5,466
VIEWS

คิดแบบ “เสี่ยเจริญ” อยากชนะ ต้องคอนโทรลได้ทั้งซัพพลายเชน

Apr 24, 2020 R.Somboon

ว่ากันว่า สไตล์การทำธุรกิจของแต่ละเจ้าสัวในบ้านเรา อาจจะมีวิธีการที่แตกต่างกันออกไป แต่สิ่งที่คล้ายๆ กันก็คือ การเข้าไปคอนโทรลในธุรกิจที่ทำให้ครอบคลุมตลอดทั้งซัพพลายเชนตั้งแต่ต้นน้ำ คือการผลิต กลางน้ำที่เป็นเรื่องของการจัดจำหน่าย และปลายน้ำคือร้านค้าปลีก ซึ่งหากสามารถคอนโทรลตลอดทั้งซัพพลายเชน โอกาสที่จะเติบโตแบบแข็งแกร่งก็มีตามมา

1 ในกรณีศึกษาที่สะท้อนภาพเรื่องนี้ได้ดีก็คือ การเดินทัพของกลุ่มทีซีซี ของเสี่ยเจริญ สิริวัฒนภักดี ที่ใช้รูปแบบดังกล่าวในการสยายทัพธุรกิจออกยังหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดอาเซียน ที่เป็นตลาดเป้าหมายหลักของเจ้าสัวไทยรายนี้ ที่นิยมใช้วิธีการสร้างทางลัดด้วยการเทคโอเวอร์ธุรกิจที่สามารถนำมาต่อยอด หรือลดขั้นตอนให้สั้นลง อย่างการเข้าไปซื้อบริษัทผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ในประเทศเวียดนามอย่าง Sebeco และการเข้าไปซื้อบริษัท แกรนด์ รอยัล กรุ๊ป ในเมียนมา เพื่อใช้เป็นเส้นทางลัดในการเข้าตลาดทั้ง 2 ประเทศ เป็นต้น

 

หากร้อยเรียงการไล่ซื้อกิจการแต่ละธุรกิจ จะพบว่าแม้จะดูต่าง Category กัน ทว่าแต่ละกิจการที่เครือทีซีซี ซื้อกิจการเข้ามานั้น สามารถต่อยอดและเกื้อหนุนกันได้เป็นอย่างดี โดยมีเป้าหมายต้องการคลุม Supply Chain Solutions ทั้งในประเทศ และระดับอาเซียน          

เหมือนเมื่อครั้งที่ทีซีซี กรุ๊ป เข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ หรือบีเจซี เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับอาณาจักรทีซีซี กรุ๊ป ให้ครบวงจรมากขึ้น และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในการต่อสู้ทั้งกับคู่แข่งในประเทศ และต่างประเทศ

เสี่ยเจริญ สิริวัฒนภักดี ได้กำหนดยุทธศาสตร์ต้องการให้ “บีเจซีเป็นองค์กรชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ที่มีการบริหารจัดการทั้งระบบ Supply Chain ตั้งแต่การผลิต การจัดจำหน่าย ไปจนถึงธุรกิจค้าปลีก

ด้วยเหตุนี้ที่ผ่านมา บีเจซีจึงแสวงหาโอกาสเข้าไปลงทุนในตลาดอาเซียนอย่างต่อเนื่อง โดยจะเริ่มจากการลงทุนในธุรกิจจัดจำหน่าย หรือ Distributor เพื่อนำสินค้าของบีเจซีที่ผลิตในประเทศไทยไปจำหน่ายในประเทศต่างๆ ในอาเซียน รวมทั้งรับเป็น Distributor ให้กับสินค้าไทยที่สนใจทำตลาดอาเซียน

เหมือนอย่างการเข้าไปถือหุ้น 75% ในบริษัท ไทยคอร์ป อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภค - บริโภคในเวียดนาม และกัมพูชา ที่ทำหน้าที่กระจายสินค้าให้กับกลุ่มบีเจซี สินค้าของไทยเบฟเวอเรจ และเปิดรับกระจายสินค้าให้กับลูกค้านอกเครือ

 

ในเวลานี้บางประเทศในแถบอินโดจีนที่บีเจซีเข้าไปลงทุน เริ่มเห็นการลงทุนทั้งในส่วนการผลิต และการจัดจำหน่ายบ้างแล้ว เช่น การร่วมทุนตั้งโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์แก้ว และโรงงานผลิตกระป๋องในเวียดนาม เพื่อรองรับอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในเวียดนามที่ขยายตัว และมีความเป็นไปได้ว่าจะรองรับการรุกตลาดอาเซียนของกลุ่มธุรกิจในเครือทีซีซี

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการเข้าไปลงทุนในธุรกิจค้าปลีกทั้งในเวียดนาม และในประเทศไทยที่การซื้อบิ๊กซี ถือเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่จะทำให้กลุ่มทีซีซีสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ในวงกว้างมากขึ้น ที่สำคัญ บิ๊กซียังเป็นหัวหอกสำคัญในการรุกเข้าไปทำตลาดในอีกหลายประเทศของอาเซียน

 

