพื่อแลก กับการให้เจ้าหนี้เข้ามาเป็นเจ้าของ โดยรวมแล้วหนี้จำนวน 2 พันล้านดอลลาร์จะถูกยกเลิกและแลกเปลี่ยนเป็นเงินประมาณ 82%  ของผู้ถือ หุ้นในร้านค้าปลีกภายใต้ข้อกำหนดของแผน ตามบันทึกของศาล

 

J.Crew ซึ่งมีพนักงานประมาณ 13,000 คน เป็นผู้ค้าปลีกรายใหญ่รายแรกที่แสวงหาการป้องกันการล้มละลายเนื่องจาก Coronavirus แพร่กระจายไปทั่วโลก ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐสั่งให้ธุรกิจที่ไม่จำเป็นต้องปิดกิจการชั่วคราว

การระบาดของโรค Coronavirus ทำให้ J.Crew ต้องปิดร้านสาขาเกือบ 500 สาขา, J. Crew Factory Outlet และ Madewell Stores ชั่วคราวทำให้ยอดขายหายไปเกือบ 900 ล้านดอลลาร์ 

Anchorage Capital Group, Blackstone Group Inc’s GSO Capital Partners และ Davidson Kempner Capital Management ถือส่วนสำคัญของหนี้สินของ J. Crew และอยู่ในการควบคุมของบริษัท

พวกเขายังจัดหาเงินทุนใหม่ประมาณ 400 ล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยเหลือการดำเนินงานของ J.Crew ในขณะที่ดำเนินการตามกระบวนการ ล้มละลาย Chapter 11 และ  J. Crew คาดว่า การถูกให้ล้มละลายจะเกิดในเดือนกันยายน ภายใต้ข้อตกลงกับผู้ให้กู้

J. Crew เปิดสาขาแรกที่ใจกลางเมืองแมนฮัตตันในปี 1989 และขยายไปทั่วสหรัฐอเมริกาและต่างประเทศ และเข้าตลาดหลักทรัพย์ นิวยอร์กในปี 2006

 

ค้าปลีกดังสายเลือดอเมริกันอีกรายที่ถูกการระบาดของ Coronavirus ซ้ำเติม คือ Lord & Taylor ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าขายสินค้าหรู ในสหรัฐอเมริกา และเป็นห้างสรรพสินค้าที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1826 ได้เตรียมเซ้งกิจการทันทีที่กลับมาเปิดใหม่ Lord & Taylor วางแผนที่จะชำระบัญชีสินค้าคงคลังสำหรับห้างสรรพสินค้าสาขาของมัน 38 แห่ง เมื่อข้อจำกัดเพื่อควบคุมการแพร่กระจายของ Coronavirus ได้ถูกยกขึ้นมา ส่งผลให้กระบวนการล้มละลายเกิดจากสาเหตุที่ไม่คาดว่าจะเกิดขึ้น 

การเตรียมการของ Lord & Taylor ในการชำระบัญชีสินค้าคงคลังทันทีที่ร้านค้าเปิด ทำให้เห็นภาพอนาคตที่น่ากลัวของผู้ค้าปลีกรายใหญ่ ในสหรัฐ

ผู้ค้าปลีกที่ดำเนินการชำระบัญชีที่จะ “เลิกทำธุรกิจ” จะขายสินค้าในราคาถูกเพื่อระดมเงินสด และร้านค้าของพวกเขามักจะกลายเป็น แม่เหล็กสำหรับผู้บริโภคที่กำลังมองหาสินค้าราคาถูก Lord & Taylor กำลังยื่นขอล้มละลาย และมีการชำระบัญชีในภายหลังจนกว่า จะสามารถเปิดร้านค้าใหม่เพื่อดึงดูดนักช้อปเหล่านั้น แหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยตัวตนกล่าว

คาดว่า Lord & Tailor จะปิดร้านค้าทั้งหมดอย่างถาวรเมื่อมีการขายสินค้าคงค้างหมด แหล่งข่าวกล่าว Lord & Taylor ได้มองหาตัวเลือก    อื่นๆ ในการยื่นขอล้มละลายด้วย เช่น พยายามเจรจาขอบรรเทาหนี้กับเจ้าหนี้ และหาแหล่งเงินกู้เพิ่มเติม

แหล่งข่าวกล่าวว่า ยังมีความเป็นไปได้ที่การระดมทุนจากภายนอก หรือการยื่นมือเข้าช่วยเหลืออื่น ๆ สามารถช่วยเหลือ Lord & Taylor และแหล่งข่าวขอไม่ให้ระบุเพราะการเตรียมการชำระบัญชีเป็นความลับ

Lord & Taylor ไม่ตอบสนองต่อการร้องขอความคิดเห็นจาก REUTERS

Lord & Taylor เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการห้างสรรพสินค้าที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ก่อตั้งขึ้นโดยผู้อพยพชาวอังกฤษ 2 คน ทางฝั่งตะวันออก ตอนล่างในนครนิวยอร์กในปี 1826 ในช่วงสงครามกลางเมืองในสหรัฐอเมริกาในปี 1860 ได้เปิดตัวแผนกพิเศษ ขายเครื่องแต่งกาย ไว้ทุกข์สำหรับหญิงม่าย

Lord & Taylor เปิดร้านเรือธงบนถนน Fifth Avenue ของแมนฮัตตันในปี 1914 และกลายเป็นที่รู้จักในเรื่องของแฟชั่นหรู และการจัดแสดง Window Display ในวันหยุด

บริษัทการลงทุน NRDC Equity Partners ได้ซื้อ Lord & Taylor ในราคา 1.2 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2006 เมื่อธุรกิจของห้างสรรพสินค้า ยังคงไปได้ดี และต่อมาก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Hudson's Bay Company

ในปี 2019 Hudson 's Bay ได้ขายร้านเรือธงของเชนห้างฯให้กับ WeWork ในราคา 850 ล้านดอลลาร์ ต่อมา Le Tote ได้ซื้อ Lord & Taylor เพื่อขยายธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ไปสู่ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม (Brick-and-mortar)

ยังมีผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าอื่นๆ ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแข่งขันกับคู่แข่งออนไลน์ และถูกซ้ำเติมจากการระบาดของ Coronavirus กำลังดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด  Neiman Marcus Group วางแผนที่จะยื่นขอล้มละลายในอีกไม่กี่วันในขณะที่ J.C. Penney Company Inc. กำลังพิจารณาการเคลื่อนไหวที่คล้ายกัน ตามที่ REUTERS ได้รายงานไปแล้วก่อนหน้านี้

Cr : REUTERS

Source

Source

-None-

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.