แม้ล่าสุดจะพลาดในการซื้อธุรกิจของเทสโก้ โลตัสในประเทศไทยและมาเลเซีย แต่บิ๊กซี ก็ยังถือว่าเป็น 1 ในผู้เล่นสำคัญของตลาดค้าปลีกในบ้านเรา และอาเซียน โดยตัวเลขสาขาทั้งหมดของบิ๊กซี ณ สิ้นปีที่แล้ว จะมีร้านค้าปลีกที่เป็นฟอร์แมตของไฮเปอร์มาร์เก็ต 151 สาขา บิ๊กซี มาร์เก็ตที่เป็นฟอร์แมตซูเปอร์มาร์เก็ต 62 สาขา และมินิบิ๊กซี ร้านค้าปลีกไซส์เล็กอีก 1,016 สาขา นอกจากนี้ยังมีร้านขายยาเพรียว อีก 145 สาขา ถือเป็น 1 ใน 2 ผู้เล่นในตลาดไฮเปอร์มาร์เก็ต ที่เป็นเสมือนผู้กำหนดทิศทางของตลาด

ในปี 2563 นี้ บิ๊กซี จะมีการลงทุนด้วยงบ 5,000 ล้านบาท เพื่อขยายสาขา พร้อมกับใช้งบอีก 1,000 ล้านบาท ลงทุนระบบไอทีเทคโนโลยีทันสมัยหลังบ้านและหน้าร้านรองรับแพลตฟอร์มดิจิทัลที่จะมีการเชื่อมต่อธุรกิจออฟไลน์ออนไลน์ โดยนอกจากจะเน้นสาขาที่เป็นไซส์เล็กตามเทรนด์ของตลาดค้าปลีกบ้านเราที่ค้าปลีกไซส์เล็กมีการเติบโตค่อน ข้างดี เนื่องจากเป็นการรองรับไลฟ์สไตล์การช้อปปิ้งของคนรุ่นใหม่ที่มีขนาดครอบครัวเล็กลง จึงช้อปทีละไม่มากแล้ว บิ๊กซียังมีการเปิดบิ๊กซี มาร์เก็ต เพลสรูปแบบใหม่ที่พ่วงพื้นที่ของช้อปปิ้งมอลล์เข้าไปด้วย โดยสาขาที่เปิดที่ปอยเปตประเทศกัมพูชา คือต้นแบบของฟอร์แมตนี้ โดยบิ๊กซีมองถึงการเปิดบิ๊กซี มาร์เก็ตเพลสในรูปแบบนี้อีก 2 สาขา ที่จะพัฒนาโมเดลธุรกิจ “ช้อปปิ้งมอลล์” ในคอนเซ็ปต์ ทาวน์เซ็นเตอร์ สร้างความเป็นศูนย์กลางของชุมชน ดึงดูดลูกค้าเข้าใช้บริการ ส่วนที่เหลือเป็นมินิบิ๊กซี 300 สาขา และไฮเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่อีก 2 – 3 สาขา

 

บีเจซี จะทำตลาดในส่วนของสินค้า FMCG โดยดูตั้งแต่เรื่องของการผลิต การจัดจำหน่าย ไปจนถึงการทำร้านค้าปลีก ขณะที่ในฟากของสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม จะมีไทยเบฟเวอเรจ หนึ่งในสายธุรกิจเครื่องดื่มของทีซีซี กรุ๊ป เป็นคนดูแล โดยการเดินทัพจะออกมาในรูปแบบที่ใกล้เคียงกัน นั่นคือการเข้าไปซื้อธุรกิจเพื่อนำมาต่อยอดและช่วยเสริมแกร่งให้กับซัพพลายเชนที่ทำอยู่ อย่างการเข้าซื้อโออิชิ กรุ๊ป เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในกลุ่มธุรกิจ Non-Alcohol หรือการเข้าไปซื้อหุ้นบริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) โดยผ่านบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ โลจิสติก จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) รวมมูลค่า 15,488,228,072 บาท

วัตถุประสงค์ของการซื้อหุ้นเสริมสุข เพราะไทยเบฟต้องการนำจุดแข็งของเสริมสุข ไม่ว่าจะเป็นระบบการขนส่งสินค้า การกระจายสินค้า และคลังสินค้า มาเสริมความแข็งแกร่งให้กับอาณาจักรเครือทีซีซี โดยเฉพาะในกลุ่ม Non-Alcohol ที่ไทยเบฟต้องการขยายตลาด

การเข้าซื้อกิจการครั้งนั้น จึงถือเป็นการเสริมสร้างธุรกิจ ทำให้การกระจายสินค้าของเราสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะสินค้าประเภทเครื่องดื่มไม่ผสมแอลกอฮอล์ นอกจากนี้เสริมสุขก็ยังมีผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มไม่ผสมแอลกอฮอล์ ที่จะสามารถต่อยอดทางธุรกิจต่อไปได้อีกมากมาย

เมื่อทุกอย่างลงตัว บริษัทในเครือทั้งหมดของทีซีซี กรุ๊ป จะมีการ Synergy เพื่อช่วยเสริมซึ่งกันและกัน อย่างการ Synergy ในเรื่องของการจัดจำหน่ายระหว่างไทยเบฟ เสริมสุข และโออิชิ ที่ทำให้เข้ามาช่วยเสริมความแข็งแกร่งในการกระจายสินค้า

ทั้งหมดทั้งปวง เมื่อไหลมาบรรจบที่ปลายทางอย่างร้านค้าปลีกที่มีบิ๊กซีรองรับอยู่ จะทำให้สามารถคอนโทรลได้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มพลังในการสร้างการเติบโตได้เป็นอย่างดี.....

 

corporate

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.